เจตนากระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่พลาดไปเกิดกับอีกบุคคลหนึ่ง เขาเรียกว่ากระทำโดยพลาด ต้องถือว่ามีเจตนากระทำต่อคนที่ผู้กระทำไม่มีเจตนากระทำ งงไหมครับ แฮ่...

          วันนี้ตั้งใจจะเขียนกรุงเทพราตรีให้จบ เนื่องจากละครลาโรงไปแล้ว เรื่องอื่นก็มาแทนที่และเริ่มจะมีละครที่ชาวบ้านเขาติดตามเป็นละครเรตติ้งสูงมาใหม่ คงต้องเป็นหน้าที่ผมที่จะต้องไปเสาะหาเรื่องสั้นมาวิเคราะห์ให้สนุกสนานไปตามเรื่อง แต่สำหรับวันนี้กฎหมายวันละคำสองคำขอเสนอคำว่า “กระทำโดยพลาด”

                คำว่า “กระทำโดยพลาด” นั้นประมวลกฎหมายอามาตรา ๖๐ บัญญัติว่า

                 “ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายมิให้นำกฎหมายนั้น มาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น”

                การกระทำโดยพลาดเป็นเรื่องของการที่ตั้งใจจะทำต่อใครสักคนหนึ่ง แต่เวลาผลมันเกิดมันกลับไปเกิดกับคนที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเราจะเห็นกันเป็นข่าวอยู่บ่อยๆว่า นักศึกษานักเลงยิงคู่อริ แต่กระสุนพลาดไปถูกเด็กนักเรียนที่นั่งรถเมล์ไปโรงเรียนโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อย่างนี้เรียกกระทำโดยพลาด ต้องถือว่านักศึกษาคนนั้นตั้งใจยิงเด็กนักเรียน ครับ

                ในละครกรุงเทพราตรี ก็มีฉากที่ ดลกำลังจะหลบหนีตำรวจโดยเอาเดชเป็นตัวประกัน แต่มาเจอกับป้องที่จะเข้าไปช่วยเดช ดลเลยยิงป้องแต่เดชเอาตัวเข้าไปรับกระสุนแทน ในที่สุดเดชก็ถึงแก่ความตาย การกระทำของดลมีเจตนาฆ่าป้องแต่กระสุนพลาดไปโดนเดชจนเดชถึงแก่ความตายก็ต้องถือว่าดลมีเจตนาฆ่าเดช

                แต่ในกฎหมายยังพูดถึงกรณีห้ามไม่ให้เอากฎหมายที่บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของบุคคลหรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำมาใช้บังคับในกรณีกระทำโดยพลาด เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ขาดเจตนากระทำต่อบุคคลนั้น แต่จะมาอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิดเลยไม่ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าเจตนาจะกระทำผิดแต่ไม่ต้องรับผิดซึ่งผิดวัตถุประสงค์ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา ผมยกตัวอย่างง่ายๆอย่างนี้ครับ

                กรณีฐานะของบุคคล เช่น ส้มโอเจตนาจะยิงส้มจุก จึงใช้อาวุธปืนไล่ยิง ขณะนั้นชาวบ้านเห็นเหตุการณ์จึงโทรศัพท์แจ้งไปที่สถานีตำรวจ  จ.ส.ต.ส้มแป้น รับแจ้งเหตุจึงขับขี่รถจักรยานยนต์จะเข้าไประงับเหตุแต่กระสุนปืนที่ส้มโอไล่ยิงส้มจุกมาโดน จ.ส.ต.ส้มแป้นถึงแก่ความตาย ซึ่งในความผิดฐานฆ่าคนตายนั้นมีบทลงโทษหนักขึ้นกรณีผู้ที่ถูกฆ่าเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำการตามหน้าที่  แต่เนื่องจากขณะนั้นส้มโอไม่รู้ว่ามีตำรวจมาระงับเหตุและไม่มีเจตนายิง จ.ส.ต.ส้มแป้นด้วย ดังนั้นโทษที่จะลงแก่ส้มโอก็คือความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา(ซึ่งเป็นการกระทำโดยพลาด) แต่ไม่ต้องรับโทษฐานฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ซึ่งมีโทษหนักที่สุดในกฎหมายอาญาคือประหารชีวิตสถานเดียว

                กรณีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ก็เช่น มะนาวจะฆ่ามะเฟืองก็ไปเอาปืนมาดักซุ่มยิงมะเฟือง แต่ขณะนั้นมะเฟืองแวะทักทายกับมะกรูด(พ่อของมะนาว) แต่มะนาวไม่เห็นว่าเป็นมะกรูดคงเห็นเพียงเงาตะคุ่มๆไม่รู้ว่าเป็นใคร จึงเอาปืนยิงมะเฟืองแต่บังเอิญเหลือเกินที่มะเฟืองซึ่งบังตัวมะกรูดอยู่เกิดก้มตัวลงไปผูกเชือกรองเท้าขณะนั้นพอดี กระสุนปืนจึงโดนมะกรูดเข้าเต็มๆ มะกรูดถึงแก่ความตาย ซึ่งในความผิดฐานฆ่าคนตายนั้นถ้าผู้ตายเป็นบุพการีของผู้กระทำ โทษก็คือประหารชีวิตเหมือนกัน แต่เนื่องจากมะนาวไม่มีเจตนาฆ่ามะกรูด กรณีก็เหมือนกับกรณีที่ยกมาข้างต้นในกรณีส้มโอยิงส้มแป้นนั่นแหละครับมีความผิดฐานฆ่าคนตายธรรมดา แต่อาจได้รับโทษหนักขึ้นด้วยเหตุฉกรรจ์เหตุอื่นคือไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งโทษก็ประหารชีวิตเช่นกัน

                ก็คงจะทำความเข้าใจในส่วนการกระทำโดยพลาดได้พอสมควรนะครับ ยังมีกรณีสนุกอีกเรื่องหนึ่งก็คือศาลฎีกาเคยพิพากษาไว้เป็นบรรทัดฐานว่า แม้เจตนากระทำต่อวัตถุอย่างหนึ่งแต่พลาดไปโดนวัตถุอีกอย่างหนึ่งหรือของอีกคนหนึ่ง ผู้กระทำก็มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ได้เพราะเหตุกระทำโดยพลาดได้เช่นกัน เช่น มะไฟเอาก้อนหินปารถของมะม่วง แต่พลาดไปถูกรถของมะพร้าวได้รับความเสียหาย มะไฟก็มีความผิดฐานทำให้ทรัพย์ของมะพร้าวเสียหายได้ครับ แม้กฎหมายจะเขียนว่า กระทำต่อบุคคลหนึ่ง มิได้หมายความแค่เฉพาะบุคคลแต่หมายถึงสิ่งของของบุคคลด้วยครับ

                 กรุงเทพราตรีจบไปแล้ว เราได้อะไรจากละครเรื่องนี้บ้างนอกจากจะได้ฟังเพลงเก่าๆที่เราชื่นชอบ เรามาลองวิเคราะห์กันดูครับ

                 พิไลคนที่ต้องยอมทุกอย่างไม่กล้าที่จะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของตัวเอง ยอมก้มหน้ารับกรรมโดยที่คนทั่วไปมองว่าไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แต่ในที่สุดเธอก็ได้กลับมาครองรักกับคนที่เธอรักอย่างมีความสุข ในแง่กฎหมายพิไลสามารถแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องดลในความผิดฐานข่มขืนได้,ฟ้องผกาในความผิดฐานจ้างวานใช้ให้ผู้อื่นวางเพลิงเผาทรัพย์,หรือฟ้องรัมภาในความผิดฐานหมิ่นประมาท

               ป้อง ชายผู้รักพิไลอย่างบริสุทธิ์ ปกป้องคุ้มครองดูแลพิไลมาโดยตลอด เป็นตัวอย่างของมนุษย์ผู้บูชาความรักแม้ตัวเองจะไม่ได้สิ่งที่หวังปอง แต่ก็มีความสุขที่ได้ดูแลคนที่ตัวเองรัก  ในทางกฎหมายป้องสามารถฟ้องดลในความผิดฐานพยายามฆ่าโดยการขับรถเข้าพุ่งชน แม้ตำรวจหรืออัยการมองว่าเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายถึงสาหัส(เพราะป้องขาหัก) แต่ถ้าดูตามละครจะเห็นว่าดลเจตนาพุ่งเข้าชน  แต่ป้องก็เหมือนคนส่วนมากทั่วไปในสังคมที่ยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติราชการของข้าราชการ จะถูกจะผิดก็ไม่มีปากเสียง ทั้งหากดิ้นรนฟ้องเองก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ก็ต้องยอมรับกรรมไป

                 รัมภากับผกา เป็นตัวแทนของคนที่มีกิเลส ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้มาโดยไม่เคยคำนึงถึงศีลธรรม ไม่คำนึกถึงความถูกต้อง ไม่เคยรู้จักระงับความยากมีอยากเป็นอยากได้ และในที่สุดก็ต้องรับกรรม คนแบบนี้มีมากในสังคมเรา ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้คิดได้ อืมม์.....ยากเน๊าะ เว้นแต่จะให้อัยการอย่างผมฟ้องเข้าคุกถึงจะพอสำนึกได้สักช่วงหนึ่ง แล้วพอพ้นคุกมากเมื่อจะไม่สามารถต่อสู้กับกิเลสของตัวเองได้ก็จะทำอีก แต่จะรอบคอบมากขึ้นเพราะมีประสบการณ์ แต่ที่ได้รับประสบการณ์แล้วสำนึกกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนละคนเลยก็มีเยอะแยะ คนเหล่านี้จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมเยอะแยะ โบราณจึงบอกว่า "คนล้มอย่าข้าม"

                  ดล ชายผู้มากเล่ห์ เห็นผู้หญิงเป็นเครื่องเล่นเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอยู่ในสังคมอีกมาก แต่บางทีมันก็จะโทษผู้ชายอย่างนี้เพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ในเมื่อยังมีผู้หญิงที่มีอาชีพรองรับอารมณ์ผู้ชายอยู่อย่างมากมายในสังคม ผู้ชายอย่างดลก็จะนึกว่ามีผู้หญิงที่ต้องการขายเนื้อตัวร่างกายเพื่อแลกกับเงินมีอยู่ในทุกอาชีพ เช่น หมอนวด พาร์ทเนอร์ นักร้อง มองผู้หญิงที่ประกอบอาชีพอย่างนี้ในแง่ลบ แต่ก็ต้องถามว่าถ้าคนในอาชีพเหล่านั้นไม่เอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินความรู้สึกอย่างนี้จะเลือนหายไปจากสังคมไหม  และก็คงมีเสียงวิพากย์มาอีกว่าแล้วจะให้เธอเหล่านั้นทำอะไร ผมก็จะบอกว่าคนเราถ้าไม่บูชาเงินเราก็มีศักดิ์ศรี “เงินไม่ไช่พระเจ้า” แต่ก็จะมีเสียงตะโกนสวนกลับมาว่า “คนของพระเจ้าต้องใช้เงิน โว้ย..” ฮ่าๆ

                 ไววิทย์ ผู้ชายที่เป็นผู้มีความรู้แต่โง่เง่าเต่าตุ่น ไม่รู้จักการวิเคราะห์แยกแยะการใช้ชีวิต มนุษย์เราถ้าเป็นเช่นไววิทย์สังคมคงจะวุ่นวาย ราชการก็จะเสียหายถ้าข้าราชการทำงานโดยไม่รู้จักวิเคราะห์ไตร่ตรองให้รอบคอบ เช่น กรณีเห็นพิไลอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ก่อนที่จะตัดสินว่าพิไลคบชู้ก็ควรวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผล เช่น ภรรยาเราปกติดื่มสุราหรือไม่ ทำไมมีกลิ่นสุราคลุ้ง กลับมาบ้านในสภาพหน้าระรื่นหรืออมทุกข์  ผู้ใหญ่เคยเตือนว่าอย่าเชื่อในสิ่งที่เราเห็นโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ เพราะมันอาจจะเป็นคนละเรื่องกับที่เราเข้าใจ สามารถนำมาใช้กับกรณีนี้ได้เป็นอย่างดี

                มีนิทานเล่าเรื่องการครองชีวิตคู่ของคู่สมรสคู่หนึ่งที่ครองรักกันมานานถึง ๕๐ ปี ลูกหลานก็จัดงานฉลองกันใหญ่โต หลังเสร็จงานฉลองทั้งคู่ก็กลับมาที่บ้านและปฏิบัติเหมือนที่เคยปฏิบัติคุณผู้ชายเข้าครัวปิ้งขนมปัง คุณผู้หญิงไปคั้นน้ำส้ม พอมานั่งกันเพื่อจะทานขนมปังและดื่มน้ำส้ม น้ำตาคุณผู้หญิงก็ไหลรินแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น  คุณผู้ชายก็งงมากเกิดอะไรขึ้น คุณผู้หญิงพูดด้วยอารมณ์ฉุนฉียว

                 “ตั้งแต่แต่งงานกับคุณมา ๕๐ ปี คุณกินแต่ขนมปังเนื้อนุ่ม แต่ฉันต้องกินแต่ขอบขนมปัง คุณเอาเปรียบฉันตลอดมา ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ“

                 อึ้งครับ อึ้ง คุณผู้ชายงงมาก กูทำอะไรผิดวะ...แล้วเขาก็บอกความในใจว่า

               “คุณรู้ไหม ในชีวิตผมตั้งแต่เล็กจนโต ขนมปังเป็นขนมที่ผมชอบมากและรู้สึกว่ามันอร่อยที่สุดตรงขอบของมัน เพราะมันกรอบ มีกลิ่นหอมของขนมปังจริง ส่วนตรงกลางมันนิ่มและมีกลิ่นแป้งผมไม่ชอบ  ผมยอมสละขอบขนมปังที่ผมคิดว่ามันอร่อยที่สุดให้คุณกินมาตลอดชีวิต ผมผิดด้วยหรือ”

                คราวนี้คุณผู้หญิงอึ้งบ้าง....

                 ข้อคิดในเรื่องนี้ อย่าตัดสินใครโดยไม่วิเคราะห์และคิดเอาเอง อยากรู้เหตุผลก็ถามเขาสิ ที่ผ่านมาเรามองเห็นเขาแต่เราไม่รู้จักเขา เราคิดเอามาตรฐานตัวเราไปเปรียบเทียบกับหาความผิดของคนอื่น เราทำถูกหรือไม่.....ถึงเวลาต้องคิดอีกแล้ว อิอิ