ถ้าเราช่วยกัน...ทำความเข้าใจ....ทำได้แน่นอนค่ะ

มีอะไรหลายๆอย่างกระตุ้นให้เขียนเรื่องนี้ค่ะ เป็นแรงบันดาลใจที่เกิดจากการอ่านปาฐกถาของอ.หมอประเวศ วะสี การอ่านบันทึกคุณธวัช เล่าถึงแบบประเมินที่ได้รับจากงานมหกรรมฯ และจากความคิดเห็นที่ได้ไปทำ AAR การไปงานมหกรรมฯที่มอ.วันนี้ (คุณเมตตาหรือน้อง PAN คงจะเก็บมารายงานต่อไป) จึงอยากขอเขียนสิ่งที่ตัวเองคิด เกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งเป็นชื่อบันทึกนี้แหละค่ะ เขียนไปเขียนมายาวเกินไป อ่านทีเดียวคงเบื่อแย่ เลยขอแบ่งเป็นทีละประเด็น ไม่ยาวมากก่อนนะคะ

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความรู้ในที่นี้คือความรู้ที่อยู่ในตัวคน เป็นความรู้ที่แต่ละคนได้มาจากการทำงาน การใช้ชีวิต การมองโลกของตนเอง เป็นความรู้ที่ติดอยู่ในตัวแต่ละคน จะเปรียบไปแล้วก็คือประสบการณ์ในชีวิตของคนๆนั้นนั่นเอง ความรู้ชนิดนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แน่นอนในตัวคนแต่ละคน และมีคนมากมายไม่รู้ว่ามีความรู้อยู่ในตัวเอง เพราะเหตุนี้เอง เราจึงต้องมีการจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management คำนี้เวลาเราเอามาพูดว่า เราควรจะทำ KM ควรจะนึกต่อในใจให้ได้ว่า เราจะจัดการความรู้ที่เกิดจากการทำงานและจากประสบการณ์ในตัวคนแต่ละคน ให้มีการนำมาถ่ายทอด และใช้ประโยชน์ต่อไป  

ต้องย้ำเรื่องความรู้ที่เรียกว่า Tacit Knowledge หรือความรู้ฝังลึกสักนิดว่า เพียงเพราะคำๆนี้ฟังแล้วสื่อให้รู้ว่า เป็นความรู้ที่อยู่ภายใน มองไม่เห็นชัดเจน เราจึงใช้กัน ไม่ต้องไปแปลให้มากความว่าถ้าแสดงให้เห็นได้ จะเป็นความรู้ฝังลึกได้ยังไง ฯลฯ ขอเพียงให้คิดว่า เป็นความรู้ที่แต่ละคนมี ซึ่งไม่เหมือนกัน เกิดมาจากภายในของแต่ละคน เมื่อทำงานไปก็สั่งสมมาเอง ไม่มีใครมาเขียนเป็นตำราไว้สอนใคร ความรู้แบบนี้ต้องใช้เวลาจึงได้มา ต้องใช้การประมวลผลจากส่วนประกอบหลายๆอย่างในตัวคนๆนั้น แม้จะเริ่มจากกรรมวิธีหรือขั้นตอนเดียวกัน แต่สิ่งที่แต่ละคนเรียนรู้ต่างกันไป และความรู้นี้เกิดแน่นอนไม่ว่าจะงานอะไร ยิ่งเป็นงานยากก็จะยิ่งเรียนรู้นาน ความรู้ที่เกิดก็ยิ่งซับซ้อน อธิบายถ่ายทอดได้ยาก และในคนแต่ละคนก็จะมี tacit knowledge ที่ไม่เหมือนกัน มีความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆไม่เหมือนกัน

 GotoKnow คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราสามารถทำ Human mapping แบบที่อ.หมอประเวศ ได้บอกไว้ ว่าในเมืองไทยเรา ถ้าอยากรู้เรื่องอะไร ให้ถามใคร เรียนรู้จากใคร 

ความเกี่ยวข้องของความรู้ที่พูดถึงข้างบน กับ GotoKnow จะมาต่อพรุ่งนี้นะคะ