ถึงเวลาของบันทึกการเสวนาในแบบนอกกรอบ กับรสชาติที่แตกต่างครับ
ประเด็นเสวนาครั้งนี้หยิบมาจากบันทึก
ความรู้สึกที่แตกต่างจาก 2 แง่มุมที่เห็นจาก รางวัลสุดคะนึง และข้อความแห่งน้ำใจ มุมมองที่หลากหลายบนเส้นทางของน้ำใจและมิตรภาพ

ซึ่งได้รวบรวมความคิดเห็นของเพื่อนๆนายบอนมาประมวลจนเป็นบันทึกนั้นขึ้นมา และวันนี้ ตามคำขอร้องของเพื่อนๆครับ ที่อยากจะแสดงความเห็นบ้าง ต่อความเห็นหลากหลายที่เกิดขึ้น...

ประโยคต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งตัดประเด็นบางส่วนมาจาก บันทึกดังกล่าว   ท่านที่ยังไม่ได้อ่าน..โปรดคลิกไปอ่านบันทึกข้างบนครับ เพื่อเนื้อหาที่ครบถ้วน สมบูรณ์.....



คู่สนทนา 1 - มองจากสิ่งที่ได้รวบรวมลงบันทึกแล้ว เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของบล็อกแห่งนี้ที่แตกต่างจากบล็อกอื่นๆ นั่นคือ การจับประเด็นที่หลายคนใน g2k สนใจ มา แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากมุมของผู้ห่างไกลเทคโนโลยี ที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้มาเขียนบันทึกบ้างหรือเปล่า แต่ดีใจที่เห็น พี่ น.เมืองสรวง มีบันทึกของตัวเองใน gotoknow

คู่สนทนา 2 – จากความเห็นที่อ่าน สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมคนอื่นถึงได้มองบันทึกในบล็อกนี้ แปลก แตกต่างออกไป มองถึงขนาดที่ว่า คิดลึก เชื่อมโยงไปหมดทุกอย่าง ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ในสังคมทั่วๆไปก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นปกติธรรมดา อย่างตอนเช้า พวกพ่อแม่ที่ไปนั่งกินกาแฟ ก็นั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนกันทุกเรื่อง เนื้อหาก็อย่างที่นำมาบันทึกนี้

คู่สนทนา 1 – อาจเป็นไปได้ว่า ที่มีท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า คิดลึก คิดละเอียด อะไรทำนองนี้  ทำตัวห่างไกลสังคมเกินไปหรือเปล่า  หรือติดอยู่กับสังคมเสมือนที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกคืนวัน จนคิดว่า นั่นคือโลกแห่งความจริงหรืออย่างไร

คู่สนทนา 2 – ความแตกต่างที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน สังคมใน gotoknow ส่วนใหญ่จะมีน้ำใจให้แก่กันทุกคน ความเห็นต่างๆจะเป็นแนวที่รักษาน้ำใจทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนคุ้นเคย เขียนอะไรออกมา ผู้ตามอ่านจะชื่นชม ยินดี ให้กำลังใจ เป็นรูปแบบเดียวกันหมด ยิ่งแต่ละท่านมีประสบการณ์ความรู้ความชำนาญต่างๆ ทำให้หลายคนยอมรับ เชื่อมั่น เชื่อถือ การที่จะหามุมมองที่แตกต่าง อาจจะยากสักนิด

นายบอน – ความเคยชิน ความคุ้นเคย ทำให้มองสิ่งที่เคยชินให้ต่างออกไปได้ยากเหมือนกัน สำหรับการวิเคราะห์มุมมองที่แตกต่าง คนวงนอกจะประเมินออก  ถ้ามีใครมาประเมินตัวเองให้ฟัง คนๆนั้น  องค์กรนั้นจะเกิดการพัฒนาขึ้น

คู่สนทนา 1 -  แต่ความคุ้นเคย คงจะหาสิ่งเหล่านี้ได้ยากเช่นกัน



จากบันทึก  ***********************
ความรู้สึกของครูอ้อยเมื่อได้รับรางวัลสุดคะนึง....ตุลาคม

คู่สนทนา 1 – สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากครูอ้อย และคนที่เป็นครูทุกคนเลย คือ

    1).ครูอ้อย ความจำดี ละเอียด เล่าได้ทุกเรื่อง
    2). ดึงความเป็นครูขี้บ่นมาใช้ในบล็อก ขี้บ่นคือรอบคอบ
    3)  ลูกษิษย์ทุกคนใครเป็นไง จำได้หมด ยิ่งเฮี้ยวซ่า ยิ่งจำได้ดี
    4).มีแรงบันดาลใจสูง จากบันทึกเปิดใจความรู้สึก มีแรงกระตุ้นสูง เปิดบล็อกได้เรื่อยๆ สักวันอาจครบ 100

นายบอน  –
    5). มีศิลปะในการเล่าเรื่อง ทำให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นเรื่องสาธารณะได้
    6)  เริ่มเหมือนการทำตัวเป็นดารา ยิ่งดัง ยิ่งมีคนสนใจทุกเรื่อง แม้แต่บิดขี้เกียจ แปรงฟันก็คงมีคนสนใจ 5555

คู่สนทนา 2 –
    7) .มิตรภาพ ไม่มีเส้นแบ่งกั้น แต่หลายคนมักจะขีดเส้นนั้นเอง
    8) การสร้างแฟนพันธ์แท้ของเธ มอบหัวใจให้แล้ว ต้องดูแลหัวใจของเขาด้วย
    9)  เรียนรู้จากชีวิตจริง เลี้ยงลูก สามีด้วยความรัก และเลี้ยงคนอ่านบล็อกด้วยวิธีเดียวกัน
    10) ให้เวลามากกับคำว่ามิตรภาพ บันทึกเพื่อนชาย เขียนยาก ใช้เวลานาน เกิดจากแรงขับดันภายในตัว


คู่สนทนา 1 -  น่าจะเขียนบันทึกนั้นนานกว่า เสวนาส้มตำนะ

นายบอน -   เสวนาส้มตำเขียนยากกว่า  เพราะครูอ้อยประมวลจากคนเดียว แต่เสวนาจานส้มตำ ยำความคิดจากหลายคน เรียบเรียงตัดต่อเป็นข้อความ หลังจากฟัง - พูดคุยกันแล้ว เอามาร่างในกระดาษ ก่อนนั่งพิมพ์เป็น เสวนาจานส้มตำ

คู่สนทนา 1 -  ความสำเร็จครูอ้อย คือ พลังแรงใจจากกัลยาณมิตร เป็นแรงผลักดันจนได้รับรางวัลสุดคะนึง


การฉกฉวยโอกาสที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เสียชาติเกิด

คู่สนทนา 2 - รางวัลเป็นเหมือนดาบสองคม ส่งเสริมได้ บั่นทอนได้ รางวัลทำให้หลายคนเปลี่ยนแปลงตัวเองในภายหลังได้เหมือนกัน  บางคนเกร็ง เพราะรางวัล คนจะจ้องมองเยอะ ว่า บุคคลต้นแบบท่านนี้ คือ บุคคลตัวอย่างที่มีคุณค่า บุคคลที่ยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัล
    


พี่ขจิต ฝอยทอง

  * มีหลายๆคนที่ผมตามไปให้ความคิดเห็นเพราะว่าอยากให้เขาเกิดความมั่นใจ และอยากเขียนออกมา

    * อยาก ให้เขียนตามที่น้องบอนถนัด และเผยแพร่ข้อมูลนอกกรอบที่กาฬสินธุ์ต่อไป  แต่สังเกตไหมว่าส่วนใหญ่จะตามอ่าน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แสดงความเห็นไว้
    .

คู่สนทนา 1 – พี่ขจิตถือว่าเป็นพี่เลี้ยง blogger ที่คอยให้กำลังใจมือใหม่ตัวจริง

คู่สนทนา 2 -
    1)  ข้อความจากพี่เค้า มีคุณค่ามากๆ เพราะเลือกที่จะหยิบยื่นให้มือใหม่
    2) .การที่พี่ขจิตอ่านเยอะ เก็บความรู้ได้กว้างไกล  บันทึกที่เข้าตา และให้ความเห็นได้ จะใช้นิ้วมืออันอ่อนโยน จิ้มคีย์บอร์ดทันที ด้วยเอกลักษณ์ที่เป็นแบบเฉพาะตัว ใช้โอกาส เวลา การเข้าถึงข้อมูลที่สูงเติมเต็มสังคม     น่าจะศึกษาถึงแนวทางในการเก็บเกี่ยวความรู้ หรือส่งคำถามให้พี่ขจิตเขียนบันทึกการเก็บเกี่ยวความรู้ในแบบพี่ขจิตให้ได้อ่านกันบ้าง

นายบอน - คนที่ปิดทองหลังพระ ให้กำลังใจคนอื่นๆ สมควรที่จะได้รับรางวัลเช่นกันนะ

คู่สนทนา 1 - มองพี่ขจิตแล้วสะท้อนไปถึงการมอบรางวัล ของ สคส.  ดูแล้วตั้งกรอบไว้น้อยเกินไป กรรมการตัดสินยังไม่ครอบคลุม

คู่สนทนา 2 – ไม่รู้ว่ากรรมการตัดสินมีเวลาอ่านเยอะแค่ไหน เปิดกว้างหรือเปล่า เข้าไปช่วยเติมน้ำใจ สร้างความมั่นใจหรือไม่ แม้แต่ การศึกษายังมีหลายระดับทั้ง  ตรีโทเอก แต่รางวัลมีระดับเดียว ในสังคม gotoknow ที่มีความหลากหลาย ดูแล้วเหมือนมหาวิทยาลัย ที่เปิดสอนอยู่เพียงคณะเดียว ซึ่งดูขัดกับความเป็นจริง เปรียบเทียบการเข้ามาเขียนบันทึกใน gotoknow กับการเรียนหนังสือ ถ้าไม่เรียนตามหลักสูตร ก็จะไม่ได้รับอนุมัติให้จบ แล้วเคยประเมินตนเองบ้างไหมว่า เกณฑ์ที่ตั้งไว้ เหมาะสมกับปัจจุบันหรือไม่

คู่สนทนา 1 – เหมือนบางบันทึกของ อาจารย์ปภังกรเลย ที่เขียนสะท้อนถึงความไม่เหมาะสมหลายอย่างในวงการการศึกษา ที่ยังไม่ยอมปรับปรุงเสียที

นายบอน – เรื่องนี้ให้คนที่เกี่ยวข้องหาแนวทางของเค้ากันต่อไป แต่ถ้ามองจากพี่ขจิตแล้ว  พี่ขจิตสามารถค้นหารางวัลพบแล้ว รางวัลแห่งความงดงามในจิตใจจากการท่อง gotoknow นั่นเอง



พี่ เมตตา - ทำไม หนอ...คุณบอนถึงคิดอะไรได้ ยาวๆ และต่อเนื่องได้ขนาดนี้ ขอชมเชย..กินข้าวกับอะไรคะ...พี่จะได้จัดเมนูนั้นให้ลูกสาวทั้งสองของพี่ กินบ้างค่ะ อีกอย่าง..มาขอบคุณที่ นำภาพพี่มาเป็น Presenter ในบันทึกค่ะ...และบอกอีกอย่างว่า...พี่ไม่ใช่คน สคส.ค่ะ

คู่สนทนา 1 -
    1.สังเกต การเลือกคำมาใช้เพื่อยกย่องอย่างเหมาะสม
    2.ใน gotoknow มีคนที่วิเคราะห์ เขียนบันทึกได้ดีตั้งมากมายหลายคน แต่ยังไม่โดดเด่นโดนใจพี่เมตตา เพราะเขายังไม่ได้เขียน หรืออ้างอิงถึงพี่เมตตาให้เห็นกันจะจะหรือเปล่า

คู่สนทนา 2 - ประเด็นของความต่อเนื่อง กับความประหลาดใจของพี่เมตตานั้น อาจเป็นเพราะคาดไม่ถึง ว่า คนที่ไม่ควรจะคิดได้ กลับคิดได้ แต่ถ้าเป็นนักวิชาการ วิจัยอาวุโส ผู้บริหาร ด๊อกเตอร์ หรือรองศาสตราจารย์  ถ้าคิดแบบนี้ จะไม่น่าแปลกใจเลย เพราะมีความรอบรู้ ประสบการณ์สูง ที่หลายคนยอมรับตั้งแต่เห็นชื่อแล้ว

คู่สนทนา 1 -  เพราะเป็นนายบอนคนธรรมดา  ไม่ใช่ ดร.บอน ศาสตราจารย์บอน เลยทำให้หลายคนประหลาดใจก็เท่านั้น หลายคนชอบใช้ระดับความรู้มาตัดสินคนอื่นว่าจะคิดได้หรือไม่ แต่อย่าลืมว่า ปราชญ์ชาวบ้าน คนในชนบทหลายคน คิดอะไรที่ดีๆได้มากกว่าคนที่เรียนสูงๆตั้งหลายคนเช่นกัน

นายบอน  - พี่เมตตา มองคนที่แสนจะธรรมดา จากความไม่ธรรมดา จนนึกถึงลูก แต่ในความไม่ธรรมดาที่ชื่นชม สังเกตสิ ยังมีการพลั้งเผลอเช่นกัน ตรงที่เอารูปพี่เมตตาเอามาแปะในเนื้อหาที่หาที่กล่าวถึงคนใน สคส. แล้วมาเขียนแก้ตัวว่า เอารูปมาแปะไว้เพราะเหตุผลนั้นอย่างนี้

คู่สนทนา 2
-  เพราะคนธรรมดา ย่อมมีผิด มีถูกอยู่แล้ว



จันทรรัตน์ -  

1. เรื่องรางวัลของ สคส ทำให้ดิฉันได้รู้จักหลายๆคนเพิ่มขึ้นและมองเห็นพลังของการนำความรู้ไป ปฏิบัติของท่านเหล่านั้นค่ะ ..แต่น่าเสียดายว่าหลายท่านเมื่อได้รับรางวัล แล้วบันทึกถ่ายทอดความรู้น้อยลง...
   2. เรื่องการบันทึกถึงบุคคลใน gotoknow ของคุณบอนที่หลายครั้งอ้างเพื่อนๆ ที่ล้อมวงส้มตำ ทำให้ได้เรียนรู้มุมมองในมิติของคนที่ทำงานแรงงานแต่สนใจการเรียนรู้ตลอด ชีวิตเช่นเพื่อนๆของคุณบอนที่สนใจใฝ่รู้แต่ไม่มีโอกาสถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยี (ที่เป็นสัญญลักษณ์ของชนชั้นกลาง) การถ่ายทอดนั้นก็คือการที่คุณบอนได้ช่วยเป็นเสียงที่น่ารับฟังยิ่งค่ะ และคิดว่า ใน gotoknow เท่าที่อ่านมาอาจจะคุณบอน คุณจตุพร และคุณชายขอบเท่านั้นที่พยายามให้น้ำหนักกับสิ่งนี้อยู่
   3. ขอบคุณ ที่มีบันทึกนี้ คุณบอนชี้ให้เห็นความอ่อนน้อมในใจและน้ำใจที่ดีงามของหลายๆท่านค่ะ ...ถ้ารางวัลของ สคส จะเพิ่ม ความนิยมให้โหวตจากผู้อ่าน(ไม่ใช่จากการนับจำนวนคนออกความเห็นค่ะ)  อยากมอบรางวัลน้ำใจที่ดีงามมากๆให้อาจารย์ขจิตด้วยคนค่ะ

คู่สนทนา 1 – ขอให้ความเห็นบ้าง เพราะนายบอนให้ความเห็นในบันทึกนั้นไปแล้ว
    1.ข้อสังเกตเรื่องรางวัล เหมือนคนทั่วไป เป็นประตูเปิดทางให้คนอื่นรู้จักเพิ่ม
    2.รู้จักคนรับรางวัลแล้ว ทุกคนจะคาดหวังสูง ในคุณภาพของบันทึกนั้น
    3.แต่ละคนยิ่งหวังสูงๆๆๆๆๆ จนสูงลิ่ว
    4. แต่คนไม่ใช่เครื่องจักร หรือ ผลประกอบการทางธุรกิจ ที่จะต้องทำยอดขายตามกราฟที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
    5. จึงมีข้อสังเกตว่า ทำไมคนรับรางวัลแล้วจึงเขียนน้อยลง
    6. การสังเกตประเด็นที่วางไว้ของ อ.จันทรรัตน์ จับหลักได้แม่นยำ
    7. เชื่อมโยงชนชั้นกลางที่ขาดโอกาสถ่ายทอดทางเทคโนโลยี มองภาพรวมเป็นภาพใหญ่ได้ ทั้งๆที่หลายบันทึกไม่ได้ระบุไว้ว่า เอาความเห็นมาจากการล้อมวง
    8. อาจารย์จันทรรัตน์ จับทาง มองรูปแบบการนำเสนอได้ออก ไม่หลงประเด็นกับบันทึกที่ออกมาหลากหลาย (ไปหลอกท่านให้มึนงงไม่ได้แน่ๆ)
    9.เสียงสะท้อนจากคนที่ขาดโอกาส น่ารับฟัง เพราะในสังคมมีคนหลายชั้น
    10.คุณค่าของเนื้อหา ใช่อยู่ที่จำนวนตัวเลขคนออกความเห็น เพราะหลายบันทึกที่มีคนออกความเห็๋นน้อย มีคุณค่าประโยชน์มากกว่าเสียอีก
    11. งานศิลปะที่มีคุณค่า ย่อมเป็นกล่าวถึงน้อยกว่า งานทั่วๆไปที่ยังไม่ดีพอ  มีจุดเด่น และจุดด้อยมากมาย คนวิจารณ์ได้ ตามกระแสการตลาด ที่เรียกร้องความสนใจ เป็นข่าวได้เรื่อยๆ วิจารณ์ได้เรื่อยๆ
    12. น้ำใจในสังคมที่ลดลง ยิ่งต้องพยายามค้นหาออกมาวางให้คนทั่วไปมองเห็น


นายบอน -  อาจารยฺ์ จันทรรัตน์.. หยิบวิชาการมาย่อยให้ง่ายพอใช้คำว่า “ชนชั้นกลาง” แต่ไปกระเทาะใจ  คุณ น.เมืองสรวง อาจารย์จันทรรัตน์ ท่านอยู่ในสังคมที่แตกต่างกันกับ  คุณ น.เมืองสรวง ซึ่งพบเห็นชีวิตในอีกมุมหนึ่งที่มีความไม่เท่าเทียมกัน ความแตกต่างจาก 2 ฝั่งที่สมควรต้องเรียนรู้



น.เมืองสรวง –  “จะขอซื้อคำว่า ชนชั้นกลาง”

คู่สนทนา 2 - ถ้ามีใครมาใช้คำเพื่อบ่งบอกถึวการแบ่งแยกกับคนที่เจ็บปวดจากการถูกแบ่งแยก ผมก็จะขอซื้อเช่นกัน

คู่สนทนา 1 - ชาวบ้านในชนบท ชุมชนถูกแบ่งแยก เป็นอีกชนชั้นทางสังคม ทั้งที่เป็นคนเหมือนกันด้วย ฐานะ เศรษฐกิจ วิถีชีวิต มองเห็นถึงความแตกต่าง เป็นเส้นแบ่งชัดเจน ทำให้หลายคนรับไม่ได้หากมีใครมาย้ำเตือน หรือได้ยินถ้อยคำที่แทงใจดำ เพราะไม่มีใครอยากด้อยกว่าใคร ก็เนื่องจากโอกาส ความแตกต่าง ทำให้ผู้ด้อยกว่า อยากเท่าเทียมกับอีกฝ่าย

คู่สนทนา 2 -  คล้ายกับการสร้างภาพหลอนในใจ แรงขับดันให้เท่าเทียม ทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่ได้คิด น่าสังเกตว่า ในสังคมอาจารย์นักวิชาการ จะยอมรับ ให้เกียรติ กับความแตกต่างของแต่ละบุคคล แต่ใน
สังคมชาวบ้านที่สงบสุข มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายนั้น  มีบางคนใช้โอกาส ความได้เปรียบ เอาเปรียบคนจน ทำให้ชาวบ้านที่มีจิตใจดีงาม ถูกเอาเปรียบ  ไม่ได้รับความเป็นธรรม เกิดความรู้สึกแง่ลบ ซึ่งหากมีใครกระตุ้นความคิดในประเด็นนี้ขึ้นมา ความรู้สึกที่อัดอั้นนั้นจะถูกแสดงออกมาทันที

คู่สนทนา 1 - ความจริงแล้วนักวิชาการ และครูอาจารย์ หลายท่าน เป็นคนดี น่านับถือ และเชื่อใจได้ แต่เคยพบอาจารย์ที่จบ ปริญญาเอก เพียงคนเดียว ที่เข้าไปหาประโยชน์ร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น .ปลาเน่าตัวเดียว ทำให้คนในชุมชน มองคนที่เรียนสูงในแง่ลบ เกิดความคิดที่ว่าคนที่เรียนรู้สูง ยิ่งเอาเปรียบเก่ง โดนทำร้ายความรู้สึกด้วยคำพูด พฤติกรรมอยู่เสมอ


คู่สนทนา 2 - เมื่อเจอบุคคลที่มีความจริงใจ ใช้คำเปรียบเทียบอย่างไม่มีอะไรแอบแฝง กลับแทงใจดำของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น ต้องใช้ใจต่อใจ เพราะในสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี ดังนั้นต้องเรียนรู้ เข้าใจ รู้เท่าทัน การมีความรู้ จะสามารถรับมือ แก้ไขปัญหาได้

นายบอน  - ว่ากันไปโน่น แต่สังเกตข้อความของ อาจารย์จันทรรัตน์ บ้างหรือไม่ ว่า ท่านไวต่อความรู้สึกของ น.เมืองสรวงมาก ถนอมน้ำใจของอีกฝ่าย ด้วยการเอ่ยคำขอโทษทันที

คู่สนทนา 1  - ดูท่านให้เกียรติกับทุกคนจริงๆ เสียดายที่ท่านไม่เขียนขยายความในประเด็นนั้นต่อ

จันทรรัตน์ -  มีหลายมิติที่อยากแลกเปลี่ยน ต่อ "คำ" แต่ว่า อาจจะยังไม่ใช่เวลานี้และอาจจะไม่เหมาะที่จะบอกบนบันทึกนี้

ส่วน ประเด็นที่อ้างถึง ตำแหน่งทางวิชาการนั้น เข้าใจว่า อาจจะเข้าใจผิดบางอย่าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ดิฉันควรไปนึกต่อ เพราะว่าเป็นความคิดที่ไม่อยู่ในใจดิฉันและดิฉันจะเพิกเฉยที่จะคิดต่อ ประเด็นด้วยค่ะ

คู่สนทนา 2 -  เสียดายจริงๆ ถ้าอาจารย์ไปเขียนบันทึกเรื่องนี้โดยเฉพาะ ขอล่วงหน้าเลยนะ ต้องเอามาเสวนาจานส้มตำโดยด่วน ท่านเปิดประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาแล้ว ขอสงวนสิทธิ์ที่จะให้ความเห็นขยายความ เพื่อรักษาน้ำใจของหลายฝ่าย

คู่สนทนา 1 – หลายครั้งที่เคยเห็นอาจารย์ให้ความเห็นในที่ประชุม ในที่สาธารณะ โดยแสดงออกอย่างให้เกียรติ แต่ทว่าอีกฝ่ายมองว่า เสแสร้ง เพราะติดใจกับภาพลบที่เคยสัมผัสกับปลาเน่าตัวเดียว ที่ทำให้ถูกเหมารวมว่า ปลาทั้งหมดต้องเป็นอย่างนั้น

คู่สนทนา 2 -เมื่อพบกับอาจารย์นักวิชาการ แสดงออกอย่าง เอาเปรียบ โกง อีกฝ่ายก็มองว่า นี่แหละ เรียนสูงๆ มีโอกาสแย่งชิงทรัพยากรสูง ทำไมถึงใช้ความไม่เข้าใจ ความไม่กระจ่าง ข้อมูลที่ได้รับยังไม่ชัดเจน ในการตัดสินคนอื่นด้วยนะ เพราะความไม่เข้าใจที่ชัดเจนนี่แหละ จะทำให้อีกฝ่ายมักจะเป็นผู้ที่ขีดเส้นแบ่งแยกอีกฝ่ายเอง โดยไม่รู้ตัว

นายบอน – เมล์ไปถาม อาจารย์จันทรรัตน์ดีไหม ให้ท่านแสดงความเห็นที่คาใจเป็นการส่วนตัวเอารึเปล่า

คู่สนทนา 2 –  ความจริงอยากให้แสดงออกอย่างเปิดเผยมากกว่า เพราะดูความเห็นของ พี่ น.เมืองสรวงแล้ว เข้าใจมากขึ้น และขอโทษแล้วเช่นกัน

คู่สนทนา 1  – นี่แหละ ถ้าเปิดใจรับฟัง ทำความเข้าใจวิถีชีวิตความแตกต่างของแต่ละฝ่าย โลกจะน่าอยู่ขึ้น แม้แต่การอ่านบันทึกใน gotoknow คนหนึ่งสามารถนั่งอ่านจากหน้าจอที่ทำงาน ที่บ้านได้ทุกเวลาที่ต้องการ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องไปที่ร้าน internet เช่าเครื่องเปิดดู ได้มั่งไม่ได้มั่ง อ่านได้บางส่วน

นายบอน  – แต่อย่างน้อยบันทึก เสวนาจานส้มตำ พยายามหยิบสิ่งที่แตกต่างมาสะท้อน ความเห็นเอามาเสนอบ้าง เพราะดอกไม้หลากสี ความแตกต่าง  ก่อให้เกิดความงดงามของสังคม


โอ๋-อโณ  - อ่าน บันทึกคุณบอนทีไร อยากเป็นนักจิตวิทยาจังค่ะ คิดว่าคุณบอนมีพรสวรรค์ทางความคิด เป็นคนมีลักษณะของความขัดแย้งในตัวเองแล้วสื่อสารออกมาให้รู้สึกได้ ทำให้ได้พิจารณาความคิดตัวเอง ปกติจะเป็นคนมองโลกไม่รอบด้านนัก แต่อ่านบันทึกคุณบอนทีไร ได้เห็น ได้คิดมุมมองที่ยังไม่ได้นึกเสมอ
    .
คู่สนทนา 1  –
    1.พี่โอ๋มีมุมมองที่ลุ่มลึก มองความแตกต่างได้ออก
    2.หยิบประสบการณ์ มุมมองที่ผ่านมา ออกมาเป็นความคิด
    3.แม้แต่เรื่องเล่าในบล็อก ที่อาจจะดูธรรมดาในสายตาพี่โอ๋ แต่ไม่ธรรมดาสำหรับคนอื่น
    4.แสดงให้เห็นแรงขับดันภายใน ความต้องการจากใจ บางช่วงไม่ว่างก็หาเวลามาเขียนดึกๆ
    5.คนที่เข้าใจคน เริ่มจากเข้าใจลูก เด็กเล็ก เมื่อมองจากจุดเริ่มต้น ต้นเหตุย่อมมองเห็นปลายเหตุได้ไม่ยาก

นายบอน – ไม่น่าเชื่อว่า คนแข็งกระด้างอย่าง “คู่สนทนา 1”  ก็เป็นแฟนประจำบันทึกของพี่โอ๋กะเค้าด้วยแฮะ ขัดกับตัวตนที่แท้จริงอย่างแรงเลยนะเนี่ย

คู่สนทนา 2  –
    ความคุ้นเคยทำให้เรามองสิ่งเหล่านั้น ด้วยความเฉยเมย แต่ความธรรมดาของบันทึกพี่โอ๋ มีประเด็นให้ซุกซ่อนอยู่ มีหลายประเด็นจากพี่โอ๋สมควรจะหยิบมาเป็น เสวนาจานส้มตำสักตอนหนึ่ง รับรองว่า ได้ประเด็นที่ร้อนฉ่าแน่ๆ เพราะเรื่องในมุมมองของพี่โอ๋ ใครๆก็ให้ความเห็นได้

คู่สนทนา 1  – มุมมองในแบบเสวนาจานส้มตำ มีความขัดแย้งที่จะทำให้รู้สึกได้ อาจจะทำให้พี่โอ๋ เผ็ดร้อน เหมือนทานต้มยำรสแซบ จนต้องซู๊ดปาก แล้วที่พี่โอ๋เขียนว่า อยากได้ความเห็นที่แตกต่างมั่ง  พี่โอ๋ มาแจม gotoknow มีแต่คนชื่นชม ไม่ค่อยมีใครกล้าต่อว่า ขัดแย้งว่างั้นเถอะ

นายบอน  - เฮ้อ คิดหนักเหมือนกันนะ  มองดูครูอ้อยที่โดนนายบอนกระซวกความเครียด ทำเอากินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะอดใจเขียนความเห็นไม่ได้  พี่โอ๋ ยิ่งไม่ค่อยมีเวลา ลปรร ใน gotoknow มากเท่าครูอ้อย จะทรมานจิตใจพี่โอ๋รึเปล่านะ

เขียนกระซวกทัศนะพี่โอ๋ พอเข้ามาอ่านแล้ว  มีเวลาน้อยที่จะตอบ หรือเหน็ดเหนื่อยจากการงาน เข้ามาอ่านแล้ว ถ้าหมดแรงตอบ เดี๋ยวจะได้เก็บความคั่งแค้นที่ไม่ได้เขียนตอบ เอาไปนอนฝัน เกรงว่า จะกระอักความรู้สึกที่ไม่ได้ระบาย 555555

ดังนั้น ถ้าเกิดมีอาการเดียวกับครูอ้อย ต้องรีบระบายอาการคาใจโดยเร็วที่สุด ไม่งั้น อาจเป็นโทษก้ได้นะครับ

เมื่อพี่โอ๋ อนุญาต และอยากฟังความเห็นอีกด้าน มหกรรมยำใหญ่ในเสวนาจานส้มตำจึงจะเกิดขึ้นในตอนต่อไป ตอนที่เกี่ยวกับพี่โอ๋-อโนโดยเฉพาะ โปรดเตรียมทำใจและปรึกษาครูอ้อยด่วน

nidnoi – คุณบอน เป็นคนช่างคิด  นะคะ   คิดลึก คิดซับซ้อน  และคิดมาก   ตอนแรกที่ได้อ่าน  ก็รู้สึกแปลกๆ   แต่อ่านไปอ่านมาเริ่มชินแล้วค่ะ  

ถือเป็นสีสันของ gotoknow   ถ้าไม่มีล่ะก็   คิดถึงแย่เลย.........................

คู่สนทนา 1 - ครั้งหนึ่งมีเพื่อนให้มุมมองว่า ที่คุณนิดหน่อยได้รางวัลสุดคะนึงนี่ เพราะความลำเอียงหรือไม่ อยู่ในสายตา และแวดวงคนตัดสิน ยังไงก็ย่อมได้อยู่แล้ว อยู่ใกล้ ก็คุ้นเคยกัน ความลำเอียงจึงเกิดขึ้น

นายบอน - นายบอนตามไปอ่านน่ะ ยอมรับ แต่ไม่รู้จะอธิบายยังไง ให้เพื่อนไปตามอ่านเอง คุณนิดเขียนบันทึกยังไงถึงโดนใจกรรมการ

คู่สนทนา 2 - มุมมองแบบคุณนิด กระชับตรง ที่บอกว่า "คิดลึก "  เนี่ย อยากจะฮากลิ้งนะ  มาจี้ใจดำได้ยังไงว่า พวกเราเป็นคนลามก

ความจริงแล้วเป็นธรรมชาติของทุกคน ที่เห็นเพศตรงข้ามดึงดูดความสนใจได้ จนเกิดความคิดเช่นนั้น

ในวงส้มตำ มุขตลกที่หยิบมาเล่ากันฟังคลายเครียด ก็เป็นเรื่องมุขตล่อแหลมทำนองนี้ด้วย  ต้องบอกว่า คุณนิด คิดได้ถึง... ถึงกาฬสินธุ์จริงๆ

คู่สนทนา 1 - ..ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ใครจะหยิบยกขึ้นมาเท่านั้น .. บางมุมมองที่หยิบมาบันทึก มันก็แค่ อีกฝ่ายไม่ค่อยได้คิด แต่อีกฝ่ายพูดคุยกันจนเป็นเรื่องปกติ  เหมือนเรื่องจาก lgs ของคุณนิด นั่นคือเรื่องธรรมดาของคุณ แต่นั่นคือเรื่องที่พิเศษสำหรับพวกเรา

คู่สนทนา 2 - หลายเรื่องเป็นประเด็นใหม่ ที่ต้องอ่านทำความเข้าใจ เขียนความเห็นก็ไม่ออก ได้แต่อ่าน ที่ว่าคิดลึก คิดละเอียด คิดซับซ้อน เพราะหยิบมาจากหลายคน มาสรุปและเขียนด้วยคนๆหนึ่ง

ถ้าคนเดียว คิดเองทั้งหมด ไม่มีทางทำได้แบบนี้  จึงเป็นที่มาของบันทึก เสวนาจานส้มตำ ที่จะแตกต่างจากบันทึกอื่นๆในบล็อกใช้เวลาเรียบเรียง คิด เขียนมากกว่า บันทึกอื่นๆ

นายบอน -  บันทึกเสวนา 1 เรื่อง ความจริง แยกไปเขียนได้ถึง 10 บันทึกขึ้นไป เพราะมีประเด็นให้เขียนขยายความได้เพียบ  บันทึกอื่นๆที่เก็บประเด็นจากหลายคน มุมมองเล็กๆน้อยๆ ก็บันทึกไป เรื่องที่นำมารวมกันได้เป็นก้อนใหญ่ จะเป็น เสวนาจานส้มตำ

 เก็บประเด็นไว้เยอะ มีบันทึกโผล่ออกมาเรื่อยๆ ต่างจากชาวบ้าน  เห็นผ่านตาบ่อยๆ จนคุ้นเคย เหมือนโฆษณาทางทีวี ที่ได้ดูบ่อยๆจนจำได้
คู่สนทนา 1  - ที่คุณนิดเริ่มชิน ถ้าไม่มีคิดถึงแย่นั้น มองๆดูแล้ว ก็แค่คำชม ที่ทำให้รู้สึกดี

 เมื่อโฆษณาเรื่องหนึ่ง หรือละครที่หลายคนติดตามดู จบไป ก็มีเรื่องใหม่มาแทน แม้ไม่เห็นบันทึกจากบล็อกนายบอน ก็ยังมีบันทึกอี่นๆใน gotoknow ให้อ่านอยู่ดี
    .
    .


และนี่คือเสวนาจานส้มตำครับ