เมื่อเช้านี้ ในการประชุมหารือเรื่องโครงการ IOCS รองอธิการบดี ฝ่ายวางแผนฯ มหาวิทยาลัยทักษิณ ดร.วัลลภา คชภักดี ได้พูดถึงกรณีที่องค์กรต้องเปลี่ยนแปลง ต้องเคลื่อนไหวหากแต่ว่ามักจะไปอย่างไร้ทิศทาง... ผมฟังแล้วอดถามที่ประชุมไม่ได้ว่า ในที่สุดแล้ว “การนิ่งแบบใส่เกียร์ว่างกับการเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง” นั้น อย่างไหนดีกว่ากัน? ...หลายท่านตอบมาว่า “ถ้าจะไปอย่างไร้ทิศทางก็สู้อยู่เกียร์ว่างน่าจะดีกว่า” ไม่รู้ว่าท่านผู้อ่านคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร?
ประเด็นที่สองที่ได้จากอาจารย์ ดร. วัลลภา ก็คือท่านได้เล่าให้พวกเราฟังว่า มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่โดยทั่วไปมีการบริหารที่แตกต่างจากภาคราชการและเอกชนก็ตรงที่เป็นการบริหารแบบ “สั่งการ (Command) แต่ควบคุมไม่ได้ (หรือไม่ได้ควบคุม)” แต่ก่อนผมชอบพูดถึงวัฒนธรรมสั่งการและควบคุม (Command & Control) ว่าเป็นสิ่งที่ปิดกั้นการเรียนรู้ เป็นอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถใช้ KM ได้ในองค์กร การบริหารแบบ Command & Control ฟังดูว่าเลวร้ายในมุมมองของการพัฒนาองค์กร แต่พอมาวันนี้ ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่า.... บางทีสิ่งที่แย่กว่า Command & Control ก็คือ Command & Can’t Control นั่นเอง หรือท่านเห็นเป็นอย่างไรครับ?
เคลื่อนไหว “อย่างไร้ทิศทาง” เสียเงิน เสียทรัพยากร นะคะ อาจารย์…
เรียนอาจารย์ ประพนธ์ ที่เคารพ
ครับ ในความคิดเห็นของกระผม ผมคิดว่า ดีคนละแบบ ครับ
ในแบบแรก การเคลื่อนไหว อย่างไร้ทิศทาง น่าจะดีกว่า การใส่เกียร์ว่าง กรณีที่ต้องการปลุกเร้า นวัตกรรม ต้องการผู้กล้ามาพิสูจน์ตนเอง มาทักท้วงการไร้ทิศทางขององค์กร เป็นการสอบปัญญาบุคลากร อย่างหนึ่ง เพื่อคัดแยกว่าใครควรได้รับการคัดเลือกมาเป็นผู้นำรุ่นต่อไป
ในแบบหลัง หลายครั้งที่องค์กรต้องชลอความเสี่ยง ต้องดูท่าที กระแสสังคม หรือทบทวนจุดยืนของตนเอง ในกรณีนี้ไม่แปลกอะไรที่ทุกคนควรจะนิ่ง สงบ เพื่อสยบความเคลื่อนไหว รักษาจิต ฟูมฟักใจ ไม่ให้สับสน จนเสียสมดุลไปนั่นเอง
ตราบใดที่เราอยู่ในโลกทวิภพ คือ มีมืด มีสว่าง มีหยาง มีหยิน การบริหารจัดการในสภาวะคู่ก็ต้องอาศัยจังหวะหนักเบาอย่างลงตัวครับ มีรุกบ้าง มีถอยบ้าง ฝึกใส่เกียร์ว่าง ฝึกสร้างกระแส ไม่เป็นไรหรอกครับ
ส่วนเรื่อง การสั่งการและการควบคุมนั้น ผมคิดว่า คนที่มีปัญญาเขาปลงและฉลาดพอที่จะหาคนทำงานแบบไม่ต้องควบคุม ไม่ต้องสั่ง แต่งานก็เกิดขึ้นเอง เหนือกว่า การสั่งและมุ่งควบคุม หรือ กลัวเกรงว่าจะควบคุมได้หรือไม่ เราตั้องจัดวางคนให้เหมาะสมกับงานครับ เอาขนาดที่ว่า มีจริตคิดเอง ปรึกษา แก้ปรับ จนเป็นวัฒนธรรมในการสร้างความน่าเชื่อถือครับ ถึงจะไม่ต้องสั่งกัน ไม่ต้องควบคุมกัน แบบสังคมของพวกเทพเซียน ที่มีหัวใจใสซื่อ ยึดถือสัจจะ ประมาณนั้นครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
น่าสนใจมากครับอาจารย์ คิดกลับไปกลับมาหลายตลบ แล้วก็ได้เป็นข้อสรุปว่า ..
ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ เป็น Comment ที่คมชัดจริงๆ ...สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำ Knowledge Sharing ก็คือ "ในโลกนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว" นิ่งก็ถูก วิ่ง (เคลื่อนที่) ก็ถูก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ขึ้นอยู่กับบริบท แต่การแชร์แบบสดๆ อย่างที่ทั้งสามท่านเสนอมานี่แหละครับ ที่ทำให้เราสามารถ "ยกระดับความรู้" ของเราได้ ไม่ไช่ไปติดยึดอยู่กับคำตอบใดคำตอบหนึ่ง (คำตอบสุดท้าย) เพียงคำตอบเดียว แล้วก็มัวแต่ไปถกเถียงกันจนไม่เป็นอันทำอะไร
ขอขอบคุณทั้งสามท่านอีกครั้งครับ ...กำลังรอรับ Comment เพิ่มอีกครับ
ประพนธ์ ผาสุขยืด (20 มิ.ย. 50)
ถ้าให้เลือกจะไม่เลือกทั้งสองอย่าง แต่ถ้าจำเป็นน่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทางเพราะทุกๆการเคลื่อนไหวเราจะรู้ว่าใช่และไม่ใช่ทำให้เราจะเริ่มเห็นทิศทางเอง เหมือนDo or Die การไม่เคลื่อนไหวน่าจะรอวันที่จะdie ส่วนคนที่Doจะมีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นทางจะทำให้งานสำเร็จเร็วขึ้นค่ะ
เคยใช้คำถามนี้ถามกรมว่าอยากให้เราทำอะไร เป็นอย่างไร เมื่อไม่ได้คำตอบเราทำงานไปเรื่อยๆ ผิดทางก็มาจำไว้ว่าจะไม่ทำทางนี้อีก ถูกทางก็ทำให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ทำงานได้เรื่อยๆโดยไม่ต้องรอนายสั่งค่ะ
ขอชมอาจารย์ว่าคิดประเด็นดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ความเห็นของดิฉัน
ขึ้นอยู่กับสถาณการณ์ค่ะ
บางครั้งการใส่เกียร์ว่าง ยิ่งแย่กว่าเดิม ไม่มีการจะคิดหาทางออกหรือสร้างสรรค์อะไรเลย อยู่ไปวันๆ เหมือนขอนไม้ลอยน้ำ รอให้น้ำเซาะจนผุ สมควรจะหาหนทางเคลื่อนไหว อะไรบ้าง ตอนแรกอาจไม่ค่อยมีทิศทาง แต่ต่อไป จะจับทิศทางได้เอง หายงงแล้วค่ะ
แต่บางครั้ง ก็ต้องรอดูจังหวะสักนิด ผลีผลามเคลื่อนไหวไป อาจยิ่งเสียหาย เมื่อสถานการณ์เหมาะสม เคลื่อนไหวไปเลยแรงๆ มีimpactสูงค่ะ บางทีต้องออมแรงไว้นิดก่อน
แต่ทุกอย่างไม่มีกฏตายตัว แล้วแต่เรื่องด้วยค่ะ
ดิฉันเคยมีตัวอย่างส่วนตัว ในเรื่องแบบนี้ค่ะ
สำหรับผมนะครับ...
การเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง อย่างน้อยเราก็ได้เคลื่อนไหว อาจจะเป็นการลองผิดลองถูกบ้าง อาจจะสูญเสียทรัพยากรบ้าง แต่ก็เกิดการเรียนรู้ เกิดประสบการณ์การทำงาน เกิดการแลกเปลี่ยนทัศนคติและความคิดเห็น การทำงานเป็นทีม ผมว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาครับ...
นิ่งแบบใส่เกียร์ว่าง ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีการสูญเสีย แต่ไม่เกิดการเรียนรู้และไม่เกิดการพัฒนา แต่หากเราหยุดนิ่งเพื่อวางแผน เพื่อรอโอกาสและจังหวะที่เหมาะสม เมื่อถึงเวลาเราก็พร้อมที่จะเข้าเกียร์แล้วออกเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว...
คงต้องประเมินความคุ้มค่ากันอย่างละเอียดครับ ว่าอย่างไหนจะคุ้มค่ากัน บางโครงการที่รอได้และไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงก็นิ่งใส่เกียร์ว่างไว้ก่อนก็ดีครับ แต่บางโครงการถ้าเราไม่ก้าวไป คนอื่นก็แซงหน้าเราไปหมดครับ...
ขอบคุณมากครับ...
ขอแสดงความคิดเห็นสักคนนะครับ เกียร์ว่างไม่ได้หมายถึง ไม่ได้เคลื่อนที่นะครับ ลองคิดดูว่ารถที่วิ่งมาด้วยความเร็วแล้วปลดเกียร์ว่างไว้ แรงเฉื่อยยังคงทำให้รถวิ่งไปอีกระยะหนึ่งเปรียบเสมื่อนระบบของหน่วยงานได้ถูกขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเองอย่างเต็มที่แล้วปลดเกียร์ว่างไว้เพื่อดูความชัดเจนของหนทางที่จะเดินต่อไปว่า ข้างหน้าจะเป็นทางขรุขระ มีหลุมมีบ่อ หรือใกล้เส้นชัยหรือป่าวที่ทิ้งคนอื่นๆไว้ข้างหลังมีเวลากลับมาดูตัวเองอีกต่างหากและอีกอย่างระบบเองก้ยังรอความชัดเจนของคนขับว่า จะตัดสินใจอย่างไรเมื่อเจอหนทางข้างหน้าการเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทางก็ดีครับแต่อย่าตกคู ข้างทางเป็นใช้ได้
เขียนว่า " ....เกียร์ว่างไม่ได้หมายถึง ไม่ได้เคลื่อนที่นะครับ ลองคิดดูว่ารถที่วิ่งมาด้วยความเร็วแล้วปลดเกียร์ว่างไว้ แรงเฉื่อยยังคงทำให้รถวิ่งไปอีกระยะหนึ่ง..." ทำให้คิดได้ว่าแท้จริงแล้วเกียร์ว่างนั้นไม่ได้หมายความว่า "หยุดนิ่ง" เสมอไป นอกจากนั้นในทางปฏิบัติแล้วพบว่าบางครั้งยังต้องรู้จัก "เชนเกียร์ (Change Gear)" คือหันมาใช้ "เกียร์ต่ำ" ในบางช่วงเพื่อให้รถแรง ...แซงได้อีกด้วย ...ใช่ไหมครับ?
อาจารย์คงไม่ได้หมายถึงคนขับหลับใน หรือหลับหูหลับตาขับ...นั่นคงพาไปสู่ความล่มสลายขององค์กรในไม่ช้าแน่เลยนะครับ
จังหวะโอกาสและความเหมาะสมที่จะหยุดนิ่งเคลื่อนไหว แตะเบรก เลี้ยว หลบหลีก !!! หรืออะไรต่อมิอะไรค่อนข้าง เป็นศาสตร์และศิลป์ ของผู้นำซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ความรู้ความสามารถทั้งปวง
อื่ม...พูดยากนะครับ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะดี
คือบางโอกาสทิศทางอาจไม่ใช่ประเด็น...
-_-"
นอกจากเรื่อง “เกียร์ว่าง” ผมเขียนเรื่องความจำเป็นในการใส่ “เกียร์ถอยหลัง” ไว้แล้วที่ –> http://gotoknow.org/blog/beyondkm/104901
ระบบศักดินา มันวางรากฐานที่ฝากความโง่เขล่าที่สั่งสมตกมายังลูกหลาน คนที่เป็นคนใหญ่ คนโตย่อมไม่อยากให้ใครมาแทนที่ ตนแทนลูกหลานตนเองอยู่แล้ว ภาพที่เห็นมันมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ ไม่มีใครรักขี้มากกว่าไส้อยู่แล้วจริงไหม ตราบใดที่ข้าราชการไทยยังคงมีอยู่ ระบบเดิมไม่มีการล้างใหม่ เพื่อให้เข้ากับยุคกับสมัย การคอรับป์ชั่น ก็จะยังคงอยู่ กาฝากก็ยังคงฝั่งรากต่อไป อยู่ไปเพื่อหวังผล ผู้ใหญ่ย่อมต้องการครองอำนาจไว้ที่ตนเอง มากกว่าไว้ที่ลูกน้อง มิฉะนั้นจะเสียผลประโยชน์ที่ได้มา หรือไม่ความลับก็จะ...ทำให้เป็นอันตรายต่อตำแหน่งและหน้าที่การงานได้หรือไม่ก็ต้องแบ่งผลกำไร ทำให้ขาดรายได้ไปส่วนหนึ่ง
ถามใจตัวเอง
ส่วนตัวไม่ค่อยประทับใจกับการใส่เกียร์ว่างเลยคะ เพราะว่าทำให้รู้ว่าไร้ทิศทาง ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร ไม่มีแรง
แต่กลับชอบเคลื่อนไหวคะ ถึงจะไร้ทิศทางแต่ก็ทำให้เรารู้จักตนเอง กระตือรือร้น ช่างสงสัย ช่างตั้งคำถาม ช่างค้นหา ทั้งตื่นเต้นและสนุกคะ
"นิ่งเสียดีกว่า ถ้ายังไม่พร้อม"
หรือ
"พยายามแล้วพลาด ดีกว่าพลาดที่จะได้พยายาม"
คงต้องขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานการณ์แล้วหล่ะมั๊ง
boonpitak...หายไปไหนมา ...คงไม่ได้อยู่ "เกียร์ว่าง" นะ ....แซวเล่น ด้วยความคิดถึง!!
“การนิ่งแบบใส่เกียร์ว่างกับการเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง” กรณีนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่องค์กรต้องเผชิญในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ก็ต้องเลือกที่จะบริหารงานองค์กรแบบการนิ่งแบบใส่เกียร์ว่างท่าจะดีกว่าเพราะปัญหาต่างๆกำลังรุมเร้าไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ,ปัญหาทางด้านการเงิน(เงินบาทแข็งค่า)ปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม สภาพคล่อง ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้นการบริหารองค์กรอย่างการนิ่งแบบใส่เกียร์ว่าง คือ การทำอย่างไรก็ได้ให้องค์กรอยู่ได้โดยพยายามลดค่าใช้จ่ายตัวไหนลดได้ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือทั้งองค์กร ถึงจะไม่มีกำไรแต่ก็พออยู่ได้มีเงินหมุนเวียนจ่ายเงินเดือนพนักงานในทุกๆเดือนก็เป็นพอพยายามให้ผ่านช่วงวิกฤตการณ์นี้ไปก่อนก็คงไม่เกินปีถึงสองปี ซึ่งจะสำเร็จได้หรือไม่อยู่ที่ตัวผู้บริหารว่าจะอธิบายให้พนักงานเข้าใจได้อย่างแท้จริงถึงภาวะปัจจุบันขององค์กรทั้งภายในและภายนอก
อาจารย์วัลลา กลัวมากที่สุดก็คือ การควบคุมไม่ได้ เพราะอาจารย์วัลลา เคยชินกับการควบคุม... เพราะคิดว่ามีอำนาจ...ควบคุมคนอื่น แล้วทำตามใจตัวเองและสกุล...ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องงาน
การใส่เกียร์ว่าง จะใส่ก็ต่อเมื่อ ตัวเองไม่ได้ดั่งใจ...ก็เลยเฉยซะ