ตอนแรกที่อ่านหนังสือเล่มนี้ผมไม่คิดว่ามันจะมีอะไรตื่นตาตื่นใจมากเท่าไร หลายๆคนก็อาจจะเคยดูหนังสือเจงกีสข่านแล้วก็ได้ แต่พออ่านๆไป ผมกับคิดว่า โหหหหห ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า หลายๆเรื่องที่เราคิดอยู่ในปัจจุบัน เขาคิดกันตั้งแต่พันปีมาแล้วววววว
ใครจะเชื่อว่าเจงกีสข่านนี่แหละ ที่เริ่มคิดเรื่องการค้าเสรี เสรีภาพในการนับถือศาสนา กฏหมายที่ควบคุมทุกคนในโลก รวมไปถึงภาษาที่ใช้ในการติดต่อ เรื่องเหล่านี้นั้นเจงกีสข่านนั้นทำมาแล้ว
นี่ยังไม่รวมถึงศิลปะวิวัฒนาการที่ท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่นั้น ทำให้โลกเปลี่ยนโฉมหน้า อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หนังสือเรื่องเจงกีสข่านเล่มนี้เขียนโดยมุมมองของนักมานุษยวิทยาที่ไปหาข้อมูลของเจงกีสข่านไปทั่วมองโกเลียถึงสิบกว่าปีชื่อ Professor Jack Weatherford แห่ง Macalester College
บล็อกอันนี้จะเริ่มตั้งแต่ตอนที่เจงกีสข่านเป็นเด็กจนถึงเริ่มรวบรวมเผ่ามองโกลเข้าด้วยกัน
หลายๆท่านถ้าติดตามหนังจีนกันมาก่อนอาจจะเคยดูเรื่องเจงกีสข่านกันมาแล้ว (แหม บล็อกนี้อาจจะเป็นบล็อกเช็คอายุได้เลยเหมือนกันนะครับเนี่ย) ก็อาจจะพอรู้ว่าเจงกีสข่านเนี่ยชื่อจริงตอนเด็กๆก็คือเตมูจิน
เตมูจินนี่เป็นเด็กที่น่าสงสารนะครับ เพราะแม่ของเตมูจินเองก็เป็นเมียคนที่สามของพ่อ พ่อเองก็ไม่ได้สนใจแม่ของเตมูจินเองแล้วก็ตัวเตมูจินสักเท่าไร ในขณะเดียวกันพ่อของเตมูจินก็ตายไปตั้งแต่ตัวเตมูจินยังแค่ 9 ขวบ
อ่านแค่นี้ก็เห็นถึงความรันทดแล้วใช่ไหมครับ แต่แม่เตมูจินเนี่ยถูกฉุดมานะครับ ไม่ได้เต็มใจมา Dr. Weatherford เล่าว่าพวกมองโกลเนี่ยจะไปแต่งงานก็ต้องเอาสินสอดไปให้ ถ้าไม่มี ผู้ชายก็ต้องไปเป็นแรงงานที่บ้านผู้หญิง แต่ถ้าขี้เกียจสุดๆแล้วก็จนไม่มีเงิน ก็ไปปล้นแย่งภรรยา ลูกสาวคนอื่นมาเป็นภรรยาครับ
เอาละครับพอพ่อเสีย (พ่อเตมูจินตายจากการโดนวางยาโดยเผ่าตรงข้ามครับ) เผ่าของเตมูจินเองก็แอบหนีครอบครัวเตมูจินไปครับ เพราะมองว่าครอบครัวของพ่อเตมูจินนี่คนเยอะกินจุ (ก็มีหลายท้องนี่ครับ เกือบ 10 คน) พอคนในเผ่าหนี เตมูจินกับครอบครัวก็ไม่ค่อยมีอะไรทานเนื่องจากสภาพอันแห้งแล้งของทุ่งหญ้า steppe ก็ต้องกินหนู (แต่ผมว่าอันนี้ดูน่ากลัวไปนิด ผมว่ามันอาจจะเป็นสัตว์พันธุ์เดียวกับหนูมั้งครับ) หรือบางทีหาอะไรกินไม่ได้ก็กินซากสัตว์
พอพ่อเสียไปแล้ว พี่ชายต่างแม่ของเตมูจินก็เป็นใหญ่ ซึ่งใหญ่ขนาดสามารถที่จะแต่งงานกับแม่เตมูจินได้เลยนะครับ แล้วก็ชอบกดขี่เตมูจินด้วย ทำให้เตมูจินไม่พอใจ แล้วก็วางแผนกับน้องแท้ๆของตัวเองเจื๋อนพี่ชายซะ พอเจื๋อนพี่ชายเสร็จ ก็โดนเผ่าอื่นๆไล่ตามแล้วก็โดนจับไปเป็นทาสครับ แต่หลังจากเป็นทาส พี่แกก็หนีมาได้ แล้วหลังจากนั้นเตมูจินก็พยายามก้าวเข้าไปเรื่อยๆที่จะเป็นท่านข่านที่ยิ่งใหญ่
เหตุการณ์ที่สำคัญๆที่ทำให้เตมูจินกลายร่างมาเป็นท่านข่านก็มี
- ฆ่าพี่ชายต่างมารดา เพื่อที่จะเป็นใหญ่ในครอบครัว
- เมื่อเมียถูกฉุด ก็ไปตามฆ่าเผ่าที่มาฉุดเมียตัวเอง
- ฆ่าเผ่าที่ฆ่าพ่อตัวเองตาย
- ล้างเผ่ามองโกลอื่นๆเพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นใหญ่
- ตามฆ่าพ่อบุญธรรมของตัวเองที่แก่แล้ว เนื่องจากว่า เตมูจินนั้นขอเป็นทองแผ่นเดียวกันโดยการขอลูกสาวพ่อบุญธรรมมาแต่งงานกับลูกชายตัวเอง แต่พ่อบุญธรรมดันจะฆ่าเตมูจินซะนี่
- ฆ่าเผ่าไนแมน (Naimann) เพราะว่าพระราชินีของเผ่าไนแมนนั้นดูถูกคนมองโกล
- ฆ่าเพื่อนร่วมสาบานที่ชื่อ Jamuka ผู้นำเพื่อนรักคนสุดท้ายของเผ่ามองโกล
เห็นแล้วก็ดูเหี้ยมๆยังไงชอบกลนะครับ แต่สมัยก่อนเมื่อคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ดังนั้นก็ไม่แปลกใช่ไหมครับที่ผู้นำสมัยก่อนต้องพยายามทำให้คนเผ่าอื่นๆกลัว ไม่มีทรัพยากรมาต่อต้านได้
แต่เมื่อเจงกีสข่านนั้นรวมเผ่ามองโกลได้แล้ว เขาทำอะไรบ้าง วิธีที่ Dr. Weatherford นั้นพูดถึงก็คือเรื่องการออกกฏหมายครับ เขาบอกว่ากฏหมายที่สำคัญๆนั้นมีดังนี้ครับ
- ห้ามการลักพาตัวผู้หญิง อันนี้ก็อย่างที่บอกไปแล้วครับว่า ถ้าไม่อยากทำงาน ไม่มีเงิน วิธีก็คือการลักพาตัวผู้หญิงมาเป็นภรรยา เมื่อลักพาตัวมาแล้ว ผู้ชายส่วนมากก็หนีครับ แล้วก็เกิดเป็นวัฏจักรหนังจีน ตามล้างตามฆ่าตามเช็ดกันไปเรื่อยๆ
- ลักพาตัวคนมาเป็นทาส
- ห้ามขโมยสัตว์ครับ ถ้าสัตว์เลี้ยงหายไม่ว่าจะของใครก็ตาม ทุกคนในเผ่าต้องช่วยกันตามหามาคืนเจ้าของ โทษของการขโมยคือการประหารครับ
- ห้ามมีชู้ แต่อันนี้เขาบอกว่า ถ้าไม่มีปัญหาระหว่างครอบครัว ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีปัญหาก็ถือว่าผิด
- ห้ามฆ่าสัตว์ตอนเดือนมีนากับตุลา เหตุผลก็คือฤดูผสมพันธุ์ แต่ถ้าหน้าหนาวก็มีโควต้า ห้ามล่าเกินกว่าที่พอกินพออยู่
- ให้สิทธิคนนับถือต่างศาสนาได้ ไม่ต้องมานับถือศาสนาเดียวกันหมด
- อันนี้นี่เขาบอกว่าก่อนที่เตมูจินนั้นจะไปตามฆ่าพ่อบุญธรรมนั้น พ่อบุญธรรมเตมูจินนั้นตามฆ่าเตมูจินก่อนครับ ไล่กระเจิดจากเผ่าที่มีคนกว่า 8พัน เหลือแค่ 19 คนครับ 19คนที่หนีการตามล่าของพ่อบุญธรรมนั้น มาจาก 9 เผ่า มีมองโกลแค่ 3 คน ก็คือตัวเตมูจินเองกับน้องอีก 2 คน แถมทั้ง 19 คนนั้น มีทั้งนับถือผี นับถือพุทธ นับถือคริสตร์และนับถืออิสลาม
- เรื่องนี้นั้นทำให้ เตมูจินนั้นค่อนข้างให้เสรีด้านการนับถือศาสนาครับ
- ข่านแต่ละคนนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งของคนในเผ่า
Dr. Weatherford บอกว่าถ้าดูจากกฏหมายที่ออกมา ก็ดูเหมือนว่าตัวเตมูจินเองนั้นเอาประสบการณ์ตัวเองมาออกกฏหมาย อ่านแล้วก็เหมือนศีลของพระสงฆ์นะครับ ที่พระพุทธองค์จะไม่บัญญัติก่อน ต้องมีเรื่องก่อนแล้วค่อยบัญญัติ
อ่านมาถึงตรงนี้นั้นไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า ความคิดของเจงกีสข่านเมื่อ พันกว่าปีมาแล้ว นั้นทันสมัยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่คนยุคปัจจุบันนั้นเพิ่งมาตระหนักถึงเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้หรือไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งข่าน ที่ก็เน้นความเป็นประชาธิปไตย
แล้ววิธีการควบคุมประชาชนของเจงกีสข่านก็ใช้วิธีให้ครอบครัวคุมสมาชิกกันเอง ถ้าสมาชิกคนใดคนหนึ่งทำผิดกฏหมาย ครอบครัวนั้นอาจจะโดนทำโทษไปด้วย ก็คงไม่เหมือนสมัยนี้ที่ต่างคนต่างอยู่ พ่อแม่ฝากลูกไว้กับคุณครูหรือโรงเรียน แต่เนื่องจากโรงเรียนก็คนเยอะ นักเรียนเยอะ ครูก็โยนกลับไปที่พ่อแม่ โยนกันไปโยนกันมาเรื่อยๆ
แต่ที่น่าสนใจก็คือในทุ่งหญ้ากว้าง เผ่าพันธุ์มากมายที่รบราฆ่าฟันกันตลอด ทำไมยอมอยู่ภายใต้การปกครองของเจงกีสข่าน
Dr. Weatherford นั้นบอกว่า เพราะเจงกีสข่านนั้นไม่ธรรมดาครับ เขาผสมผสานความรู้จากอดีตกับสิ่งที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมา เช่น
- ยกเลิกการตอบแทนโดยระบบสายเลือด แต่เน้นผลงานและความภักดี
- เวลาไปปล้นเผ่าต่างๆนั้น ส่วนมากคนมองโกลจะเห็นแก่ของมากกว่า คือพอคนหนีก็หนีไปครับไม่ตาม แต่จะสนเก็บของ แต่เจงกีสข่านนี้ไม่ครับ เน้นจับคนที่หนี ฆ่าคนที่หนี พอเสร็จแล้วค่อยมาตามเก็บของ
- แต่ที่น่าตะลึงยิ่งกว่าคือ พอเก็บของได้กลับต้องเป็นของกอง กลาง รอแบ่งโดยผลงานอย่างที่บอกไปแล้วในข้อ 1 ยิ่งไปกว่านั้น เจงกีสข่านนี่แหละครับคนแรกที่ให้สวัสดิการลูกเมียของทหารที่โดนฆ่า เมื่อตัวเองนั้นปันส่วนไปให้ลูกเมียของทหารที่โดนฆ่าด้วย
- เมื่อขัดกับประเพณีดั้งเดิมก็มีคนไม่พอใจมาก
- วิธีต่อมาก็คือฆ่าหัวหน้าครับ แล้วก็รับลูกน้องของแต่ละเผ่ามาเป็นลูกน้องของตัวเอง วิธีการก็คือให้มีการทำมติกองกลางของลูกน้องว่ายอมรับเจงกีสข่านเป็นหัวหน้า (ดูเป็นประชาธิปไตยไหมครับ)
- จัดกำลังทหาร เจงกีสข่านนั้นถือเป็นคนแรกๆครับที่คิดระบบ จัดหมู่ขึ้น คือแต่ละหมู่มี 10 คนเรียกว่า arban, 10 หมู่ เป็นกองร้อยเรียกว่า zagun, 10 กองร้อยเป็นกองพันที่เรียกว่า mingen แล้ว 10 กองพันเป็น 1 กองพลที่เรียกว่า tumen ซึ่งใน tumen นี้ หัวหน้านั้นจะเป็นคนที่ท่านข่านเลือก แต่นอกนั้นให้เลือกกันเอง แล้วไอ้หมู่ที่จัดนี่ก็จะมาจากคนหลายๆเผ่ามารวมกันครับ ไม่ใช่เอาแค่เผ่าเดียว เพราะว่ากลัวคุมไม่อยู่ครับ
- การวางแผนการรบ จากแต่ก่อนที่เน้นจำนวนคน มาเป็นเน้นยุทธการเพราะคนมองโกลนั้นน้อยครับ แล้วก็เป็นเจงกีสข่านนี่แหละครับ ที่คิดเรื่อง wave formation หรือการเรียงแถวหน้ากระดาน 2 แถวหรือมากกว่า แล้วคอยสลับกันยิงปืนหรือธนูครับ (ถ้าดูหนังฝรั่งพวกสมัยนโปเลียน หรือสมัยสงครามปฏิวัติอเมริกาหรือสงครามกลางเมืองจะเห็นครับ)
ลักษณะเด่นของเจงกีสข่านนั้นก็คือ
- ความทะเยอทะยานและไม่อยากอยู่ใต้อำนาจใคร ก็แหมขนาดพี่ชายต่างมารดายังฆ่ากันได้ แล้วคนอื่นจะเหลือหรอครับ
- ความเป็นคนมีศิลปะในการจูงใจ อันนี้เห็นได้จากการที่เจงกีสข่านนั้น หลอกล่อคนที่จับเขามาเป็นทาส พยายามผูกมิตรแล้วก็หนีมาได้
- สร้างข่าว วิธีการรบของท่านข่านนั้น ท่านข่านใช้โฆษณาชวนเชื่อด้วย ไม่ว่าจะเป็นการโม้ว่าทัพท่านนั้นเกรียงไกร พระเจ้านั้นช่วยเหลือ รวมไปถึงโม้กับทัพตัวเองว่าชาติอื่นนั้นดูถูกทำให้ทหารของท่านข่านนั้นฮึดมากผิดปกติ
- เป็นนักนวัตกรรมครับ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดพิสดารที่คนไม่คิด แหกคอกอย่างการไม่สนใจระบบญาติ เน้นความภักดี แบ่งสมบัติที่หามาได้ให้ลูกเมียทหารที่เสียชีวิต แล้วก็คิดระบบไปรษณีย์ด้วยนะครับ
พูดถึงระบบไปรษณีย์ วิธีของท่านข่านก็ง่ายๆครับ คือตั้งสถานีห่างกัน สถานีละ 20-25 ไมล์ ก็ประมาณ 30-40 กม ครับ แล้วแต่ละสถานีก็มี 25 ครอบครัวดูแลส่งข่าว อ่านแล้วไม่ต่างจากระบบของ FedEx เลยใข่ไหมครับ ที่มีศูนย์กลาง หรือ hub เป็นตัวแยกและกระจาย ส่งพัสดุต่อ
อาจารย์สมพรเคยเขียนบล็อกไว้ที่นี่ครับว่าหากเราเขียนบทความกันวันละ 5-6 บทความ มันจะหมดเรื่องเขียนไหม ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะคิดเหมือนผมไหมครับว่า มีกี่เรื่องที่มันใหม่ ใหม่จริงๆที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
โดยส่วนตัวที่ผมเชื่อว่าความรู้หลายๆอย่างนั้นมันค่อนข้างซ้ำเดิมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการจัดการ ยกต้วอย่างเช่นหลักการของ อสังหารริมทรัพย์ที่เน้นเรื่องที่ตั้งของโครงการ มันก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการที่เมืองหลวงของหลายๆประเทศที่ตั้งมา หลายร้อยปี ก็เน้นที่จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพียงแต่เราไม่เคยคิดที่จะ formalize ความรู้เก่าๆที่มีมา
หรือ Customer relaitionship management ที่ผมมองยังไงก็ไม่ต่างการเอื้อน้ำใจ สร้างความประทับใจให้แขก แบบที่เราเคยได้ยินมา หรือว่าอาจจะเห็นกันอยู่ในชนบทห่างไกล
แล้วพอเรา formalize ความรู้เก่า แล้วก็เพิ่มคำหรูหราไปซะ มันก็กลายเป็นความรู้ใหม่ ฮิตติดลมบน อย่างเช่น Just in Time ที่ข้อคิดก็มาจากร้าน supermarket ที่พอของหายไปจากหิ้งขายของก็มีพนักงานมาเอาของมาเติมเพิ่มแค่นั้นเอง
ที่มา: Weatherford, J. Genghis Khan, Three river press, NY, 2004. ISBN: 0-609-80964-4
ผู้นำดีประเทศก็ยิ่งใหญ่ค่ะ ผู้นำไม่ดีประเทศก็ล่มจมค่ะ สำคัญผู้นำต้องมี vision มองให้ไกลไปถึง 5-10 ปี (สำคัญเราจะหาจากที่ไหนค่ะเนี่ย) ขอบคุณนะค่ะที่นำเรื่องดี ๆ มาให้อ่าน เป็นการอ่านที่เหมือนเข้าไปอ่านทั้งเล่มเลยค่ะ คนเรามีทั้งด้านดี และไม่ดี เราก็ควรเลือกมองในสิ่งที่ดี และไม่ดีดูเป็นตัวอย่างว่าควรทำหรือไม่
เห็นด้วยครับท่านข่านแห่งข่านทั้งหลายจงเจริญครับ
เข้ามาอ่าน (ต่อจากครั้งก่อน)...
พอดีระลึกถึงภาษิตมองโกลมาบทหนึ่งว่า ...
คนเดียวกินเนื้อม้าตัวเดียวไม่หมด แต่ถ้ากินวันละห้าชั่งก็อาจกินเนื้อม้าร้อยตัวได้...
เจริญพร
ขอบพระคุณมากนะครับที่ได้กรุณาสละเวลามาติดตามครับ
ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้จะเห็นได้ชัดครับว่า เจงกีสข่านนั้นมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาก แต่ก็จะเป็นแค่เรื่องการทหารและการปกครองเท่านั้นครับ
สิ่งประดิษฐ์ที่สนใจก็คือสิ่งประดิษฐ์ที่เอามาใช้ในทางการทหารเท่านั้นครับ
อาจารย์ครับ ผมเคยได้ยินมาว่า บริษัทยุโรปบางบริษัทนั้นสร้างยุทธศาสตร์ไกลขนาด 30 ปีครับ หลายๆประเทศนั้น 5-10 ปีเป็นแค่การมองระยะสั้น หรืออาจจะแค่ระยะกลางเท่านั้นครับ
ถ้าอาจารย์จำได้เรื่องเมื่อเมืองจีนเขย่าโลกในตอนที่ 3 James Kynge ได้เขียนว่าเหตุผลหนึ่งที่เมืองจีนนั้นต้องไปเป็นพันธมิตรกับประเทศที่อเมริกาเหม็นขี้หน้า สะสมอาวุธ นั้นก็เพื่อยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของจีนครับ แล้วยุทธศาสตร์ที่ว่าก็จะวางไว้ที่ 20 ปีอย่างต่ำครับ ไม่ว่าจะเป็นการตกลงซื้อน้ำมันกับอิหร่านถึง 20 ปี
ขอบพระคุณมากครับที่ได้สละเวลามาอ่านครับ Dr. Weatherford นั้นบอกว่า ไม่ว่าจะวัดโดยเกณฑ์ไหนๆเช่น ประเทศที่ถูกยึดได้ จำนวนคนที่ปกครอง พื้นที่ที่ปกครอง เจงกีสข่านนั้นยึดได้มากกว่า 2 เท่า ของผู้นำไม่ว่าจะเป็นอเล็กซานเดอร์มหาราช และก็จูเลียส ซีซ่าครับ
กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้ามากครับที่ได้กรุณาสละเวลามาอ่านและสำหรับสุภาษิตชาวมองโกลดีๆครับ
สวัสดีครับอาจารย์ลูกหว้า
ผมจำไม่ได้ครับว่าใครร้องเพลงเจงกิสข่านครับ ผมทราบแต่ว่าเคยมีฉายช่อง 3 ครับ ;)
ผมว่าอ่านหนังสือมันสนุกดีครับ แต่ถ้าอ่านแล้วไม่สังเคราะห์ออกมา มันก็เท่านั้นครับ แล้วการสังเคราะห์อะไรจะสนุกเท่ากับการเล่าให้คนอื่นฟัง :D
เพราะการอ่านหนังสือแล้วมาเล่าให้คนอื่นฟังนั้น นอกจากเป็นการฝึกการจับใจความ ฝึกทักษะการสื่อสารแล้วก็ยังเป็นการฝีกวิเคราะห์ไปในตัวด้วยครับ
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์มากเลยครับที่ว่า ความรู้นั้นคนในอดีตนั้นคิดกันมาได้ตั้งนานแล้ว วิทยาการอันน่าทึ่งมากมายเช่นปิระมิด สวนลอย การคำนวณทางดาราศาสตร์ที่แม่นยำ ฯลฯ
น่าเสียดายนะครับที่ความรู้เก่าๆบางอย่างนั้นหายสาบสูญไป ไม่ว่าจะเนื่องมาจากการที่ไม่ได้บันทึก การหวงวิชาความรู้ของคนโบราณ หรือการที่บันทึกในภาษาที่หายสาบสูญ
นี่คงเป็นข้อดีของโลกอินเตอร์เน็ตมั้งครับที่สามารถบันทึกอะไรแล้วก็เผยแพร่ไปได้กว้างไกล สร้างความรู้ ที่ต่อยอดกันได้เรื่อยๆ
เพลงเจงกิสข่าน ?
วงต่างประเทศจำไม่ได้ ..ส่วนวงไทย ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่า รอยัลสไปรส์ ....ตอนนั้นอยู่ราว ม.ศ.๑-๒ นี้แหละ (จำได้ว่าเคยร้องจำ)...
เจง เจง เจงกิสข่าน รุกไปที่ไหน ใครอย่าขวาง รีบเปิดทางรับขุนพลเจง ...เจง เจง เจงกิสข่าน พื้นดินสะท้านไปทั่วทิศ ปลิดชีวิตเลือดมันกระเซ่น ใครเฆ่นฆ่ามันซะ...(จำได้แค่นี้แหละ)...
เจริญพร
กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ
ขอบพระคุณสำหรับเพลงครับผม
วง รอยัลสไปรส์ ผมไม่รู้จักจริงๆครับ ท่าทางจะยังไม่เกิดนะครับ หรือไม่ก็คงจะเด็กแบเบาะครับ
สวัสดีครับอาจารย์ลูกหว้าครับ
ต้องขอโทษด้วยที่อาจจะทำให้อาจารย์ผิดหวัง ตอนนั้นท่าทางจะยังไม่เกิดจริงๆครับ
ขอบคุณน้องต้นมากครับ...ที่นำเรื่องดี ๆมาให้อ่านเรื่อย ๆ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
สวัสดีครับพี่ 9tonAtit
ขอบคุณมากนะครับที่ได้เข้ามาอ่านและคอยเป็นกำลังใจตลอดมาครับ
หวังว่างานใหม่ทุกอย่างราบรื่นนะครับ
ได้ดูหนังที่ จอห์น เวน แสดงเป็นเจงกีสข่านก็หนุดดีในมุมมองของฝรั่ง...