เศรษฐศาสตร์มองเพียงกลไกทางเศรษฐกิจที่ทำงานต่อไปจากฐานคิด ค่านิยม ระบบคุณค่าแบบที่สังคมกำหนดมาแล้ว

เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของการแสวงหาทางวัตถุจริงหรือ   ใครๆก็คิดอย่างนั้น

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ความผิดพลาดประการแรกมาจากการแปลและตีความคลาดเคลื่อน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกันอยู่  พัฒนาเป็นศาสตร์มาจากชาวตะวันตก  และเราก็แปลตำราเศรษฐศาสตร์มาจากตะวันตก  ความผิดพลาดบางอย่างเริ่มตรงการแปลและการตีความ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เศรษฐศาสตร์จุลภาคเริ่มต้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่สืบเนื่องมาจาก    ความพอใจ   ของเขา     ตำราภาษาไทยทุกเล่ม  บอกว่า  ความพอใจมาจากการบริโภคสินค้าและบริการ   แต่เราคิดว่าเป็นการสื่อความหมายที่ผิดอย่างรุนแรง     ที่ถูกต้องนั้น ควรเป็นว่า   ความพอใจมาจากการบริโภค สิ่งดี</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ที่ไทยแปลว่า สินค้า  นั้น   ไปดูในตำราฝรั่งทุกเล่ม เขาใช้คำว่า goods  ในความหมายที่ว่า  ยิ่งมากยิ่งชอบ   (More is preferred to less)  ด้วยเหตุนี้ เราคิดว่า  goods  ต้องแปลกว้างๆว่า สิ่งดี   ไม่ใช่   ”สินค้า” หรือ commodities  แบบที่แปลๆกันมา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คำว่า goods นี้  ตรงข้าม กับ bads  หรือสิ่งเลว  คือ ยิ่งมากยิ่งไม่ชอบ เช่น ขยะ   ซึ่งมีอธิบายอยู่ในเรื่องอรรถประโยชน์เช่นกัน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ตำราฝรั่งบางเล่มอย่าง Hirshleifer  ถึงกับยกตัวอย่างว่า      ถ้าคุณยิ่งทำบุญมากแล้วคุณยิ่งรู้สึกชอบ   (พูดง่ายๆว่า ชอบทำบุญ)     การทำบุญ  ก็คือ  goods หรือสิ่งดี  ที่ทำให้คนคนนั้นเกิดความพอใจ </p>         <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ดังนั้น ในฟังก์ชั่นอรรถประโยชน์ ของ นางสาวเฟื่องฟ้า   ความพอใจ อาจเกิดจากการทำบุญ  การมีเสื้อผ้า  การได้ชมภาพยนตร์   หรือ แม้แต่การมีเพื่อน        ทำบุญ  เสื้อผ้า  ภาพยนตร์  เพื่อน  เหล่านี้คือ สิ่งดี      เมื่อตำราภาษาไทยเข้าใจว่า  goods  คือ  สินค้า  ก็เลยได้แต่ยกตัวอย่างสิ่งที่เป็นวัตถุ   เป็นการเริ่มต้นตีกรอบความคิดที่เล็กแคบไปเลย</p>    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ความผิดพลาดประการที่สองมาจากการไม่ตั้งคำถามต่อ ความพอใจที่กำหนดมาแล้วโดยค่านิยม</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในบางสังคม จะให้ความสำคัญกับธรรมชาติ   การรักพื้นที่สีเขียวหรือต้นไม้  จึงเข้าไปอยู่ในฟังก์ชั่นอรรถประโยชน์  คือ ความพอใจของผู้คนแต่ละคน  (ซึ่งเศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า ผู้บริโภค)</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แต่ในบางสังคม  ผู้คนจะไม่เห็นค่าของพื้นที่สีเขียว   ในความพอใจของแต่ละบุคคลก็จะไม่มีเรื่องของต้นไม้  หรือธรรมชาติอยู่เลย</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เวลานักเศรษฐศาสตร์ทำการศึกษาวิจัย   ก็จะศึกษาวิจัยบนพื้นฐาน ความชอบ  ที่มีอยู่แล้วของคนในสังคม     โจทย์คือ  ถ้าคนชอบแบบนี้แล้ว  พฤติกรรมทางเศรษฐกิจของคนจะเป็นอย่างไร  </p>       <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ความชอบ  จึงถือเป็นสิ่งที่กำหนดให้ มาแล้วในสังคม      เศรษฐศาสตร์  ไม่ได้ตั้งคำถามว่า  ความชอบ ที่ว่า นี่ ถูกหรือผิด  เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของสังคมหรือไม่    แต่เศรษฐศาสตร์มองเพียงกลไกทางเศรษฐกิจที่ทำงานต่อไปจากฐานคิด ค่านิยม ระบบคุณค่าแบบที่สังคมกำหนดมาแล้ว</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่าแปลกใจว่า  ประเทศทุนนิยมบางประเทศ เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว  แต่บางประเทศ ป่าถูกทำลายย่อยยับ     ทุนนิยมบางประเทศ สร้างกลไกของการกระจายรายได้ที่เท่าเทียม (เพราะให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันในสังคม)   ในขณะที่บางประเทศยิ่งรวยยิ่งกอบโกยและยังได้รับการยอมรับ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จุดอ่อนที่สุด ของเศรษฐศาสตร์  คือ การไม่ตั้งคำถาม  และยอมรับต่อ ระบบคุณค่าที่กำหนดมาแล้วในสังคม  มองข้ามความสำคัญของสิ่งนี้  เพราะมองว่ามันทำงานโดยศาสตร์อื่น    ทั้งๆที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดฟังก์ชั่นอรรถประโยชน์หรือความพอใจของผู้คน      แล้วชักนำให้คำตอบทางเศรษฐศาสตร์บิดเบี้ยวไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นทางสังคมได้</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อาจารย์ป๋วยอยากให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์และนักเรียนศาสตร์อื่นๆ  ได้เรียนรู้ข้ามศาสตร์กันก็คงด้วยเหตุนี้      เหตุที่ว่า  เราจะสร้างสังคมที่ดีโดยใช้ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งไม่ได้    เราจะสร้างระบบเศรษฐกิจที่ดีโดยไม่ให้ความสำคัญต่อการสร้างระบบคุณค่าในสังคมไม่ได้ (อาจารย์ป๋วยพูดถึง ความจริง  ความงาม ความดี)    นั่นแปลว่า นักเศรษฐศาสตร์ต้องทำงานร่วมกับนักวิชาการจากศาสตร์อื่นด้วย    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">Paul A. Samuelson นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลผู้ให้กำเนิดการเรียนเศรษฐศาสตร์ด้วยคณิตศาสตร์  เขียนไว้ 2 บรรทัดสั้นๆในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นว่า   ตลาดไม่ใช่เป็นเครื่องมือเดียวในการจัดสรรทรัพยากร  แต่ยังมี จารีตประเพณี ความเชื่อ  กฎหมาย....   แต่ดูเหมือนผู้อ่านทั่วไปจะมองข้าม 2 บรรทัดนี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เศรษฐศาสตร์มีจุดแข็งในเรื่องเครื่องมือการวิเคราะห์อยู่มาก  แต่จุดอ่อนในฐานะที่เป็น สังคมศาสตร์    ก็ยังมีอีกไม่น้อย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>