คราวนี้เล่าเรื่องตอนที่เรียนปริญญาโท ซึ่งเป็น Course work เป็นการเรียนที่เน้นทฤษฎีมาก จะว่าไปก็มีความสุขไปอีกแบบนะคะ ได้อ่านมาก และคิดว่าประสบการณ์จากตอนนั้นคงมีส่วนที่ทำให้ เป็นคนอ่านอะไรแล้วก็คิด แล้วก็ต้องเอามาเขียนแบบที่เราคิดเอาเองไปด้วย เพราะภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาของเรา โอกาสที่เราจะลอกเลียนคำของเขามาใช้นั้นเยอะมาก ต้องหัดเขียนแบบที่เราคิด ซึ่งก็จะยากที่จะให้รัดกุม การเรียนเตรียมตัวในเรื่องที่เล่าตอนที่แล้วมีประโยชน์มากค่ะ ทำให้เรารู้จักการปรับเปลี่ยนเขียนแบบที่เราคิด ไม่ลอกเลียนคำของเขามาใช้ ซึ่งเขาจะถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรงมาก เป็นข้อปฏิบัติที่เขาเน้นย้ำกันมาตั้งแต่เด็กเล็กๆที่ต้องทำรายงานกันเลยทีเดียวค่ะ คือต้องเขียนจากการคิดตีความของตัวเอง ห้ามใช้คำเดิมของเรื่องที่เราอ่านมา
การเรียนปริญญาโทหลักสูตร Master of Laboratory Medicine
จากการเรียนหลักสูตรเตรียมตัว 2 อาทิตย์นี้ทำให้พวกเราได้เข้าใจระบบต่างๆของมหาวิทยาลัยโดยรวม แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว ระบบต่างๆของแต่ละคณะก็ต่างกันไปอีก หลักสูตรที่เราเลือกไปเป็นของภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ เป็นการเรียนระดับปริญญาโท เขาจัดให้เราได้พบปะพูดคุยกับอาจารย์ที่ควบคุมหลักสูตร เทียบไปแล้วก็คล้ายๆกับปริญญาโทพยาธิวิทยาคลินิกของไทยเรา ก็เรียนๆอ่านๆสอบๆตลอดระยะเวลาปีครึ่ง ทำรายงานเป็นพักๆสารพัดเรื่อง มีงานสัมมนาที่ต้องเอาเรื่องที่ review มาพูดสองสามเรื่อง เรื่องที่เรียนก็มีตั้งแต่เรื่องที่เราคุ้นเคยและต่อยอดมาจากสมัยปริญญาตรี ไปจนถึงโน่น Pharmacology ซึ่งเป็นวิชาที่จำได้มาก (ไม่ใช่จำเนื้อหา แต่จำอาจารย์ได้และอาจารย์ก็คงจำเราได้เหมือนกัน) เพราะข้อสอบวิชานี้เทอมแรก มีเพียงสามข้อ คำถามข้อละประมาณ 1 บรรทัด ให้เวลา 3 ชั่วโมง ขนาดเราเก็งไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ยังมึนเลย ที่จริงน่าจะจำให้ได้ว่าเขาถามอะไร แต่ลืมไปแล้ว รู้แต่ว่าพยายามแตกแยกย่อยหัวข้อที่เค้าให้มาจนไม่รู้จะแตกยังไงเพื่อจะเขียนอธิบายอะไรที่เขาถาม พยายามหาประเด็นมาเขียน ก็ยังเขียนได้ไม่ถึงสองหน้า ปรากฎว่าผลออกมาสอบผ่านแต่คะแนนร่อแร่มาก เป็นการสอบครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ไม่อยากรู้คะแนนเลย อาจารย์เรียกไปคุยก่อนจะเริ่มเทอม 2 ซึ่งจะมีวิชานี้อีก ถามว่าเรามีปัญหากับข้อสอบไหม แหมเราดีใจแทบแย่ที่เค้าถาม รีบอธิบายแทบไม่ทัน บอกว่าเราไม่ชินกับการถามแบบสั้นมากๆแล้วให้ตอบเป็นหน้าๆ ขอแบบถามอะไรเป็นจุดๆที่เขาต้องการทดสอบว่าเรารู้ไหม แยกย่อยออกไปได้ไหม แล้วให้เราตอบหลายๆข้อดีกว่า ปรากฏว่าเทอมสอง วิชา Pharmacology ข้อสอบมาแบบที่เราขอเลย ทำได้อย่างสบายใจ ได้คะแนนเป็นที่น่าพอใจ ส่วนวิชาอื่นๆก็เป็นการเขียนทั้งนั้น แต่ไม่โหดแบบของ Pharmacology เทอมแรก ก็เรียกว่าผ่านการเรียนทฤษฎีไปได้อย่างไม่เสียหน้าว่าเป็นคนไทยคนแรกที่มาเรียนหลักสูตรนี้ (สงสัยว่าจะเป็นคนเดียวด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้) ได้ไปทำงานวิจัยในเทอมสองของปีที่ 2 กับอาจารย์ที่ทางคณะจัดไว้ให้ว่าเหมาะสมกับเรา เพราะเป็น clinical biochemist แต่เผอิญแกย้ายมาทำงานหน่วย Immunology & Biochemical genetics ที่โรงพยาบาล Royal Perth Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่ของ Perth ที่เพิ่งจะฉลอง 150 ปีไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง งานที่ทำเป็นการ genotype โปรตีนชื่อ RAP เป็นโปรตีนพี่เลี้ยงของ lipoprotein receptors ในคนไข้โรคหัวใจกับคนปกติ งานนี่เป็นการพัฒนาวิธีการนิดหน่อยแล้วก็ใช้วิธีที่คิดขึ้นมาในการเก็บข้อมูลจาก DNA bank ที่เค้ามีอยู่แล้ว แต่เทคนิควิธีการเป็นวิธีทาง Molecular biology ทั้งนั้น ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับเราที่เคยจับแต่ tube เลือดหลอดโตๆ ก็ต้องฝึกหัดกันไป แต่ภายในเวลาประมาณ 5 เดือนก็เสร็จเรียบร้อย ตั้งหน้าตั้งตาเขียนอีกประมาณเดือนกว่าๆ แต่เป็นการเขียนที่ทรหดมาก เพราะทำงานวันละมากกว่า 10 ชั่วโมง จึงเสร็จทันเวลาที่กำหนด นอกจากงานวิจัยแล้วก็ยังมีสอบปลายภาคด้วย ก่อนที่จะถึงสอบปลายภาคก็ได้รับการติดต่อจากทางสถานทูตว่า ทางรัฐบาลไทยมีทุนสำหรับผู้ที่ได้รับทุนโท-เอกมาตั้งแต่แรก แต่เราต้องติดต่อสมัครเข้าเรียนปริญญาเอกให้ได้เลย ซึ่งสำหรับตัวเองแล้วค่อนข้างสับสน เพราะเราตั้งใจว่าเราจะได้กลับบ้านเมื่อเรียนจบโทด้วยทุน AusAID ซึ่งเขามีกฎว่าถ้าเรียนจบต้องกลับบ้านทันที และห้ามเข้ามาอยู่ในออสเตรเลียเป็นเวลาอย่างน้อย หนึ่งหรือสองปี (จำไม่ได้แน่) แต่ทางรัฐบาลไทยทำเรื่องขอพิเศษสำหรับกรณีแบบพวกเราที่รับทุนมาเนื่องจากรัฐบาลเราจัดสรรแทนเพราะปัญหาเศรษฐกิจในตอนแรก ความจริงสิ่งที่เรียนรู้ระหว่าง 2 ปีที่เรียนโทอยู่นั้น เป็นสิ่งที่มีค่ามากๆค่ะ ได้เรียนรู้อะไรๆมากมาย ที่อยากจะเอามาเขียนขยายเพิ่มเติม จะว่าไปแล้วเป็นช่วงชีวิตที่เรียกว่า ได้ใช้ชีวิตการเป็น"นักเรียนรู้" ที่ดีที่สุดตั้งแต่ใช้ชีวิตนักเรียนมาเลยทีเดียว ไม่ใช่การท่องจำตำรา ไม่ใช่การอ่านหนังสือเพื่อจำและสอบให้ผ่านแบบที่เคยทำมาตลอดชีวิต ได้เรียนรู้วิธีการเป็นนักเรียนรู้ นักคิด นักแลกเปลี่ยน ได้รู้ว่าทำไมคนที่เขาเกษียณหรือคนที่ไปทำงานกรรมกรมาอย่างหนักหนา จึงกลับมาเข้าสู่ระบบการเรียนรู้หนังสือหนังหา อย่างมีความสุข ดูเหมือนว่าจากคนที่พบที่โน่นส่วนใหญ่ การเรียนรู้ในระบบไม่ใช่เพื่อ "กระดาษเพียงแผ่นเดียว" จริงๆ แต่เป็นการเติมเต็มชีวิตของคนมากกว่า
สวัสดีค่ะคุณโอ๋-อโณ การถ่ายทอดประสบการณ์เช่นนี้มีประโยชน์มากสำหรับคนที่จะไปเรียนรุ่นต่อๆไปและแม้คนที่เรียนในประเทศ การได้เปรียบเทียบ"วิธีการ" เรียนรู้และใช้ชีวิตการเป็นนักเรียนที่"เป็นผู้ใหญ่" ซึ่งต้องมีวุฒิภาวะสูงมากๆจึงจะเรียนและใช้ชีวิตระหว่างเรียนอย่างได้ประโยชน์เต็มที่และมีความสุข เป็นสิ่งจำเป็น
เคยพบนักศึกษาบางคน เป็นคน"เรียนเก่ง" แต่ไม่มีวุฒิภาวะพอ เรียนไปเป็นทุกข์ไป ที่สำคัญเป็นการเรียนเพื่อเพิ่มฐานสภาพ ไม่ใช่เรียนเพราะอยากรู้ ก็จะทำให้ไม่สามารถเปิดใจ ซับความรู้ใหม่ๆได้
หวังว่าบันทึกของคุณโอ๋-อโณในเรื่องนี้คงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาทุกคนได้(แปลว่าให้เขียนเล่าต่อนะคะ)
ขอบคุณอ.ยุวนุชมากๆค่ะที่มาต่อยอด
แอบขำสิ่งที่อาจารย์เขียนในวงเล็บมากเลยค่ะ ยังมีอีกหลายตอนเลยค่ะ แต่ค่อนข้างหลากหลาย เขียนเกี่ยวกับการคิด การเรียนมากไป เดี๋ยวคนอ่านจะปวดหัวค่ะ แต่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับอาจารย์ที่ว่า การเรียนต่อ ถ้าเป็นไปเพราะต้องการเพิ่มฐานสภาพนี่ ไม่มีความสุขแน่ๆค่ะ และเป็นสิ่งที่ตัวเองแอนตี้มากๆ สมัยเรียนจบใหม่ๆ ทำงานไปสักพักแล้ว คิดเลยว่าถ้าไม่ได้อยากเรียน อยากรู้จริงๆจะไม่เรียนต่อ เรียกว่าโดนบังคับให้เรียนแบบที่ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนมาเกือบตลอดชีวิตเลยค่ะ เพียงเพราะเราเรียนดีนี่แหละ ชอบไม่ชอบไม่รู้ เขียนเรื่องนี้แล้วคุยได้ยาวค่ะ
สวัสดีค่ะ

sasinanda
โดนบังคับให้เรียนแบบที่ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนมาเกือบตลอดชีวิตเลยค่ะ เพียงเพราะเราเรียนดีนี่แหละ ชอบไม่ชอบไม่รู้ เขียนเรื่องนี้แล้วคุยได้ยาวค่ะ
แต่สุดท้ายชอบใช่ไหมคะ