เส้นทางเขาวงกตที่เรียกว่าแกรมม่า (ต้องใช้เวลานานกว่าจะออกไปได้)


เรียนแกรมม่า อย่างไรดี
ในวัยเยาว์กับคำว่า Grammar ทุกคนได้ลิ้มรสของมัน และมีความเชื่อว่าการเรียนภาษาก็คือต้องได้แกรมม่า  ในห้องเรียน เสียงครูคนหนึ่ง: นักเรียน ประธานเอกพจน์บุรุษที่สาม กริยาต้องเติม s นะ นักเรียน:อาจารย์ เอกพจน์นี่นักร้องหรือเปล่าครับ แล้วสุภาพสตรีที่หนึ่ง สอง ละครับไปไหน?? (ไม่ได้กวนครับ ถามด้วยความซื่อ) ตามมาพร้อมกับการเสียสละของครูอดทน ดำเนินการอธิบาย (ครู อาชีพที่ต้องใช้ความอดทน เอาความลำบากลำบน ของตัวเองแลกกับการเห็นผู้อื่นมีความสุข แต่ก็มีความสุขนะที่ได้ลำบากเพื่อผู้อื่น)  หลังจากที่ใช้เวลาไปค่อนคาบ ก็ได้พบว่า ตัวอะไรก็ได้ในโลกนี้ที่มีอยู่หนึ่งตัวหรือหนึ่งคน ไม่ใช่คนพูด และคนที่คุยด้วยนั้นคือคำตอบของประธานเอกพจน์บุรุษที่สาม แต่สิ่งที่ครูต้องพยายามต่อไปคือ เอ่อนักเรียนใช่ว่าเราจะเติม s ทุกตัวได้นะ ( อ้าวทำไมล่ะครู ) คือครูก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไงดีล่ะ แบบว่าเหนื่อยแล้ว แล้วมันเยอะมาก บางตัวเติม
es เช่นลงท้ายด้วย s x sh ch ถ้ามี e อยู่แล้วก็เติม s ไปเลย บางตัวเปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es แต่ก็ไม่ใช่ทุกตัวนะ บางทีเติม s ไปเลยเช่น play  เอ่อแล้วบางตัวเปลี่ยนจนนักเรียนที่พอเข้าใจก็เริ่มสับสน  แล้วอาจารย์ก็ให้ชีท และแบบฝึกหัดนักเรียนไป พร้อมด้วยความสับสนของครูว่านักเรียนจะรู้เรื่องไหมนี่ นักเรียนต้องหาให้ได้ว่าต้องเติม s หรือ es หลังกริยา และต้องเปลี่ยนรูปคำอย่างไร  แต่บางคนก็ไม่เคยเข้าใจเลยจนกระทั่งเรียนมหาลัย ครูต้องสอนนักเรียนอีกรอบ(ไม่น่าเชื่อเพราะมันเป็นไวยกรณ์เริ่มต้นของการเรียนภาษา นี่เขากลับมาจุดเริ่มต้นของเขาวงกต หลังเดินทางมา สิบกว่าปี) ทำไมนั้นหรือ เพราะ นักเรียนได้เรียนแต่วิธีการขี่จักยาน(แนวแลคเชอร์ การอธิบายรายละเอียดยิบ และจากการทำแบบฝึกหัดเป็นข้อๆ)แต่ไม่เคยขึ้นขี่เลย(การเขียนลักษณะเป็นเรื่อง) ครูพบคำตอบนี้จากนักศึกษาชายคนหนึ่งที่สารภาพว่าตลอดเวลาที่เรียนมาเขาไม่เคยเขียนเรียงความภาษาอังกฤษเลย ครูพึ่งให้เขาเขียนเป็นครั้งแรก เขาเลยไม่รู้ว่าจะต้องเติมs ที่ตรงไหน
คำสำคัญ (Tags): #grammar
หมายเลขบันทึก: 97675เขียนเมื่อ 21 พฤษภาคม 2007 22:27 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 มิถุนายน 2012 20:54 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (9)

สวัสดีค่ะ คุณฉัตรชัย

  • บันทึกนี้กระทบต่อมเจ็บใจของดิฉันอะค่ะ  ดิฉันเรียนศิลป์ภาษา เน้นภาษาอังกฤษ   เรียนปริญญาตรี ก็วิชาโทภาษาอังกฤษ  เรียนปริญญาโท ก็ยังมีเวลาดูหนังฝรั่งมากกว่านั่งเรียน
  • มาทำงาน ก็ต้องทำงานในฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับฝรั่งอีก
  • นับแต่บัดนั้นจนบัดนี้ และคงจะต่อไปจนบัดโน้น..  ดิฉันก็ยังเขียนไม่ได้  และไม่ได้เขียน เพราะเขียนแล้วรู้สึกว่าใช้ไม่ได้  ก็เลยไม่กล้าเขียน  ทักษะการเขียนก็เลยยังไม่เป็นอันใช้จนบัดนี้  
  • พูดแล้วขอเจ็บใจอีกที...
  • ดิฉันไม่ได้โทษครูเลย แต่โทษความไม่เอาใจใส่ของตัวเอง  ที่ไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง  จนบัดนี้ ตอนไหนจะเปลี่ยน y เป็น i  แล้วเติม es  ก็จำไม่ได้เสียแล้ว....  เจ็บใจซะอีกทีนี่แน่ะ...
  • แต่คุณฉัตรชัยคะ  ขอบคุณมากเหลือเกิน ที่ชี้ทางสว่างจ้าให้ดิฉัน
  • ทักษะการเขียนจะเกิดขึ้นมิได้เลย  ถ้ามิได้ลงมือเขียน 
  • และการฝึกเขียนภาษาต่างประเทศ ที่ดีที่สุด คือการเขียนอย่างมีจินตนาการ มีอารมณ์ และมีความรู้สึก  และถ่ายทอดเรื่องราวนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ  
  • แล้วก็ฝึกหัดไป เขียนไป จนกว่าจะชำนาญ 
  • พรุ่งนี้ดิฉันจะเมลไปหาเพื่อนเก่า บอกเธอว่าเราจะยังไม่ตัดสัมพันธ์  ถ้าเธอทน rough English ทางอีเมลของดิฉันได้   
  • คาดว่าจะทำให้ฝรั่งปวดหัวไปได้อีกพักอะค่ะ 
    อิอิ...
P

สวัสดีค่ะ

นานๆจะเจอคนที่โทษตัวเองมากไปแบบนี้ค่ะ

ขอบอกว่า ไม่มีใครเก่งภาษาโดยไม่ฝึกหรอกค่ะ

เขียนไปเถอะค่ะ จะคล่องขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันเอง เดี่ยวนี้ก็ไม่ค่อยได้เขียนเท่าไร แต่ก่อนดูจะคล่องกว่านี้ เพราะต้องติดต่อลูกค้า เดินทางบ่อยมากด้วย พอไม่ค่อยได้ใช้ ขักฝืดๆ แย่ลงแยะเลย รู้ตัวค่ะ 

ต้องคอยบอกให้คนรู้จักเขียนอะไรๆมาหาหน่อย

กับลูกเอง เวลาเขียนemailกัน เราใช้ภาษาอังกฤษตลอดค่ะ เขาเอง วันๆก็ใช้ภาษาตลอดเหมือนกัน

ทุกอย่าง อยู่ที่เราต้องพยายามใช้บ่อยๆค่ะ

บางทีเขียนอะไร  เลยอยากเขียนเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ไม่มีเจตนาอื่นเลย อยากฝึกตัวเองค่ะ

http://gotoknow.org/file/sasinanda/view/79502

คนที่เขาเข้ามาอ่านจากที่อื่น เขาเห็นเราเขียน เขาก็เลยถามมาเป็นภาษาอังกฤษบ้างค่ะ

 

 

P
ดอกไม้ทะเล
เมื่อ จ. 21 พฤษภาคม

ตอบคุณสุขุมาล

คิดว่าคุณมีโอกาสมากกว่าใครอีกหลายคน ไม่ต้องรีบร้อนครับ คนที่อยู่ในบริบทของการใช้ภาษาอังกฤษย่อมมีโอกาสพัฒนาไปไม่หยุดนิ่ง ผมนี่ตอนนี้ไม่ได้เจอเลยฝรั่ง

ไม่เห็นต้องแคร์เลยนี่ครับว่าภาษาต้องสวยงามหรือเสิศเลอนัก เพราะที่สุดแล้วก็วัดกันที่เนื้อหา ถ้าภาษาดีอย่างไร แต่เนื้อเรื่องไม่เข้าถึงคนที่อ่าน มันก็ไร้ความหมาย เอาเป็นว่าสื่อสารให้มันได้ความหมายที่กระชับ เรื่องแกรมม่า ถ้ากังวลก็หาคนตรวจทานให้ คนไทยเกือบทุกคนที่จะตีพิมพ์ก็ต้องมีฝรั่ง ตรวจทั้งนั้น จุดผิดพลาดของไวยกรณ์ที่พัฒนาไปได้คือต้องมีคนชี้ว่าผิดตรงไหน  ผิดอย่างไร มากกว่า

การลงมือเขียนนี่ควรเขียนเป็นภาษาอังกฤษเลย แม้ถูกๆผิดๆ ค่อยมาเกลา เพราะถ้าเขียนเป็นภาษาไทยแม้ความคิดจะลื่นไหล แต่ก็จะติดตอนแปลเป็นภาษาฝรั่งมาก และควรเขียนโตรงสร้างง่ายๆก่อน เพราะถ้าลุยโครงสร้างซับซ้อน ศัพท์ยากๆ เลย จะเกิดปัญหาเรื่อง consistency คือการที่เขียนแล้วบางจุดดูภาษาไม่กลมกลืนกัน ผมมีหนังสือไบเบิล(ไม่ได้เป็นคริสต์นะครับ) แต่ไม่มีศัพท์ยากเลย สื่อสารได้ดีมาก

 เขียนแล้วลองไป post ในblogฝรั่งดูผมก็ว่าจะทำเหมือนกันแต่ต้องมีเวลาก่อน

ดีมากครับภาษาใช้ในการสื่อสารเก็บไว้คนเดียวก็คงไม่สนุก ติดต่อเถอะครับจะได้คล่องๆ

ฝรั่งถ้าเขารู้เรื่องและเนื้อหาที่พูดเข้าจุดประสงค์การสนทนาไม่น่ามีปัญหาครับ

เป็นกำลังใจให้ครับ

 

ขออนุญาตนะคะคุณฉัตรชัย  : )

P

สวัสดีค่ะ คุณsasinanda

  • ขอบพระคุณจริงๆค่ะ ที่ให้กำลังใจ  ดิฉันก็ลุ้นตัวเองอยู่ทุกวัน   พยายามจะให้พ้นสเต็ป เอ  แอ่นด์ เดอะ อะค่ะ  : ) 
  • ขอบพระคุณสำหรับลิ้งก์นะคะ  ดิฉันจะตามไปด้วย น่าสนุกจังอะค่ะ    

Reply Khun Sasinanda

 

P
sasinanda
เมื่อ จ. 21 พฤษภาคม

Thank you for your new resource of learning English and I wish everyone will participate in Khun Sasinanda's page.

After visiting your link, I have to say that it is pretty impressive for your new family member.

Congratulations again krap.

อาจจะดีกว่าที่จะเริ่มที่ ตัวอย่าง ก่อน กฎ ในกรณีของ ไวยากรณ์?

 

กฎก็แค่เครื่องมือช่วยจำ? 

 

P
บ่าววีร์
เมื่อ อ. 22
ตอบ คุณ V

ตัวอย่างก็เป็น จิ๊กซอร์แค่ตัวเดียว สิบตัวอย่างก็จิ๊กซอร์สิบตัว มันไม่ใช่การที่คุณจะต้องรู้แค่ว่าในจิ๊กซอร์ตัวหนึ่งมีอะไรอยู่ แต่รวมถึงต้องเอามารวมกันเป็นภาพที่สวยงาม  การรู้กฎมันดีแน่นอน ข้อยกเว้นก็สำคัญเหมือนกัน แต่สิ่งที่ขาดคือการนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละกรณี ซึ่งมันไม่ใช่แค่แบบฝึกหัดสิบข้อ ถ้าผมบอกว่าคุณ V เดี๋ยวไปเขียน เรื่องชีวิตต้องสู้ มาให้อ่านหน่อย กฏทั้งหมดที่เรียนมาเอามาสร้างเป็นเรื่องมันจะเริ่มอย่างไร มันต้องเรียนรู้จากการเขียนอย่างนี้ พอผมมาดูผมก็บอกว่า เออลองเอาไปให้อาจารย์จอห์นตรวจสิ อาจารย์จอห์นก็จะขีดเส้นใต้หลายที่ มาให้คุณแล้วให้คุณไปหามาสิว่ามันต้องเปลี่ยนเป็นอะไร เพราะต่อให้คุณศึกษาตัวอย่างขนาดไหน แม่นขนาดไหน เชื่อเถอะพอลงมือเขียนเป็นเรื่องจริงๆ มันจะมีผิด ถ้าไม่เคยเขียนมาก่อน เพราะมันไม่คุ้นกับการทำอย่างนี้เลยไม่ระวังไม่พอ และมันเป็นการรวมเอาแกรมม่าหลายส่วนมาใช้ ด้วยกัน แต่เริ่มต้นเรียนก็ยอมรับครับว่าต้องเริ่มเป็นทีละ grammar point การเอาตัวอย่างขึ้นก่อนหรือกฏขึ้นก่อนคงไม่สำคัญ มันอยู่ที่จะสามารถทำให้เด็กเข้าใจและนำไปใช้เป็นหรือเปล่า

"มันอยู่ที่จะสามารถทำให้เด็กเข้าใจและนำไปใช้เป็นหรือเปล่า" อันนี้ถูกครับ แต่ประเด็นที่ผมสงสัยก็คือ

การเอากฎขึ้นก่อน หรือเอาตัวอย่างขึ้นก่อน อาจจะมี ผลกระทบ ต่อความเข้าใจของเด็ก ​(   ในกาณีของการเรียนภาษา )

เคยมีอาจารย์พูดเรื่องเครื่องแปลภาษาของ USM โดยเริ่มจากอธิบายนิยามก่อน ปรากฎว่าคนไม่ค่อยรู้เรื่อง พอเปลี่ยนมาอธิบายจากตัวอย่างก่อนนิยาม ทีหลังก็ปรากฎว่าดีขึ้น 

เรื่องพวกนี้ถ้าจริงจังหน่อยอาจจะเป็น การวิจัยในชั้นเรียนได้?

 

P
บ่าววีร์
เมื่อ อ.
KHUN  V

โดยส่วนตัวคิดว่าเหมือนการสอนคณิตศาสตร์ คืออาจเริ่มจากยกตัวอย่างโจทย์แล้วนำไปสู่สูตรที่ใช้ หรือสอนสูตรก่อนแล้วสอนการประยุกต์ในโจทย์ ขอ assume ว่าที่สอนนิยามแล้ว คนไม่รู้เรื่องเนื่องจากติดที่ ภาษาของคำอธิบาย (meta language) ถ้าอธิบายง่ายๆ ตัวอย่างเหมือนข้างบน ประธานเอกพจน์บุรุษที่สาม ถ้าคุณเรียนครั้งแรกอาจารย์อธิบาย บุรุษที่ หนึ่งคือใคร สองใคร สามใครแถมยังคนเดียวอีกคือใคร มันก็ไม่ใช่แค่ he she it  dog cat คุณงงไหมเนื้อหามากมายที่คุณต้องเข้าใจทำให้สับสนในท้ายที่สุด ถ้าเปลี่ยนเป็นภาษาง่ายๆ โดนเลย อย่าง"ตัวอะไรก็ได้ในโลกนี้ที่มีอยู่หนึ่งตัวหรือหนึ่งคน ไม่ใช่คนพูด และคนที่คุย"  (ขออภัยที่มันลุกทุ่งมาก แต่คุณรู้เลย คืออะไร) นำไปใช้ได้เลย เหมือนสูตรลัดคณิตศาสตร์ที่มีสูตรเต็ม และสูตรย่อใช้ง่าย  แต่ข่าวดีไม่มีใครสอนอย่างนี้หรอก ก็บอกแล้วไงของดีๆ คนชอบคิดว่ามันไม่ดีนะครับ5555 ส่วนการยกตัวอย่างก็ต้องเอาตัวอย่างที่สามารถให้เข้าถึงกฏได้รวดเร็วที่สุด ถ้าเอาตัวอย่างยากๆ มันก็ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน น่าจะอยู่ที่ตัวผู้สอนนั้นแหละแต่ขอย้ำอีกทีคือไม่ควรจะบอกผู้เรียน แต่ให้รู้ด้วยตัวเองดีที่สุด อ่านหัวข้อที่แล้วของผมแล้วคุณ Vจะเข้าใจเพราะเป็นการเรียนรู้ที่มันใช้ทั้งจิตใจเรียน มันจะจำได้ดีกว่ากรอกหูแล้วก็ออกไป 
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี