วันนี้หยิบหนังสือในชั้นมาอ่่านเล่นๆ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์เลยเอามาแบ่งกันค่ะ
หนังสือชื่อว่า "ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี"(I don't know what to say: how to help and support someone who is dying โดย Dr. Robert Buckman)
เรื่องที่อยากนำมาเล่าคือ เทคนิคการสื่อสารกับคนใกล้ตัวที่ไม่สบาย และ กำลังจะเสียชีวิต แต่ยังไม่พร้อมที่จะ"ไป"
ถ้าผู้ป่วย หรือ คนที่คุณรัก พูดว่า ...
"ฉันกำลังจะตายแต่ฉันยังไม่พร้อมเลย"
คุณตอบกลับได้หลายแบบมาก เช่น
- "พูดถึง คุณก็อายุมากแล้ว ได้ใช้ชีวิตมาแล้วอย่างเต็มที่นะ"
-
"คนเราก็มีเกิดแก่เจ็บตาย เป็นเรื่องธรรมดา"
-
[สองแบบนี้จริง แต่ตอบโต้ไม่ตรงจุด อีกอย่างถ้าผู้ป่วยปล่อยวางได้แล้วคงไม่พูดออกมาแบบนี้]
- "ไม่เอาน่า อย่าพูดแบบนั้นสิ" [ปิดโอกาสการสนทนาต่อไปซะนั่น ผู้ป่วยไม่มีโอกาสได้ระบายต่อ]
สามแบบนี้เราได้ยินบ่อยๆใช่ไม๊ค่ะ ลองมาดูการตอบโต้แบบอื่นบ้าง
- "มันคงไม่ง่ายเลย คุณกลัวอะไรมากที่สุด อยากคุยไม๊" [เป็นการให้โอกาสผู้ป่วยได้คุยต่อ ได้ระบายความในใจ]
และแบบสุดท้ายคือ
- ไม่พูดอะไรเลยค่ะ ไปจับมือผู้ป่วยไว้ ให้รู้ว่าเราอยู่ข้างๆ
หนังสือนี้เป็นตำราฝรั่งค่ะ สมาชิก gotoknow คิดเห็นอย่างไรกับบริบทคนไทย ลปรร.กันได้นะคะ
ผมว่า...แบบสุดท้ายก็ดีครับ...
ประโยคที่เขาพูดออกมาแสดงความรู้สึกหดหู่ที่สุดในชีวิต การที่เขาได้รับสัมผัสที่แสดงว่ามีคนที่จะคอยอยู่เคียงข้างเขา น่าจะทำให้เขารู้สึกดีกว่าคำพูดต่าง ๆ ครับ...
ขอบคุณมากครับ...
ถ้าผมเป็นคนที่จะต้องพูดประโยคนั่นเอง ผมจะบอกคนข้างๆ ว่า ตายนะไม่กลัวหรอก แต่ถ้าจะให้ดีต่อเวลาให้อีกสัก 100 ปีจะดีมากเลย
แต่ถ้าคำพูดนั่นมาจากคนที่ผมรัก ผมคงพูดอะไรไม่ออกครับ นอกจากอยู่ข้างกายเขาตลอดจนเวลานั้นมาถึง
การเพชิญความตายเป็นเรื่องที่ยากและง่าย
ง่ายตรงที่เมื่อถึงวาระสุดท้ายไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ก็จะจบด้วยการตาย เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย
ยากตรงที่เป็นสิ่งที่เกือบทุกคนไม่อยากจะเจอ
เมื่อผมเจอ"ฉันกำลังจะตายแต่ฉันยังไม่พร้อมเลย" หน้าที่ของบุคคลากรทางการแพทย์คือ คลายความทุกข์ ทุกข์ต้องแก้ที่เหตุ การเข้าใจเหตุจึงสำคัญ
1.ผมจะทำความเข้าใจชีวิตเขาก่อนว่า เขาเป็นใคร งาน ชีวิต/ครอบครัว/สังคม (บริบท)ที่ผ่านมา
2.เขาทุกข์อะไร เจ็บ ปวด เศร้า กลัว ห่วง ภาระที่ต้องดูแล3.ความหมายของความตายคืออะไร บางคนหมายถึง ความทุกข์ทรมาน บางคนหมายถึงการพลัดพรากจากคนที่รัก บางคนหมายถึงการพ้นทุกข์ (ผมเคยเจอคนแก่อายุ 90 ปี บอกว่ากราบพระทุกคืนขอให้ผีมารับไปเพราะเบื่อการใช้ชีวิตเต็มที)
4.ที่ยังไม่พร้อมกับความตายนั้น หมายถึงอะไร ในบางรายหมายถึง มีภาระลูกยังเล็ก หนี้ยังไม่ชำระ
5.คนส่วนใหญ่การเดินเข้าหาความตายเป็นสิ่งน่ากลัว หากขาดคนเคียงข้าง จะยิ่งทำให้ยอมรับได้ยาก เราสามารถช่วยให้กำลังใจ/ให้ความเห็นอกเห็นใจ(empathy)
6.ช่วยเขาในการเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่จะมาถึง ช่วยอย่างไร?
ช่วยให้กำลังใจ ช่วยเป็นที่ปรึกษา ช่วยเหลือในเรื่องที่ช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย/ใจ
7.ครอบครัวก็มีส่วนสำคัญ ครอบครัวนัยหนึ่งเป็นผู้ที่ช่วยให้คนไข้ผ่านพ้นทุกข์ไปได้ แต่อีกนัยหนึ่งก็ทุกข์ที่ต้องเตรียมตัวในการสูญเสียคนที่รัก
สุดท้ายนี้ทุกข์ย่อมผ่านพ้นด้วยปัญญา เราช่วยนำทางเขาให้พ้นทุกข์ได้ แต่เขาจะพ้นทุกข์หรือไม่ก็ขึ้นกับปัจเจกบุคคล รักษาโรคต้องใช้การแพทย์ฉันท์ใด รักษาคนต้องใช้ใจฉันท์นั้น
สวัสดีค่ะ หายไปนานด้วยความจำเป็นบางประการ ก็กลับมาไล่ตามเก็บความรู้เท่าที่จะทำได้ คุณมัทนาคงสบายดีนะคะ มีพลังเยอะ เขียนบันทึกดีๆมีประโยชน์ให้ได้อ่านกัน อ่านเรื่องการวิพากษ์งานวิจัยเชิงคุณภาพแล้วทั้งสองตอน ชัดเจนดีมากและเป็นกำลังใจให้ผู้กำลังทำวิจัยในเชิงนี้
สำหรับเรื่องการช่วยคนใกล้ตาย ในทางพุทธศาสนามีคำตอบที่ดีมาก ได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยพระสองรูปมีประโยชน์สำหรับทุกคนที่จะเข้าใจความตายและสามารถช่วยผู้ที่กำลังจะตายให้ไม่หวาดกลัวและพร้อมสำหรับวาระที่จะมาถึง
เล่มแรกเขียนโดย ท่าน ว.วชิรเมธี เรื่อง"สบตากับความตาย" เข้าใจว่าสน.พ.อัมรินทร์ฯ มีภาคภาษาอังกฤษด้วยค่ะ
อีกเล่มเขียนโดย พระไพศาล วิสาโล เรื่อง "เหนือความตาย...จากวิกฤตสู่โอกาส" ซึ่งมีการกล่าวถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยวิธีแบบพุทธด้วยค่ะ
เป็นเรื่องที่ ผมต้องใช้ประจำเลยครับ เพราะเจอคนที่ประสพแบบนี้มาตลอด อันนี้ประสพการณ์ส่วนตัว
ถ้าเจอ คนที่รู้ตัวว่าจะตาย สิ่งที่ผมอยากรู้ก่อนทำจะอะไร ( ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังจะตายนะครับ อันนั้นก็อีกแบบหนึ่ง )
1. คนบางคน พร้อมที่จะตาย อันนี้ผมคุยตามปกติ เคยอ่านเรื่องของ คุณจาตุรันต์ ศิริพงษ์ ถูกตัดสินประหารชีวิต ด้วยเรื่องปล้นร้านขายของ ที่อเมริกา แต่ไม่ได้เป็นคนทำ คนเล่าเรื่องคือ หลวงพ่อปสันโน ลูกศิษย์ลวงปู่ชา คนเหล่านี้เข้มแข็งมากครับ เดินเข้าที่ประหาร ไม่หวาดกลัว สงบนิ่ง เตรียมพร้อมมานานแล้ว
2. คนบางคนรู้ว่าจะตาย แต่มีเรื่อง กังวลเพราะห่วง ถ้าไม่ห่วงก็พร้อมที่จะตาย อันนี้เราไม่สามารถเปรียบเทียบความรู้สึก กับเราได้ คนที่ห่วงขณะกำลังจะตาย รู้ว่าไม่มีโอกาสได้แก้ไขอีก แต่คนที่ห่วงในชีวิตปกติ เรื่องเดียวกัน ความหนักหน่วงต่างกันมาก
แล้วเราก็คงไม่สามารถ ทำเหมือนหนังได้ ทำนอง "คุณห่วงอะไรครับ " .... " ผมอยากไปปารีสสักครั้งก่อนตาย เป็นความใฝ่ฝันของผมเลยครับ" อีกวันต่อมาคุณหมอใจดีถือตั๋วเครื่องบินไปปารีสมาให้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น มันลึกซึ้งกว่านั้น
อันนี้ตัวเขาต้องคิดให้ได้เองครับ เราคงได้เป็นเพื่อนฟัง เพื่อน ร่วมทางที่ดี มีบางเรื่องที่ช่วยได้ ก็ช่วยทันทีครับ ( แบบคุณหมอโรจน์ ว่านั่นแหละครับ หมอ fammed จะชำนาญและเข้าใจดี มากครับ )
ที่ 8th HA National Forum เข้าใจว่าเป็น พี่หมอ สกล ( ถ้าผิดพลาดขออภัยนะครับ ) มีเรื่องเล่าถึงคุณลุง กำลังจะตาย พูดได้เป็นเฮือก ๆ พยายามพูด คำว่า "เชียงใหม่" ทุกคนต้องขบคิดว่า อะไร "เชียงใหม่" "เชียงใหม่."อะไร lสุดท้ายก็พบว่า คุณลุงบริจาคร่างกายที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณลุงคงกลัวว่าไม่มีใครรู้ว่าได้บริจาคร่างกายไว้ ประโยชน์สุดท้ายจะไม่ถึงตามที่ตั้งใจ
3. คนบางคน กลัวความตาย ความกลัวที่เป็นปกติของมนุษย์ทุกคน อันนี้ก็เหมือนกันครับ เพื่อนฟัง เพื่อนร่วมทาง รอจนเขาตายไป
ไม่ดูจอ ไม่ให้ Bias ตอนคลิกเข้า
ขณะคิดว่า จะตอบว่า อย่างไร
ต้องให้เวลา นั่งลงฟังอย่างตั้งใจเลยค่ะ
ถามทวนสิ่งที่เธอพูด หรือถามต่อ ว่า รู้สึกว่าไม่พร้อมเนาะ คงไม่สบายใจ คงกลัวนะ มันก็น่ากลัวนะ
คงตอบถูกนะคะ ตามทฤษฎี
แต่ที่ยากคือ ต้องเตรียมจากเวลาจบให้ได้ เพราะนั่งลง จะใช้เวลาเยอะ และต้องยกเลิกงานอื่นๆไปก่อนค่ะ
เตรียมถามผู้ป่วยด้วย ว่าน่าจะคุยกับผู้มีประสบการณ์ และคิดเรื่องส่งต่อให้จิตแพทย์ นักจิต ต่อ
ที่จริงตอนนี้ย่าผมเป็นมะเร็งเต้านม ท่านอายุมากแล้ว ท่านไม่อยากเจ็บปวดทรมารกับการรักษา ผ่าตัด คีโม อะไรทั้งนั้น วันนั้นผมคุยกับย่า ย่ายังมีความรู้สึกอยากจะไปไหนมาไหนสะดวกเหมือนก่อน คือตอนนี้ท่านปวดที่ขา เดินได้นิดเดียว
การเข้าใจที่ต่างกันหลายเรื่องรวมถึงเรื่องธรรมะ ด้วย เป็นเรื่องยากที่จะสื่อสารกันแบบตรง ๆ
ผมพยายามพูดถึงความเสื่อมของร่างกาย ที่ไม่อาจเปลี่ยนอะไหล่ได้ คงต้องยอมรับกันไป
ผมพูดว่า ทุกคนก็ป่วยรวมถึงผมก็ป่วยอยู่ ปวดหลัง บางทีเดินลำบาก หรือทำงานลำบากเหมือนกัน พยายามให้ย่าคิดว่าขนาดคนหนุ่ม ๆ เขาก็ป่วยนะ
ส่วนเรื่องการสงบใจนั้น ผมก็พยายามถามถึงการฟังเทศน์จากวิทยุ ที่ย่าฟังอยู่บ่อย ๆ การสวดมนต์ การนั่งสมาธิ
ที่จริงอยากจะหาเวลาที่มากหน่อย เงียบ ๆ นั่งคุยกับย่าในเรื่องการเกิด การตายให้เต็ม ๆ ดูเหมือนกัน นึก ๆ ถึงเนื้อหาและเรียบเรียงความคิดอยู่ครับ
ไม่ตอบนะ...ควรสื่อด้วยวิธีอื่นน่าจะดีกว่า...
โอชกร
Mr.Direct, คุณจารุวัจน์, อ.โอชกร: เหมือนกันเลยค่ะ มัทเองเป็นพวก "ไม่รู้จะพูดอย่างไร" จนต้องพยายามศึกษาเรื่องนี้อยู่ เพราะเจอทีไร คำพูดมันจุกคอ ใช้วิธีจับมือ สัมผัสเอาเป็นการทำให้เค้ารู้ว่าเราอยู่กับเค้า เมื่อไหร่เก่งขึ้น ประสบการณ์มากขึ้นคงดีกว่านี้
คุณโรจน์, คุณหมอจิ้น: ขอบคุณมากๆเลยค่ะ gotoknow ดีตรงนี้ มีผู้รู้มาช่วยได้ทันใจจริงๆ : )
"ทำความเข้าใจชีวิตเขาก่อนว่า เขาเป็นใคร เขาทุกข์อะไร"
- ข้้อนี้ไม่ค่อยมีปัญหา
"ให้กำลังใจ/ให้ความเห็นอกเห็นใจ"
"เป็นเพื่อนฟัง เพื่อนร่วมทางที่ดี มีบางเรื่องที่ช่วยได้ ก็ช่วยทันที"
- พอทำได้ แต่พูดไม่ค่อยเป็นค่ะ -_-' ใช้ภาษากายซะมาก ถ้าเค้าสื่อมาว่าเราช่วยอะไรได้ก็ดีเลยค่ะ (ถ้าช่วยได้จริงๆ)
ตอนเขียนบันทึกนี้ก็นึกถึงทีม palliative care ม.อ. เลยค่ะ เดี๋ยวคงต้องไปเชิญมา : )
คุณ Kati: "ปลอบประโลม และอธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น พูดบางอย่าง เพื่อให้ใจได้สว่าง ก่อนที่จะก้าวเดินไปสู่การเดินทางไกลครั้งสุดท้ายของชีวิตให้ได้ อย่างมีความสุข"
นี่แหละค่ะที่มัทไม่มีประสบการณ์ เพราะคนไข้แถวนี้ไม่ได้นับถือพุทธ! ยากค่ะ แต่พอมาคิดดู ถึงคนไข้นับถือพุทธเราจะเริ่มยังไง คงมามุขเอาหนังสือธรรมะไปให้อ่านแหงๆ : P หมอมัทพูดไม่เก่ง
คุณนายดอกเตอร์: ขอบคุณมากค่ะ สำหรับกำลังใจ พลังเริ่ทลดน้อยลงเพราะงาน thesis เริ่มยุ่งขึ้นแล้วค่ะ พอดีเมื่อวานนัดไปบ้านพักคนชราถูกยกเลิกไปเลยได้อยู่บ้่าน : ) ขอบคุณมากๆสำหรับหนังสือแนะนำนะคะ มันว่าคนพุทธโชคดี ได้คิดเรื่องนี้ ได้"ซ้อม"ตายก่อนตายมานาน ได้ฟังเรื่องนี้บ่อยๆถึงแม้จะเข้าหูหรือไม่ก็ตาม
มัทเห็นคนไข้ที่นี่แล้วบางครั้งเค้ากลัวมากจริงๆ หลายคนเริ่มไม่แน่ใจใน faith ตัวเอง โดยเฉพาะคนที่ไม่เข้าใจพระเจ้าแบบลึกซึ้ง คิดว่าพระเจ้าเป็นนักเชิดหุ่น หรือคนที่ิคิดว่าเค้าทำไม่ดีกำลังจะโดนลงโทษ (แต่บางคนไม่นับถือพุทธก็พร้อม"ไป"มากค่ะ แล้วแต่คน) หลายๆครั้งมัทก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเค้าได้เรียนพุทธรรมคงช่วยเค้าได้ แต่มัทก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ได้ได้หยอดๆคำพูดประเภทคำคมไปสั้นๆ แบบที่มันใช้ได้กับทุกศาสนา ให้เค้าไปคิดเอง ยากจังค่ะ -_-'
คุณหมอรวิวรรณ: คุณหมอตอบเหมือนหนังสือเลยค่ะ : ) คือดูให้ดีว่าคนไข้ หรือ คนที่เรารัก
แล้วก็ฟังแบบ sensitive listening
"ถามทวนสิ่งที่เธอพูด หรือถามต่อ ว่า รู้สึกว่าไม่พร้อมเนาะ คงไม่สบายใจ คงกลัวนะ มันก็น่ากลัวนะ"
แล้วก็แนะนำให้ไปคุยกับนักจิต หรือ พระ/นักบวช ประจำรพ.ค่ะ (จริงๆเราน่าจะนิมนต์พระมารพ.เหมือนกันนะคะ?)
mr. สุมิตรชัย: มัทเชื่อว่าคุณสุมิตรชัยเป็นหลานที่ดีจะเป็นเพื่อนคุณย่าได้แน่นอนค่ะ : ) "การฟังเทศน์จากวิทยุ" เป็นความคิดที่ดีมาเลยค่ะ คุณสุมิตรชัย มาแนวเดียวกับคุณKatiคืออยากให้คนเจ็บเข้าใจความจริงที่ไม่มีใครหลีกได้ การสื่อสารนี่ยากไม่เบาเลยนะคะ แต่ดีที่คุณย่าสนใจด้านนี้อยู่แล้ว ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ
คุณย่าของมัทที่เสียไปเมื่อไม่นานมานี้ก็เป็นมะเร็งเต้านมค่ะ มัทไปหาท่านปีละครั้งเอง เพราะอยู่ที่นี่ ครั้งสุดท้ายที่ไปหา มัทก็คุยและใช้ภาษากาย แค่หลานมาหามานั่งคุย มัทว่าคุณย่าของคุณสุมิตรชัย
ก็ดีใจแล้วค่ะ ทีี่ยากที่สุดตอนนั้นสำหรับมัทคือ ตอนลาค่ะ มัทบอกว่า "เดี๋ยวปีหน้ามาหาใหม่นะคะ" ทั้งๆที่ในใจคิดว่าปีหน้าอาจไม่เจอกันแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะพูดว่าอะไร แล้วลูกพี่ลูกน้องคนที่ดูแลคุณย่าอยู่ก็พูดว่า "ปีหน้าเจอกันเนอะ อาโผ่อย่าเพิ่งไปเที่ยวไหนนะ"
คุณย่า่ก็ยิ้มๆ พยักหน้า แต่ท่านก็ไปเที่ยวจนได้ค่ะ : ) กลับไปเมืองไทยคราวหน้าท่านก็ไม่อยู่แล้ว
ขอบคุณทุกๆท่านมากนะค่ะ
"ฉันกำลังจะตายแต่ฉันยังไม่พร้อมเลย"
ฉันก็เช่นกัน ทุกคนก็เช่นกัน
ถ้าพบอย่างนั้น ป้าเจี๊ยบคงชวนคุยต่อค่ะ เพราะคนที่พูดเช่นนั้น คงอยากบอกถึงสิ่งที่ตนยังค้างคาอยู่ และหากมีอะไรที่สามารถช่วยได้ก็จะพยายามช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ก็ต้องปลอบกันไป
Man In Flame:
กำลังจะตาย: ใช่ค่ะ "ฉันก็เช่นกัน ทุกคนก็เช่นกัน"
แต่ ความพร้อมกับไม่พร้อม คงไม่เหมือนกันทุกคนค่ะ
บันทึกสมาชิกgotoknowท่านอื่นเขียนเรื่องนี้ไว้มากมาย น่าอ่านมากค่ะ โดยเฉพาะบันทึกของ อาจารย์สกล อ. เต็มศักดิ์ คุณk-jira คุณจุดและ อ. มาโนช (โดยเฉพาะบันทึกเรื่องการสื่อสารกับผู้ป่วยในระยะสุดท้าย)
อ. เต็มศักดิ์ได้รวบรวมบันทึกดีๆไว้ที่นี่ด้วยค่ะ: http://gotoknow.org/blog/pcarepal/79528
ป้าเจี๊ยบ: ใช่เลยค่ะ ถ้าเรารับรู้ได้ว่าเค้าอยากสื่อสารต่อ เราควรชวนคุยต่อ อย่าไปตัดบท แค่รอยยิ้มป้าเจี๊ยบก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ
การสื่อสารเป็นเรื่องที่ต้องฝึก ช่วงแรกอาจไม่คล่อง ผมมีวิธีที่ใช้กับตัวเองแล้วได้ผลครับก็เลยเอามาแบ่งปัน
1.มีจิตใจที่อยากช่วยเหลือจริงๆ (ความรู้สึกนี้ผู้ป่วยจะรับรู้ได้ โดยอัตโนมัติ)
2.ไม่รีบร้อน ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ค่อยๆพูดคุย วันละ 10-15 นาที(ถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็ยิ่งดี) ความสัมพันธ์เป็นของที่ต้องสร้าง/ใช้เวลา ผู้ป่วยบางคนผมใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน กว่าจะ work through
3.พูดไม่เก่งไม่เป็นไร ถ้าฟังจริง เข้าใจจริง สีหน้าแววตา ความรู้สึกของคุณจะส่งผ่านได้ถึงเขา เมื่อคุณเริ่มรู้จักเขาดี คุณจะมีคำพูดที่เหมาะกับเขา เหมือนที่คุณคุยกับเพื่อนของคุณ
4.ในบางครั้งแค่การที่คุณเดินเข้ามาในห้อง ผู้ป่วยเห็นคุณแล้วเขาก็มีความสุขได้ นั่นคือความสัมเร็จ
5.อย่าคาดหวังผลว่าเขาจะต้องรับได้ คนเราไม่เหมือนกัน ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง เขาจะพ้นทุกข์หรือไม่ขึ้นกับปัญญาของแต่ละคน เราเป็นเพียงเทียนที่ส่องทาง ส่วนเขาจะเดินหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเขาเอง
6.สุดท้ายความเชื่อที่แตกต่างไม่ได้เป็นอุปสรรคที่แท้จริงในการช่วยเหลือ ไม่ว่าเขาจะเชื่อในสิ่งใด เราเพียงเข้าใจ ยอมรับ ช่วยเหลือเขาจริงก็สำเร็จประโยชน์ได้
ขอบคุณมากค่ะคุณโรจน์
อาจารย์คิดว่า การตายไป เพื่อเกิด มีประโยชน์หรือไม่ ครับ ( กรณีจิตวิญญาณไม่ดับแบบนิพพาน )
หากจะบอกว่าการตาย ก็คือการจุติ และเกิดไปสู่อีกภพจะขัดกับความมุ่งหมายหลักทางพุทธศาสนาหรือไม่
การตายไม่น่ากลัวเพราะทุกคนที่จะตายก็กำลังจะไปเกิด หากสร้างบุญไว้มากก็ไปเกิดในชั้นต่าง ๆ ( ตามความเชื่อ) ทำบาปก็ไปเกิดในอีกแบบ
คนส่วนมากมีความเชื่อเช่นนี้ เราจะปรับความเชื่อเหล่านี้มาพูดให้เขาสงบใจได้ไหม
แล้วหลังความตาย อาจารย์อธิบายแบบไหนครับ ....................รบกวนครับ ขอบคุณมาก
ผมก็ไม่รู้ว่าพร้อมหรือยัง …
ทำใจให้สบาย นึกถึงบุญที่เคยทำไ้ว้
ภาวนา พุทโธ.. พุทโธ หรือ สัมมา อะระหัง.. สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆครับ(ชาวพุทธ)
บ่าววีร์:ได้อ่านได้ยินได้พบเจอเรื่องความตายแล้วมักทำให้กลับมาถามตัวเองเหมือนกันค่ะ แต่บันทึกนี้ มัทลองเปลี่ยนมุมดูว่า แล้วถ้าคนที่จะตายไม่ใช่เราหล่ะ แต่เราอยู่ตรงนั้นด้วย เราจะทำตัวอย่างไร ยากจังค่ะ I don't know what to say ตามชื่อหนังสือเลย แต่จากการอ่านความคิดเห็นผู้ที่มีประสบการณ์ใน gotoknow แล้ว ดูเหมือนตำราฝรั่งนี้ก็สรุปวิธีมาคล้ายๆ tacit knowledge ครูไทยค่ะ : )
mr. สุมิตรชัย: แหม มาเรื่องใหญ่เลยนะคะ : ) พูดตามตรงว่าเรื่องชีวิตหลังความตายนี้เคยคิดแต่เรื่องตัวเอง แล้วก็มีข้อสรุปของตัวเองไว้แล้ว แต่ไม่มีข้อสรุปให้คนอื่นค่ะ : ) จากประสบการณ์และการได้ลปรร. มัทสรุปได้อย่างนึงว่า
สิ่งที่ทำให้เราสบายใจ ปลดปล่อยความทุกข์เราได้ อาจไม่ใช่สิ่งที่คนไข้หรือคนที่เรารักต้องการ ถึงแม้เราจะเห็นว่ามันเป็นความจริงอันสูงสุด
เราเริ่มจากการฟังที่ดีก่อน ก็จะรู้ว่าเค้าคิดอย่างไร กลัว หรือ กังวลอะไรอยู่ "ห่วงหน้า หรือ พะวงหลัง"
คำถามคุณสุมิตรชัยเป็นเรื่องห่วงหน้า
มัทจะลองฟังดูก่อนว่าเค้ากลัวอะไร แล้วค่อยคิดว่าควรพูดความเชื่อของตัวเองหรือไม่
หากจะบอกว่าการตายก็คือการจุติเฉยๆอาจไม่ช่วย ยิ่งถ้าเค้ารู้ตัวว่ากุศลเค้าน้อย ทำไม่ดีมามาก พวกนี้ใกล้ตายแล้วก็กังวัลค่ะ แต่ถ้าเป็นคนที่ทำดีมาตลอด มัทว่ามันก็ง่ายกับเราที่จะพูดกับเค้าอยู่ดี
เรามีสิทธิที่จะพยายามสื่อสารให้เค้าสบายใจ ถ้าเราดูแล้วเค้าอยากฟัง
มัทคิดว่าคุณโรจน์สรุปไว้ได้ดีค่ะ
บันทึกเรื่องการสื่อสารกับผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของอ.มาโนชก็ดีค่ะ คือบางครั้งแค่เราทำให้เค้ารู้ว่าเราเห็นใจเค้าก็มีค่ามากแล้วค่ะ
--------------------------------------------------
ส่วนเรื่องที่ถามว่า "หลังความตาย อาจารย์อธิบายแบบไหนครับ"
มัทไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้จากตำราใดๆอย่างจริงจังเลยค่ะ ทราบว่าทุกศาสนามีคำอธิบายละเอียดมาก
หลักการของมัทคือ มัทเป็นของมัทแบบนี้ ทำตัวแบบนี้ คิดแบบนี้ ทำให้ดีที่สุด พยายามกำจัดตัวเองให้ได้บ่อยๆบ่อยๆ
ให้ตัวเราใจเราต่อเนื่องเชื่อมกันกับเพื่อนร่วมโลกให้ได้บ่อยๆบ่อยๆ้
ตายแล้วไปไหนก็ได้ค่ะ คิดว่ากฎธรรมชาติ หรือ ความเป็นไปของสรรพสิ่งมันจะพามัทไปที่ที่ต้องไปเอง คงได้ไปอยู่ หรือ ไปเป็น ในที่ที่ หรือ สิ่งที่คนที่คิดคล้ายมัท ทำตัวคล้ายมัทไปอยู่ไปเป็น
ไม่เคยศึกษาจริงจังเพราะเดี๋ยวก็รู้เอง ทำดีไว้ดีกว่าแน่นอนกว่า เรื่องที่อยู่ตรงหน้าเราในภพนี้มีให้เราพิจารณาอยู่แล้วทุกขณะจิต
มัทไม่กลัวตายค่ะ เพราะตอนนี้ไม่มีลูกค่ะ เลยพูดได้ : P คือถ้าจะตายแล้วคงพะวังหลัง มากกว่า ห่วงหน้าค่ะ : )
--------------------------------------------------
สรุปแล้วว่า เมตตา กรุณา มุทิตา แล้ว ก็อุเบกขาคะ ต้องนำมาใช้ให้ครบตรงตามสถานการณ์
มัทดูแลใจตัวเองได้ แต่การดูแลใจคนอื่นนี่ไม่ง่ายเลยเนอะคะ ยากกว่ามากนัก เป็นกำลังใจให้ค่ะ แต่คิดว่า เริ่มจากมีเมตตาก็ใช้ได้แล้วค่ะ เป็นการเริ่มต้นที่ดี
: )