ในการทำงานและใช้ชีวิตในสังคมของเราทุกคน น่าจะมีประสบการณ์ตรงกับตัวเองหรือไม่ก็เคยเห็นกันมาบ้าง ทำไมการประชุมจึงไร้ประสิทธิผล ทำไมเขาคุยกันไม่รู้เรื่อง
คำเตือน ข้อความต่อไปนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะเป็นประสบการณ์และความเห็นส่วนตัว
จากประสบการณ์การดูจิต และสังเกตความคิดของตัวเองบ้าง ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ...ว่าทำไมจึงต้องดูมัน อาจเป็นเพราะผมมีนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนช่างสังเกตก็ได้ ดูวัตถุข้างนอกมามากแล้ว ก็เลยซอกแซก มาดูความคิดของตนเองดูบ้าง จนมารู้ตอนหลังว่า อย่างงี้เขาเรียกว่าการฝึกสติอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่ง งง นะครับว่า ผมเริ่มต้นด้วยการเกริ่นเรื่องการประชุมที่ไร้ประสิทธิผล แล้วทำไม มาเล่าเรื่องประสบการณ์ดูจิต
สติมา ปัญญาเกิด คุ้นๆคำนี้ไหมครับ ผมพบว่าเหตุที่การประชุมไร้ประสิทธิผลก็เพราะเราไม่เข้าใจความคิดของตนเอง และใช้ 2 มาตรฐาน (double standard) ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อเราสนทนากับใคร แน่นอนเราก็ย่อมที่จะคาดหวังว่าผู้ฟังจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่เราพูด ในทำนองเดียวกันตอนที่เราเข้าประชุม บางคน หรือหลายคนไม่เป็นผู้ฟังที่ดี ฟังไม่เข้าถึงเจตนาของผู้พูด ฟังแค่เสียงที่เขาพูด จึงเกิดอาการเบรคแตกกลางที่ประชุมบ้าง พยายามแสดงความเห็นในแนวทางของตนเองบ้าง เหล่านี้แหละที่ผมเรียกว่าขาดทักษะจิตสัมผัส หรือ Mind touch skill ซึ่งส่งผลให้การสนทนา หรือการประชุมไม่มีประสิทธิผล ไม่เกิดสุนทรียสนทนา ปัญหาในองค์กรจึงไม่สามารถแก้ไขได้ตราบเท่าที่ เขาและเธอเหล่านั้นยังไม่เข้าใจความคิด จิตใจของตนเอง และยังไม่เลิก ใช้ 2 มาตรฐาน
ถึงแม้ว่าในชีวิตประจำวันเราจะได้ยินได้ ได้ฟังเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าไร้สาระบ้าง หยาบคายบ้าง ต่างๆนานา แต่ผมยังเชื่อคำพระที่สอนว่า ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยค่ะ
ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา
ที่เราใจเย็นๆฟังผู้อื่นบ้าง ก็น่าจะมีอะไรดีๆในการพูดของเขาบ้าง
แวะมาเยี่ยมครับ
มารไม่มี บารมีไม่เกิด
การประชุม ควรมีเป้าหมาย มีผู้คุมกฏ
สติ...เป็นของมีค่าจริงๆ วันนี้มาแนวศิลปินเลยนะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับคุณ
การสอนของพระ ท่านมุ่งปรับที่ตัวเราเองทั้งสิ้นเลยนะครับ
ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมและเสนอข้อคิดเห็น
การประชุม ควรมีเป้าหมาย มีผู้คุมกฏ
เอ่อ...ใครเหมาะสมในหน้าที่ของผู้คุมกฏครับ
สวัสดีค่ะคุณข้ามสีทันดร
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน..แต่มักมีปัญหาเรื่องการฟังให้เข้าใจ...
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเปล่งเสียง..แต่มีปัญหาเรื่องการพูดให้เข้าหูคน...
การฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา..จึงเกิดได้ยากเหลือเกิน...โดยเฉพาะเวลาประชุม ^ ^ ( ปัญหาเดียวกันเลยค่ะ )
เห็นด้วยกับผศ. เพชรากรค่ะ ในการใช้คนกลาง ไม่ใช่ผู้คุมกฎนะคะ แต่เป็นคนแปลค่ะ คือ
นาย ก. พูด แล้ว นาย ข.แปลไปอีกอย่างเพราะไม่ได้ฟังด้วยสติ และใจเป็นกลาง
นาย ค. ประธานที่ประชุม ช่วยสรุปให ้ (เป็นการเบรคเตือนสตินั่นเอง)
ถ้าคนกลางเก่ง ก็ประชุมได้เรื่องได้ราวขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วก็หวังว่า คนที่โดนเตือนสติบ่อยๆ จะฟังได้ดีขึ้นในคราวต่อๆไป : )
โอ้โห!!!...ใช่เลยครับคุณ
คนส่วนใหญ่เป็นมีปัญหาทางจิต แต่เขาไม่รู้ตัว เป็นจิตที่ขาดสติ ขอบคุณครับ
ใช่ครับ…ถ้าคนกลางอยู่หัวโต๊ะประชุมจะดีมาก แต่ถ้าหัวโต๊ะมี mental model คิดดูแล้วกัน ว่าจะมันส์ขนาดไหน ฮ่าๆๆ
ผมเห็นด้วยครับ เรื่อง "ทักษะการฟัง" เป็นเรื่องสำคัญ และประเด็น "ทักษะจิตสัมผัส" นี่ใช่เลยครับ ...ผลที่เกิดมาจากเหตุที่มี ดังนั้นจะตัดสินใจอะไร ต้องย้อนไปทบทวนเหตุปัจจัย คิดแบบสืบสาวแบบนี้ ทำให้ลดความขัดแย้ง และ สมานฉันท์มากขึ้น ทั้งในระดับบุคคล - องค์กร
ผมก็ต้องฝึกฝน ให้มองบวก และ มองอย่างที่มันเป็น ซึ่งก็ยากกว่า
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับคุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>มองอย่างที่มันเป็น ยากกว่า จริงครับ… เพราะการรู้เห็นตามความเป็นจริงต้องอาศัยความว่างของใจ</p><p>ขอบคุณครับ</p>
"การรู้เห็นตามความเป็นจริงต้องอาศัยความว่างของใจ"
ขอบคุณอีกครั้งนะครับ
สวัสดีครับคุณข้ามสีทันดร
ผมเคยทำงานบริหารมาบ้าง ช่วงนั้นมีการประชุมทุกสัปดาห์ คิดว่ามีความเข้าใจสภาพอารมณ์ของแต่ละคนในที่ประชุมดีพอสมควร
การประชุมที่ไร้ประสิทธิภาพก็เนื่องมาจาก"ทิฐิ มานะ"ที่มีอยู่ในแต่ละบุคคลที่ร่วมประชุม (อาจารย์กมลวัลย์เขียนบันทึกเรื่อง"ทิฐิ มานะ"ไว้น่าอ่านทีเดียวครับ) เพราะว่าแต่ละคนจะพยายามเอาชนะคะคานกันด้วยเหตุผลของตนเอง
โดยเฉพาะ"นักการเมือง" ท่านเหล่านี้จะมีความสามารถในการยกเหตุผลที่ทำให้ผู้ฟังคล้อยตามได้ง่าย เวลาฟังถ่ายทอดสดอภิปรายในรัฐสภา ฟังทั้งสองฝ่ายพูดจบ เราเองยังตัดสินไม่ได้เลยว่า "ใครถูกใครผิด"
หลวงปู่ชาท่านเทศน์ไว้ในเรื่อง"นอกเหตุเหนือผล"ที่เป็นบทสรุปว่า "ธรรมะที่พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ระงับกิเลสทั้งหลายได้นั้น มันอยู่นอกเหตุเหนือผล นอกสุขเหนือทุกข์ นอกเกิดเหนือตาย อยู่เหนือเหตุผลทุกข์มันจึงไม่มี สุขมันจึงไม่มี ธรรมะนั้นท่านเรียกว่าระงับ-ระงับเหตุระงับผล- ถ้าพวกใช้เหตุผลอยู่อย่างนี้ เถียงกันตลอด...จนตาย"