ด้วยความที่ไม่เคยคิดว่าจะถูกขอแบบนี้ และนึกสงสารคนที่มาขอ ไม่ได้สนใจความเป็นรัฐมนตรี หรือเป็นปลัดกระทรวงของใคร

หลังจากผลัดกันเกเร คอมพิวเตอร์ก็พร้อมใจกันลาป่วยทั้งสองเครื่อง กว่าจะได้คนมาดูอาการ รักษาให้ก็เกือบสิบวัน พอดีกับต้องเดินทางไปกับชมรมท่องอุษาคเนย์ ไป "เมืองแมนที่ปลายฟ้า" เลยทำให้ต้องว่างเว้นจากการอ่านและเขียนบันทึกในG2K เสียนาน

คิดถึงทุกท่านจริงๆค่ะ

ที่สำคัญไม่ได้ตอบขอบคุณผู้ให้เกียรติแวะเวียนมาอ่านบันทึกในk-creation และ  riverlife และได้แสดงข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ไว้มากมาย ขอถือโอกาสนี้รวบยอดขอโทษที่ทำตนเหมือนคนไร้มรรยาทและขอบคุณในไมตรีจิตของผู้อ่านทุกท่านนะคะ

ว่าจะค่อยๆทยอยเก็บเรื่องน่ารู้ น่าคิด และน่าสนใจที่พบเห็นจากการไปเยือน "เมืองแมนที่ปลายฟ้า" มาเล่า ซึ่งคำนี้หากจำไม่ผิดเป็นคำที่คุณธีรภาพ โลหิตกุลเป็นผู้รังสรรค์ขึ้นเมื่อกล่าวถึง"แชงกรีล่า"ประเทศจีน

เรื่องที่อยากเล่าก่อนวันนี้เกี่ยวกับ "คณะนักการเมือง ข้าราชการไทยและผู้ติดตาม"ทั้งหมดเกือบสิบคนที่เผอิญไปพบที่สนามบินคุนหมิง ในวันเดินทางกลับประเทศไทย(16 พฤษภาคม 2550)

ไม่ได้ตั้งใจจะประณามใคร หรือทำให้ใครเสื่อมเสีย และพยายามคิดว่านักการเมืองและข้าราชการระดับผู้ใหญ่ในคณะนี้อาจไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้คิดถึงประเด็นที่จะเล่าด้วยซ้ำไป คนที่สมควรถูกประณามคือผู้เขียนที่คิดไม่ทัน(แปลว่าโง่ไปหน่อย)

เรื่องมีอยู่ว่า...

ขณะที่ผู้กำลังจะเดินทางออกนอกประเทศจีนจากสนามบินคุนหมิงกำลังเข้าแถวกันยาวเหยียดเป็นสองแถวใหญ่ๆเพื่อผ่านการตรวจเช็คหนังสือเดินทาง แล้วจึงจะไปเอกซเรย์สัมภาระและตรวจสิ่งต้องสงสัยที่ติดกาย ก่อนจะปล่อยเข้าสู่โถงนั่งรอขึ้นเครื่อง ผู้เขียนเห็นคนใส่สูทสีเข้มๆกลุ่มหนึ่งยืนชิดผนังตึกด้านซ้ายมือไม่ห่างจากเคาน์เตอร์ตรวจหนังสือเดินทางและหัวแถวที่ผู้เขียนยืนอยู่ มองเห็นท่าทางอารมณ์เสีย มีคนหนึ่งพูดโทรศัพท์ได้ยินเสียงบ่นว่าผู้ประสานงานที่ทำให้ต้องมายืนรอ เลยทราบว่าเป็นคนไทย

ที่จริงก็ไม่ได้ให้ความสนใจเพราะทราบว่าคนไทยไปทำธุรกิจที่จีนกันเยอะมาก มองเห็นผู้ประสานงานของคณะนี้สาวรุ่นๆ ท่าทางยังไม่ค่อยมีประสบการณ์พยายามไปเจรจากับเจ้าหน้าที่จีนที่เคาน์เตอร์แถวของผู้เขียน เจ้าหน้าที่ก็หน้าตาไม่รับแขก คงหงุดหงิดเพราะคนเยอะมาก การบินไทยเที่ยวนี้ผู้โดยสารเต็มลำ นี่ยังไม่นับสายการบินอื่น

ระหว่างกำลังเพลินกับภาพชีวิตที่เห็น พลันปรากฏสาวใหญ่อีกนางหนึ่งมายืนประชิดด้านขวาของผู้เขียนแสดงสีหน้าเดือดร้อนใจมาขอให้ผู้เขียนอนุญาตให้"ผู้ใหญ่ท่าน"ลัดคิวผ่านไปก่อนได้ไหม บอกว่าคณะนี้มี"ท่านรัฐมนตรี และ ท่านปลัด" ยืนรออยู่นานเพราะผู้ประสานงานคนเป็นเด็กไม่เป็นงานไม่พาคณะท่านผู้สำคัญทั้งหลายไปในที่ๆควรจะไปให้ผ่านได้เร็วๆ

ด้วยความที่ไม่เคยคิดว่าจะถูกขอแบบนี้ และนึกสงสารคนที่มาขอ ไม่ได้สนใจความเป็นรัฐมนตรี หรือเป็นปลัดกระทรวงของใคร หน้ายังจำไม่ได้เลยว่าใครเป็นใคร กับเรื่องเล็กน้อยกับแค่ให้คนสองคนได้ผ่าน แก่ๆด้วย(กว่าจะเป็นระดับนี้ได้คงต้องแก่) อีกทั้งก็คนไทยด้วยกันแท้ๆ ที่จริงยังคิดไม่ถี่ถ้วน แต่พยักหน้าบอกหล่อนว่า"เชิญค่ะ" เร็วไปหน่อย แล้วจึงคิดได้ว่าคณะมีตั้งหลายคน เลยถามว่าจะขอผ่านกี่คน หล่อนตอบว่า "ทั้งคณะค่ะ"

รู้สึกโมโหจี๊ดเลยว่าเราเสียรู้และเป็นคนที่สมควรถูกคนที่ต่อแถวอยู่หลังเราทั้งแถวประณาม เลยถามไปว่ากระทรวงอะไร หล่อนตอบว่า "กระทรวงพาณิชย์ค่ะ" และทำท่าทางขอบคุณผู้เขียน แต่ผู้เขียนก็รู้สึกหมั่นไส้คณะนี้มากเพราะทุกคนเดินเชิดกันเข้าไปประหนึ่งอภิสิทธิ์ชน ไม่สนใจคนที่เข้าแถวยาวเหยียด แม้จะหันมาขอบคุณซักนิดก็ไม่มี เพราะคิดว่าเขาน่าจะรู้ว่าลูกน้องตัวมาขอแซงคิว เลยพูดพอให้ได้ยินว่า "อ๋อ เหรอคะ ดิฉันประชาชนคนธรรมดาเต็มขั้นค่ะ"

ทั้งคณะที่ลัดคิวใช้เวลาพอสมควร เจ้าหน้าที่จีนเขาคงรู้ว่าเป็นคณะสำคัญอยู่เหมือนกัน ก็กันให้แถว"คนธรรมดา"รอจนทั้งคณะผ่านเครื่องเอกซเรย์ไปหมดก่อน

พอเสร็จกระบวนการ ผู้เขียนพบกับกลุ่มของตัวเองก็เล่าให้พี่คนหนึ่งฟัง เขาก็ให้สติว่า ปัจจุบันพวกนักการเมืองและข้าราชการระดับผู้ใหญ่ค่อนข้างจะระมัดระวังตัว อาจไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้ตั้งใจว่าเขาจะแสดงอำนาจ ผู้น้อยหรือลูกน้องนั่นแหละตัวดี ทำให้ผู้ใหญ่เสียหายมานักต่อนักแล้ว ก็ว่ากันไปนะคะ จะจริงหรือไม่เหตุการณ์ก็ผ่านไปแล้ว ใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้น

แต่บทเรียนความโง่นี้ทำให้ได้คำแนะนำที่ดีมากจากพี่คนนี้ สามารถนำไปใช้ได้เวลามีคนมาขอลัดคิวที่ไร้เหตุผลสมควร โดยตอบว่า

1."คุณถามฉันคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ ต้องถามทุกคนที่ต่อแถวอยู่ทั้งหมด"

2.หากทราบว่าจะไปไฟลท์เดียวกัน เช่นกรณีนี้ทราบว่ามีไฟลท์เดียว ให้แกล้งถามว่า ไปไฟลท์ไหน พอเขาตอบ ให้บอกว่า "ไฟลท์เดียวกันค่ะ ไม่ต้องลัดคิวหรอก เครื่องออกก็ได้ไปพร้อมๆกัน ไม่ต้องรีบ"

ทั้งสองข้อนี้ผู้ให้คำแนะนำย้ำว่า ต้องตอบแบบยิ้มด้วยนะคะ เขาจะได้รู้สึกอาย เรื่องนี้ไม่ใช่การเอาชนะกัน แต่เป็นการสอนมารยาทในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ผู้เขียนต้องขออภัยต่อผู้ต่อแถวทุกคนที่ต้องรอนานโดยใช่เหตุจากความโง่ของผู้เขียนเองจริงๆ

เมื่อมีโอกาส จะนำเรื่องสนุกๆมาเล่าบ้างจากการไปเยือน ลี่เจียง จงเตี้ยน แชงกรีล่า เพราะได้ความรู้จากไกด์ท้องถิ่นที่พูดไทยได้ดีมาก วิทยากรหลักจากเมืองไทยคือ คุณศรัณย์ บุญประเสริฐ นักเขียนสารคดีอิสระ และคุณกฤช ชลธานนท์ผู้ก่อตั้งชมรมท่องอุษาคเนย์(ร่วมกับคุณธีรภาพ โลหิตกุล และคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา)การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่การไปเที่ยวๆ ช้อปๆแน่นอน