จัดตั้งกองทุนชุมชนระดับชาติโดยกระจายอำนาจมาที่จังหวัด นำงบโครงการชาติวาระจรต่างๆมากองรวมที่จังหวัดตามเกณฑ์4ตัวข้างต้น (ที่กำลังตามมาคือคพพ.หรือSMLเดิม) ลดงบสนับสนุนกิจกรรมตามโครงสร้างของหน่วยงานจนหมดไปเพื่อมากองรวมที่จังหวัด ซึ่งสามารถตั้งฐานกองทุนจังหวัดในแต่ละปีได้เลย

เมื่อวานมีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อพิจารณาโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองมาจากอำเภอตามยอดเงินงบประมาณที่จังหวัดได้รับจำนวน 96 ล้านบาท มีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นประธาน

จังหวัดใช้เกณฑ์เดียวกับที่ประเทศใช้จัดสรรเงิน5,000ล้านบาทแบ่งให้อำเภอคือ1)จำนวนประชากร 2)เท่ากัน 3)รายได้ และ4)ตกเกณฑ์จปฐ. แบ่งกันไปอำเภอละประมาณ3-5ล้านบาท

มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมคับคั่ง มีข้อคิดเห็นทั้งท้วงติงและสนับสนุนอย่างหลากหลาย แต่ก็ไม่สามารถทำให้ถ้วนทั่วได้เพราะคนมากและโครงการมาก
ที่น่าสนใจคือ การให้ข้อคิดของพระอาจารย์สุวรรณ คเวสโกในฐานะที่ปรึกษาให้ใส่ใจการดำเนินงานในเชิงคุณภาพให้มาก เพราะดูเหมือนรัฐบาลจะไม่สามารถทำอะไรที่ต่างไปจากรัฐบาลที่แล้วในแง่การใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เหมือนลมพัดผ่าน

ผมเห็นว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดำเนินการเรื่องชุมชนอินทรีย์เพื่อสร้างความเข้มแข็งระดับครอบครัว หมู่บ้านมา2ปีแล้ว โครงการประชาชนอยู่ดีมีสุขในระดับจังหวัดน่าจะเป็นภาคต่อจากโครงการชุมชนอินทรีย์ คือ การคัดกรองโครงการของชุมชนที่มีคุณภาพซึ่งชุมชนไม่สามารถดำเนินการได้เองและอบต.ไม่สามารถสนับสนุนการดำเนินงานได้ นี่ว่าตามหลักการ

ชุมชนอินทรีย์ทำการสำรวจ/วิเคราะห์บัญชีครัวเรือน จัดทำแผนครัวเรือน และแผนชุมชน คือ

1.โครงการที่ครัวเรือนทำเองได้
2.โครงการที่ครัวเรือนเดียวทำเองไม่ได้
3.โครงการที่ครัวเรือนในชุมชน/หมู่บ้านร่วมกันทำเองได้
4.โครงการของชุมชน/หมู่บ้านที่ครัวเรือนในชุมชน/หมู่บ้านร่วมกันทำเองไม่ได้

5.โครงการสนับสนุนของอบต

6.โครงการของหน่วยงานตามโครงสร้าง

7.โครงการอยู่ดีมีสุข

ในทีมงานจังหวัด มีพี่วีณาจากสสจ.เป็นแกนในฐานะประธานอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ ได้นำโครงการสนับสนุนของอบต.ข้อ5 โครงการของหน่วยงานตามโครงสร้างข้อ6 และโครงการในแผนชุมชนในข้อ4 มาพิจารณาเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน และได้จัดกลุ่มโครงการตาม5ประเด็นที่กำหนดในโครงการอยู่ดีมีสุขสรุปส่งให้อำเภอ ในขณะเดียวกันอำเภอก็จัดเวทีทำข้อมูลสรุปโครงการเข้าที่ประชุมกลั่นกรองโครงการของอำเภอจนได้โครงการที่เสนอขอและโครงการสำรองตามงบประมาณที่ได้รับ นำเข้าเวทีประชุมพิจารณาโครงการอยู่ดีมีสุขจังหวัดวันที่16พ.ค.

ผมคิดดู กระบวนการ/ขั้นตอนในระบบราชการไทยช่างซับซ้อนและแยกย่อยกันตามโครงสร้างการกระจายอำนาจที่พิกลพิการซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินงานจัดการความรู้มากที่สุด

ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ความคิด กระบวนการดีๆและความตั้งใจดีของคนเก่ง คนดีรวมทั้งคนมีอำนาจก็ไม่สามารถเปล่งพลังออกมาได้ คอขวดสำคัญอยู่ตรงนี้

รัฐบาลชุดนี้เปลี่ยนชื่อโครงการแต่เนื้อในเหมือนเดิมไม่มีประโยชน์อะไรเลย ซ้ำยังตามหลังความคิด(ที่ก้าวหน้า)ของรัฐบาลชุดที่แล้วด้วย ถ้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงระยะยาวต้องก้าวให้ไกลกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว

ข้อเสนอสำคัญและเร่งด่วนตอนนี้คือ การจัดตั้งกองทุนชุมชนระดับชาติโดยกระจายอำนาจมาที่จังหวัด นำงบโครงการชาติวาระจรต่างๆมากองรวมที่จังหวัดตามเกณฑ์4ตัวข้างต้น (ที่กำลังตามมาคือคพพ.หรือSMLเดิม) ลดงบสนับสนุนกิจกรรมตามโครงสร้างของหน่วยงานจนหมดไปเพื่อมากองรวมที่จังหวัด ซึ่งสามารถตั้งฐานกองทุนจังหวัดในแต่ละปีได้เลย เปลี่ยนบทบาทของส่วนราชการมาทำหน้าที่คุณอำนวยและคุณเอื้อเต็มรูปแบบ ใช้กลไกคณะกรรมการกองทุนชุมชนจังหวัดที่มาจากภาคส่วนต่างๆทำหน้าที่พิจารณา กลั่นกรองและอนุมัติโครงการ รวมทั้งการประเมินผล โดยมีส่วนราชการ ท้องถิ่นและภาคชุมชนในพื้นที่เป็นทีมทำงาน พัฒนาโครงการและติดตามสนับสนุนการดำเนินงาน

การประเมินผลงาน/ความสำเร็จของส่วนราชการก็มาจากการทำงานสนับสนุนชุมชน/ท้องถิ่นในฐานะคุณอำนวยและคุณเอื้อให้เกิดความเข้มแข็ง มีวิถีชีวิตที่อยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริง