ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน ดูขวางคลองและแสบนัก ปล.คนเครียดง่ายห้ามอ่าน

กิจกรรมทำร้ายหนู

มีเพื่อนๆหลายคนที่มีลูกมาเล่าให้ฟังว่า ที่โรงเรียนของลูกมักมีกิจกรรมต่างๆที่ให้พ่อแม่มีส่วนร่วม หรือแม้ไม่ก็ไม่ต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมแต่ต้องไปดูลูกแสดง กิจกรรมอะไรบ้างล่ะที่อยากจะยกตัวอย่าง อันที่พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมที่ฮิตติดตลาดเป็นอย่างมากคือ วันพ่อหรือวันแม่ ที่ทางโรงเรียนจะให้พ่อหรือแม่ไปนั่ง แล้วให้ลูกๆของตนมากราบตัก ฟังดูเหมือนดี เป็นการส่งเสริมจริยธรรมและประเพณีอันดีงานของประเทศไทยเรา ซึ่งนับวันมีแต่จะลดน้อยหายไปทุกที

การปลูกฝังสิ่งดีๆอันนี้ น่าจะช่วยทำให้เด็กเกิดจิตสำนึก เลยปลูกฝังมันซะตั้งแต่เล็กๆน่าจะดี แต่มาคิดดูอีกที ปีหนึ่งก็มีครั้งเดียว แล้วทุกวันมันไม่ต้องกราบพ่อ สวัสดีแม่กันบ้างหรือ พ่อแม่มิใช่ว่าจะสำคัญเป็นพิเศษเฉพาะในวันที่ไปนั่งให้ลูกไหว้ที่โรงเรียนในวันสำคัญ แต่บทบาทและน่าที่ที่สำคัญมันมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกลมหายใจต่างหากที่สำคัญที่สุด

 ลองนึกดู ในวันที่เด็กๆคนอื่นๆ มีพ่อหรือแม่มาให้กราบ เด็กบางคนที่พ่อหรือแม่ไม่มี จะต้องทำหน้าอย่างไรในวันสำคัญต่างๆ คนจัดงานเป็นผู้ใหญ่ เป็นครูอาจารย์ บรรลุนิติภาวะกันแล้ว ย่อมนึกและคิดได้ว่าเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก ที่ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ และตาย พ่อแม่ก็มีการตายด้วยเช่นเดียวกัน แต่เด็กเล็กๆในโรงเรียนประถม จะเข้าใจหรือไม่ ในหัวของเขาคงเกิดการเปรียบเทียบกันจ้าละหวั่น ทำไมเพื่อนเขามีแม่ ทำไมเราไม่มีแม่ อายก็อาย เสียใจก็เสียใจ

ถึงตรงนี้ ผมอยากถามว่ากิจกรรมกราบตัก อันเป็นที่เชิดหน้าชูตาของโรงเรียน ยังคงน่าจะเทิดทูนอยู่อีกหรือไม่ แย่ไปกว่านั้น หากพ่อแม่คนไหนไม่ว่างจะไป แล้วลูกน้อยจะรู้สึกอย่างไร คุณครูเคยมีความรู้สึกร่วมกับหนูน้อยเหล่านั้นหรือไม่ คำตอบคือ อาจจะมี แต่ผมไม่รู้ ในสังคมยุคปัจจุบันที่มีแต่การแข่งขัน ทุกคนต้องทำงาน การจะออกไปร่วมกิจกรรมบางอย่าง อาจจะส่งผลกระทบต่องานเขาได้ ด้วยหน้าที่การงานของข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือลูกจ้างบริษัท การจะลางานออกไปโรงเรียนลูกก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว

กิจกรรมชั้นนำอีกอย่าง คือกิจกรรมที่ลูกทำ แต่พ่อแม่ต้องไปดู หากมองแบบผิวเผิน ผ่านแล้วผ่านไป คงไม่ต้องมานั่งเขียนอยู่อย่างนี้ แต่นี่บางทีเทอมหนึ่งๆมีการแสดงหลายครั้ง ไหนจะเกิดอยากจัดงานเต้นรำ งานเดินแฟชั่นของเด็กๆ งานวันปีใหม่ งานวันคริสต์มาส อะไรอีกมากมายหลายงาน สิ่งที่คุณครูต้องคิดก็คือ ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเรื่องชุดแสดง ใครต้องมาดูลูกๆของเรา ใครต้องลางาน ลาเจ้านาย คำตอบก็คือเรา พ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกไม่เหมือนเพื่อน อยากไปซื้อลูกโป่งให้ลูก ยิ่งลูกมีจำนวนลูกโป่งหรือพวงมาลัยคล้องคอมากเท่าไหร่ ลูกยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น แต่ทุกครอบครัวก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริงๆเสมอไป คนที่มีความทุกข์ที่สุดก็คงเป็นทั้งพ่อ แม่และลูกน้อยนั่นเอง

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่ากิจกรรมไม่ดี ผมเป็นฝ่ายสนับสนุนอีกต่างหาก ว่าโรงเรียนต้องมีกิจกรรมให้เด็กทำ ผมโตมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะเรียนแบบเด็กที่ทำกิจกรรม กิจกรรมที่ดีจะส่งเสริมสติปัญญาเด็ก ส่งเสริมภูมิต้านทานด้านการเข้าสังคมให้เด็ก แต่ผมคิดว่า กิจกรรมในโรงเรียนที่ดี ควรจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อบรรดาผู้ปกครองหลายๆคนที่มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำมากมายในแต่ละวัน ต้องไม่กระทบต่อจิตใจของเด็กบางส่วนที่ไม่มีความพร้อมเหมือนเพื่อนๆ อาจจะดูว่าเขาเป็นส่วนน้อย ไม่น่าจะต้องไปใส่ใจ แต่หัวใจดวงน้อยนั้น เวลามันถูกกระทำ ถูกเปรียบเทียบ มันส่งผลให้เกิดรอยด่างพร้อยไปได้นานและใหญ่หลวงนัก เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวได้ฉันใด หัวใจดวงน้อยที่ถูกละเลยย่อมสะเทือนถึงสังคมได้เสียสักวัน