......Evidence-Based Health Promotion......

"การจัดการความรู้"ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุได้หรือไม่? อย่างไร?

บทความที่นำเสนอนี้  เป็นผลของการศึกษาเกี่ยวกับการนำกระบวนการจัดการความรู้ไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ   ผลสรุปที่ได้ถือเป็น  evidence หนึ่งที่ยืนยันว่า กระบวนการจัดการความรู้ที่เป็นระบบที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุได้...

สาระสำคัญของการศึกษา

หลักการและเหตุผล  ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ข้อเสื่อม ไขมันในเลือดสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง  การจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะสามารถป้องกันปัจจัยเสี่ยงและควบคุมปัญหาสุขภาพดังกล่าวไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

วัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาผลของการจัดการความรู้ต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ โดย ใช้วิธี  Comparative study  using participartoey action  research as intervention โดยกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้สูงอายุที่มารับบริการที่โครงการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ซึ่งมีปัญหาความดันโลหิตสูง ข้อเสื่อม ไขมันในเลือดสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง กลุ่มละ 10 คน  เลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด   รวมทั้งสิ้น 40 คน

วิธีการ  ผู้วิจัยประยุกต์รูปแบบการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบของเทอร์แบนและอาร์รอนสัน(Turban &Aronson, 2001) มาใช้ซึ่งประกอบด้วย 1) การจัดหาความรู้ 2) การเลือกหรือกรองความรู้  3) การกระจายความรู้และการใช้ความรู้ 4)  การติดตามและประเมินผล 5) เผยแพร่ความรู้  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2)  คู่มือการปฏิบัติตัวสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุจำนวน 4 ชุด  3) แบบประเมินพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ  4) แนวคำถามสำหรับการประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุ  การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ใช้สถิติเชิงพรรณนา นอกจากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสรุปสาระสำคัญจากกระบวนการจัดการความรู้ 

ผลการวิจัย   พบว่าหลังเข้าร่วมโครงการครบ  3  เดือน พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  ผู้สูงอายุ  มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้และทัศนคติที่ดีต่อการปรับพฤติกรรมสุขภาพ  นอกจากนั้นยังมีความมั่นใจ และมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกลุ่ม  ส่วนศาสตร์และศิลป์ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) การคิดอย่างเป็นระบบ  2)  สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง  3) การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาพลังของกลุ่มและความยั่งยืนได้  และ 4) เกิดทุนทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุโรคเรื้อรังหรือการอยู่ร่วมกัน

ข้อเสนอแนะ  ผลจากการวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติของพยาบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ  รวมทั้งปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนการสอนในกระบวนวิชาการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ  ส่วนบทเรียนที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้  นอกจากจะได้คู่มือการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเฉพาะปัญหาแล้ว  ยังสะท้อนให้เห็นถึงการนำกระบวนการจัดการความรู้ที่เป็นระบบมาพัฒนาบทบาทการเป็นผู้นำของพยาบาลในการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน   จะเห็นได้ว่า กระบวนการจัดการความรู้ที่ป็นระบบนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์.            

(Oral presentation ในการประชุมวิชาการ เรื่อง การวิจัยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพองค์รวมอย่างยั่งยืน  : กระบวนทัศน์ใหม่  วันที่ 3-4 พฤษภาคม 2550  ณ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)