เป็นเมืองสถานีปลายทางของทางรถไฟสาย Trans-Siberia ที่เชื่อมรัสเีซียฝั่งตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกัน โดยข้ามไซบีเรีย ว่ากันว่าในชีวิตนี้ ควรได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายนี้สักครั้งหนึ่ง จะไม่เสียชาติเกิด

ฟ้าครับ

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมมีโอกาสได้เดินทางมายังประเทศรัสเซีย ต้องขอบคุณการประชุมคณะทำงาน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมของเอเปค ที่ให้รัสเซียเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ และแน่นอน เมืองที่เขาเลือกใช้เป็นที่ประชุมก็คือเมืองท่าชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่ชื่อว่า วลาดิวอสต็อก (Vladivostok) แห่งนี้เอง ครั้งนี้มีอากู๋พลติดตามมาด้วย

ต้องห่างฟ้าไปบ้างสักสามสี่วัน พอให้คิดถึง แต่ก็มีอะไรฝากกลับมาเล่าให้ฟังอยู่บ้าง

วลาดิวอสต็อกเป็นเมืองท่าด้านตะวันออกของรัสเซีย เขาก่อตั้งเมืองเมื่อปี ค.ศ. 1860 ถือว่าใหม่มาก และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์การเมืองและการทหาร เนื่องจากเป็นทางออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกด้านนี้ ที่รัสเซียจำเป็นต้องตรึงอำนาจกับญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ทำเลมันให้จริง ๆ เพราะมีอ่าวน้อยใหญ่มากมาย เหมาะสำหรับจอดเรือรบ

ไม่แปลกที่ต่อมาเมืองนี้กลายเป็นเมืองสถานีปลายทางของทางรถไฟสาย Trans-Siberia ที่เชื่อมรัสเีซียฝั่งตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกัน โดยข้ามไซบีเรีย ว่ากันว่าในชีวิตนี้ควรได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายนี้สักครั้งหนึ่ง จะไม่เสียชาติเกิด

ฟ้าครับ รอให้ฟ้าโตขึ้นอีกนิด เราลองซ้อมนั่งรถไฟระหว่างกรุงเทพ-เมืองกาญจน์กันก่อนดีไหม แล้วค่อยคิดวางแผนมานั่งรถไฟสายนี้กันก็จะดี โดยเฉพาะหน้าหนาวจะสวยมาก

สองวันเศษที่ผ่านมานี้ยังไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก เพราะส่วนใหญ่ต้องประชุม อากาศช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้เย็น ๆ แต่ไม่หนาวมาก อยู่ระหว่าง 6-15 องศาเซลเซียส มีเสื้อแจ็คเก็ตตัวหนึ่งก็เดินไปไหนมาไหนได้สบาย เย็นวันแรกที่มาถึงผม อากู๋พล และคุณยูโกะ เพื่อนร่วมโครงการของเรา จึงพากันไปเดินเลียบอ่าว แดดอ่อน ๆ ยามเย็น เสียงเพลง และผู้คนที่ไม่หนาตา สร้างความประัทับใจในทางที่ดี แม้ว่าบ้านเืมืองของเขาจะไม่ค่อยสะอาดเรียบร้อยเท่าไหร่นัก และตึกรามก็ค่อนข้างโทรม ดูว่าส่วนใหญ่เป็นตึกเก่าทำด้วยอิฐตั้งแต่สมัยที่ตั้งเมือง

คนที่นี่ดูหน้าตาท่าทางดี ผู้ชายสูงสมาร์ทแม้จะขรึมไปนิด ส่วนผู้หญิงนั้นสวยและแต่งตัวดีกันทั้งนั้น ดูเจริญหูเจริญตาไปหมด ตั้งแต่คนขายของขบเคี้ยวและเบียร์ในร้านริมทาง จนถึงนักศึกษาที่มาช่วยในงานประชุม มิน่าเล่า แอนนา นาตาลี ฯลฯ มีที่มาอย่างนี้นี่เอง น่าจะถือเป็นมรดกโลกอย่างหนิ่ง

ร้านอาหารที่สุ่มเสี่ยงเข้าไปทาน ดูข้างนอกลึกลับมาก บอกอะไรไม่ถูกเลยเพราะป้ายก็อ่านไม่ออก และมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อเข้าไปภายในก็พบว่าแต่งสวยน่ารัก บริการดีพอใช้ และอาหารอร่อยดีทีเดียว ราคาก็ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับประเทศแบบนี้ (จานหลักมื้อเย็นจานละสองร้อยกว่าถึงสามร้อยบาท) วันแรกนั้นจำได้ว่าสั่งหมูชุบไข่ทอดกับกระเทียมและพริกไท เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่ง ยูโกะสั่งซุปเกี๊ยวซ่า ในขณะที่อากู๋พลบ่นอุบ เพราะสั่งอาหารยูเครนชื่อ SALA เป็นหมูติดมันหั่นบาง ๆ กินเย็น ๆ พร้อมแตงกวาดอง ซึ่งไม่เลวถ้าจะแกล้มกับว้อดก้า สองอย่างหลังนี้ราคาอย่างละราวร้อยบาท)

ร้านกาแฟที่เข้าไปทานกันกาแฟและเค้กอร่อยมาก คนขายก็สวย หน้าตากระเดียดไปทาง Cameron Diaz ท่าทางทะมัดทะแมงแบบผู้หญิงยุโรป คนที่นี่เท่าที่สัมผัสมาก็อัธยาศัยดีพอใช้ได้ แต่สื่อสารกันด้วยภาษาพูด ได้พองู ๆ ปลา ๆ เท่านั้น ไม่มีปัญหาอะไร

สุดท้ายสำหรับวันนี้ฝากรูปถ่ายของอากู๋พล ที่ถ่ายร่วมกับสาว ๆั นักศึกษารัสเซีย วันพรุ่งนี้น้อง Olga คนทางซ้ายมือจะเป็นไก๊ด์พาเราไปเที่ยวดูพิพิธภัณฑ์ในเมือง ก่อนเราเดินทางกลับ คนขวาก็ชื่อ Olga เหมือนกัน ทั้งคู่เรียนภาษาอยู่มหาวิทยาลัยปีสี่แล้ว ที่จริงวันนี้ได้คุยกันเรื่องสัพเพเหระหลายอย่าง ทั้งเกี่ยวกับคนรัสเซีย และความคิดของพวกเธอเกี่ยวกับโลกภายนอก เอาไว้จะเขียนเล่าให้ฟังทีหลังนะครับ