เกิดในบ้านแจ้งเกิดได้อย่างไร

            ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องไปแจ้งการเกิดตามพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 18 แล้วจะแจ้งเกิดอย่างไร

            1. เกิดในบ้าน หมายถึง เกิด ในบ้านจริงๆจะเป็นบ้านใครก็ได้ขอให้เป็นบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านตนเองหรือบ้านที่ตนเองมีชื่อในทะเบียนบ้าน และยังรวมถึงเกิดในโรงพยาบาล

             แต่ข้อแตกต่างของการเกิดในโรงพยาบาลคือ เกิดในโรงพยาบาลจะได้ใบรับรองการเกิด(ท.ร.1/1) ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ที่กำหนดให้ผู้ทำคลอดมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการเกิดให้เด็กเกิดใหม่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นบุตรของคนสัญชาติไทย บุตรของคนต่างด้าวเข้าเมืองชอบด้วยกฎหมาย บุตรของต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรของแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ได้รับผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราว(แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียน) บุตรของแรงงานต่างด้าวที่ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน บุตรของคนไร้สถานะทางกฎหมาย บุตรของคนไร้รัฐ บุตรของคนไร้สัญชาติ ไม่เว้นแม้แต่บุตรของผู้ลี้ภัยการสู้รบในค่ายพักพิงผู้ลี้ภัย             ไม่ว่าจะเกิดในบ้านจริงๆหรือเกิดในโรงพยาบาลผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดคือ                  

1. มารดา           

2. บิดาตามความเป็นจริงก็ได้ไม่จำต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสถ้าไปแจ้งการเกิดตามประมวลกฎหมายแพ่งถืออว่าเป็นการรับรองบุตรตามพฤตินัย บุตามีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมได้ 

3. เจ้าบ้าน หมายถึง หัวหน้าครอบครัวผู้เป็นเจ้าของบ้าน  ในกรณีโรงพยาบาลเจ้าบ้านก็คือหัวหน้าโรงพยาบาลไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรเช่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาล นายแพทย์ใหญ่ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ เป็นต้น

            ทั้งบิดามารดาและเจ้าบ้านสามารถมอบให้บุคคลอื่นแจ้งเกิดแทนได้โดยทำหนังสือมอบอำนาจ

          นอกจากนี้ ในปัจจุบันเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โรงพยาบาลใหญ่ๆประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลในกรุเทพบางแห่งจะทำข้อตกลงกับสำนักทะเบียนท้องถิ่นซึ่งพบได้ 2 ลักษณะเพื่อรับจดทะเบียนการเกิด คือ           

1. ตั้งสำนักงานสาขาในโรงพยาบาล เมื่อเด็กคลอดโรงพยาบาลก็จะออกหนังสือรับรองการเกิดแล้วส่งให้นายทะเบียนที่ประจำโรงพยาบาลเพื่อให้จดทะเบียนการเกิดหรือออกสูติบัตร(นายทะเบียนจะเรียกสูติบัตรว่าใบเกิด) กรณีนี้ถือว่าเด็กได้รับการจดทะเบียนการเกิดแล้ว           

 2. ไม่มีสำนักทะเบียนสาขาในโรงพยาบาล โรงพยาบาลจะดำเนินการรวบรวมใบรับรองการเกิดนำส่งสำนักทะเบียนท้องถิ่นเช่นที่ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยารวบรวมใบรับรองการเกิดให้สำนักทะเบียนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาทุกวันในแต่ละวันจะมีเด็กเกิดประมาณ 11 12 คน หลังจากนั้นสำนักทะเบียนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาจะออกสูติบัตรรอไว้ ก่อนที่แม่จะออกจากโรงพยาบาล โรงพยาบาลก็จะแนะนำให้มารับสูติบัตร กรณีนี้ก็ถือว่าเด็กได้รับการจดทะเบียนการเกิดแล้ว