ย่ำเมืองกลางสายฝนพรำ

ฟ้าครับ

เล่าให้ฟังต่อดีกว่า อันว่าวลาดิวอสต็อกนั้นเป็นเมืองที่โตขึ้นมา "ตามนโยบาย" นั่นคือเ็ป็นยุคสมัยที่รัสเซีย พยายามสยายปีกมามีอำนาจทางทะเลฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จึงต้องระดมคนรัสเซียให้อพยพย้ายถิ่นฐานมาปักหลักตั้งรกรากทางด้านนี้ เริ่มตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่แล้ว เท่าที่คุยกับชาวเมือง ส่วนใหญ่คนรุ่นพ่อแม่ หรือรุ่นปู่ล้วนเป็นคนที่มาจากฝั่งตะวันตก (ฝั่งยุโรป) ของรัสเซียกันทั้งนั้น พ่อแม่ของน้อง Olga ทั้งสองคนก็เช่นกัน ปรากฏว่าชาวพื้นเมืองดั้งเดิมที่ทราบมาว่าเป็นชาวแมนจูเรีย ก็ไม่มีหลงเหลือให้เราเห็นแล้ว (หรืออาจจะเพียงเราไม่เห็น?)

วันนี้ช่วงครึ่งวันเช้าพอมีเวลา น้อง Olga คนผมทองก็เลยพาคณะของเราฝ่าฝนที่ตกพรำ (เธอไม่ยอมกางร่ม)  ไปดูทัศนียภาพของเมืองจากยอดเนินเขา แลเห็นอ่าวน้อยใหญ่ที่มีเรือจอดเรียงราย ทั้งเรือพาณิชย์และเรือรบ จากนั้นแวะเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และธรณีวิทยาของเมือง จากตำแหน่งทางภูิมิศาสตร์ (ดูวงแดงในแผนที่) ก็พอจะเข้าใจได้ว่า เมืองนี้สนิทชิดเชื้อกับญี่ปุ่นและเกาหลีมาก ถึงขั้นที่เคยเป็นแหล่งการศึกษาด้านการแปลภาษาตะวันออก ที่สำคัญของรัสเซีย วันนี้มีไก๊ด์อาสาสมัครอีกคนหนึ่งมาช่วยนำทาง คือน้อง Anastasia หรือชื่อเล่นว่า Nastya เธอพูดจีนได้ด้วย คนไต้หวันชอบอกชอบใจกันใหญ่

ตอนที่เข้าไปดูห้องจัดแสดงเหตุการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น (ค.ศ. 1905) รู้สึกค่อนข้างสะเทือนใจ เมื่อได้เห็นธงอาิทิตย์อุทัยแผ่รังสีเต็มฝาผนัง  เพราะเป็นการจัดแสดงโดยผู้แพ้สงคราม แต่ดูเขาไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนเท่าไหร่ มิหนำซ้ำยังคุยทับอีกว่า พอกองทัพญี่ปุ่นมาถึงวลาดิวอสต็อก เห็นเรือดำน้ำก็ตื่นเต้นเผ่นกันไปหมด แถมยังส่งใบสั่งต่อเรือดำน้ำตามกลับมาด้วย...

จากยอดเนินเขา Olga พาคณะของเรานั่งรถไฟภูเขา (funicular) ใช่ครับมันคือรถไฟตู้เดียวที่ทรงเบี้ยว ๆ เป็นสี่เหลี่ยมด้านขนาน ค่อย ๆ ไต่จากยอดเนินลงมาที่ระดับพื้นล่าง ค่ารถห้ารูเบิล (หกถึงเจ็ดบาท) แวะซื้อของฝาก ระหว่างทางเพื่อนรัสเซียอีกคนที่ชื่อ Alex ที่สอนวิชาบริหารจัดการการตลาด มาดักรอเพื่อนำหนังสือที่เขาเขียนมามอบให้ (ลองเปิดดู... โหย ขอเรียนภาษาัรัสเซียก่อนนะอเล็กซ์) เราเลยชวนกันเดินไปดูสถานีรถไฟ Vladivostok ที่เป็นสุดทางรักของขบวนรถไฟสาย Trans-Siberia อันนี้คนที่มาเมืองนี้ไม่ควรพลาด นอกจากความสำคัญในฐานะที่เป็นปลายทางรถไฟข้ามทวีปแล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ภายในเิพิ่งซ่อมแซมใหม่ มีภาพเขียนที่ใต้เพดานสวยงามมาก ดังรูปที่นำมาฝากข้างล่างนี้

ถ่ายรูปกับ Alex และ Olga

ค่ารถไฟสำหรับนักศึกษา ไปถึงมอสโกว์ ราคาเที่ยวละ 7700 รูเบิล (ราวหมื่นบาท) ดูเหมือนแพง แต่อย่าลืมว่าทางไกลมาก ต้องนั่งเป็นเวลา 6 วัน (ถ้านั่งเครื่องบินแพงกว่านี้เท่าตัวและใช้เวลา 9 ชม.) คุณหมอสิริฤกษ์ที่มาด้วยกันบอกว่า รถไฟอย่างนี้ในชีวิตต้องนั่งสักหน แต่อย่าหลงผิดนั่งสองหน

เราโบกมืออำลากันในบ่ายวันนั้นทั้งที่ฝนยังไม่หยุด น้อง Olga ตามไปส่งที่สนามบิน และสัญญาว่าจะเขียน email มาหาเพราะอยากจะแนะนำลูกพี่ลูกน้อง ที่กำลังหางานทำอยู่ในเืมืองไทย

ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้กลับมาที่เมืองนี้อีกหรือเปล่า... แต่ประเทศรัสเซียและคนรัสเซีย กลายเป็นสิ่งใกล้ตัวขึ้นมาอีกมาก อย่างน้อยก็ในระหว่างที่ว้อดก้า และแตงกวาดองที่ซื้อมาด้วย ยังมีติดก้นขวดอยู่...