ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นวิทยากรในการอบรมอาจารย์เชิงประจักษ์ให้กับ สพท.เขต ๔ เชียงใหม่ และในครั้งนั้นผมได้รับผิดชอบเต็มเติมประเด็น “งานวิจัย”ให้กับอาจารย์ผู้เข้ารับการอบรม
โดยผมตั้งประเด็นไว้ว่า“งานวิจัยง่ายนิดเดียว” แลกเปลี่ยนให้บรรดาอาจารย์ที่เข้ารับการอบรมในครั้งนั้นให้เห็นกระบวนการวิจัยแบบง่ายๆ และเน้นย้ำว่าสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในสถานศึกษา นั่นหละ คือ “งานวิจัย” อาจารย์หลายท่านสะท้อนให้ผมฟังหลังจากเวทีแลกเปลี่ยนว่า เข้าใจและรู้สึกดีกับงานวิจัยมากขึ้น มุมมองเปลี่ยนไปมาก
เรามักมองงานวิจัย เป็นงานวิชาการที่ยาก ซับซ้อน เป็นเรื่องการใช้สถิติ การเขียน การเรียบเรียง สารพันที่ยากสำหรับผู้ปฏิบัติงานสอน อีกทั้งมีข้อกำหนดให้อาจารย์ทำผลงาน ก็ทำกันไปอย่างตั้งใจ พอส่งให้คณะกรรมการตรวจผลงาน เหมือนนรกชัง สวรรค์แกล้งปรากฏว่า “ผลงานไม่ผ่าน” ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้อาจารย์ส่วนใหญ่ถอดใจ และมีอคติต่องานวิจัยมากขึ้น
ครั้งนี้มีการรวมตัวของอาจารย์เชิงประจักษ์ภาคเหนือ (เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่ ลำปาง) สาระ สุขศึกษา พลศึกษา ที่ผ่านการสอบในครั้งที่แล้ว มานั่งคุยกันประเด็นหลักก็อยู่ที่การทำผลงานวิชาการ ก็ “งานวิจัย” อีกนั่นหละครับ ผมเองได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นมื่น อบอวลไปด้วยความยินดี ความสำเร็จ จะว่าไปผมชอบบรรยากาศแบบนี้จัง(ใครๆก็คงชอบ)
มีบางคนบอกว่า
“ความอดทนเป็นเรื่องขมขื่น แต่ผลของมันหวานชื่นเสมอ”
ผมขอแสดงความยินดีกับอาจารย์เชิงประจักษ์ (ครูชำนาญการ) ทุกท่านครับ
มีประเด็นหนึ่งที่ผมอยากเล่าสู่กันฟัง ครับ ประเด็น “นวัตกรรม” (Innovation)
นวัตกรรมคือผลงานของความสำเร็จ อันเกิดจากการคิด ส่วนหนึ่งได้จากงานวิจัยนั่นเอง
มีหลายท่านถามว่า “นวัตกรรม” คืออะไรกันแน่?
คือ อะไรก็ได้ครับ ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยและตอบสนองกับปัญหาได้ เล็กนั้นยิ่งใหญ่ครับ นวัตกรรมในทางการศึกษา เป็นทั้งหลักสูตร รูปแบบ กระบวนการเรียนการสอน ตลอดจนสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้น
ประเด็นอยู่ที่ว่า นวัตกรรมนั้นสามารถตอบสนองกับปัญหาที่เรามีได้ แม่จะเล็กน้อยในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเรานั้นยิ่งใหญ่เสมอครับ แต่อย่างไรก็ตามการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สร้างนวัตกรรมได้หลากหลาย เขียนไปเขียนมาก็สอดคล้องกับงานวิจัยการศึกษานั่นเอง

ผมนั่งพูดคุยกับอาจารย์พละศึกษาท่านหนึ่ง ท่านอยู่ที่ จ.น่าน และสอนเกี่ยวกับมวยไทย มวยสากลสมัครเล่น ท่านคุยปรากฏการณ์ในการเรียนการสอนของท่านให้ฟัง เพื่อแสวงหาโจทย์การวิจัย

ท่านเล่าถึง การสอนมวยสากล มีปัญหาว่า นักมวยมักกางศอก เวลาตั้งการ์ดชก การกางศอกออกมาเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งที่ทำให้คู่ต่อสู้ชกด้านข้างตรงซี่โครงได้ง่าย อีกทั้งแรงชกของหมัดก็ไม่ดี ดังนั้น การหนีบศอกแนบกับลำตัวจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการชกมวย
อาจารย์ได้ใช้วัสดุบางๆ ให้นักมวยสอดระหว่างศอกกับลำตัว ทั้งสองข้าง(ซ้าย-ขวา) เวลาซ้อมชกมวย จนเป็นนิสัยเคยชิน ในที่สุด ปัญหานี้ก็หมดไป
ถามว่า ตรงนี้เป็น “นวัตกรรม” ใช่หรือไม่?
“แม่นแล้วครับ”
เป็นนวัตกรรมที่เห็นได้ชัด และมีคุณค่ามากครับ เพราะสามารถแก้ไขปัญหาเราได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพง ประหยัดและได้ผลดี
ท่านคงเคยเห็นโฆษณาของบริษัทสื่อสารแห่งหนึ่ง ที่มีกระบวนการพัฒนาพนักงาน call center ด้วยการนำกระจกให้คนละ ๑ บาน แล้วฝึกยิ้ม เชื่อว่าการยิ้มเวลาพูดคุย สนทนากับลูกค้าโดยตรง และผ่านโทรศัพท์ จะเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (ท่านลองยิ้มไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วยดูนะครับ) นี่เอง ...ถือว่าเป็นนวัตกรรมสำหรับแก้ไขปัญหาการทำงานเลยทีเดียว
เรื่องเล็กน้อยแต่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเราต้องยอมรับว่า “พฤติกรรม” เป็นเรื่องที่แก้ไขยากมาก
นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ มาจากสิ่งเล็กน้อยใกล้ตัว บางทีเราเพิกเฉยไป
สวัสดีค่ะ การทำงานวิจัยแล้ว ไม่ผ่านการพิจารณานี้ น่าช้ำใจเหมือนกันค่ะ
มีเพื่อนสนิทมากอยู่คนหนึ่ง ได้ทุนไปญี่ปุ่นโดยสถานีโทรทัศน์ดังช่องหนึ่งของญี่ปุ่น เพื่อทำงานด้านวิจัยเรื่องเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
กลับมาก็มาเขียนหนังสือเผยแพร่ งานวิจัย เสนองานให้กรรมการตรวจ ปรากฏว่า ไม่ผ่าน เลยยังติดอยู่ที่ รศ. เป็น ศ. ไมได้
คุณหมอ สามีดิฉัน แนะให้ ทำเรื่องขอเปลี่ยนกรรมการ บางคน แต่เขาไม่ทำ ให้เป็นชุดเดิม ก็ไม่ผ่านอีก เลยน้อยใจ เลิกพยายามแล้วค่ะ สงสารเพื่อนค่ะ ขณะที่เพื่อนสนิทอีกคน ก็เป็น ศ.แล้ว แต่คนละมหาวิทยาลัย
นวัตกรรมคือสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหา
ขอบคุณมากครับ
คุณเอกทำให้รู้สึกว่า งานวิจัย และ นวัตกรรม เป็นเรื่องใกล้ตัว และ ไม่ยากได้ดีจริงๆ ค่ะ ตอนนี้ ที่ภาควิชาพยา-ธิ ก็กำลังจะทำโครงการพัฒนางาน Patho OTOP ปีที่ 3 และจะพยายามให้มีการใช้กระบวนการวิจัยในการออกแบบโครงการมากขึ้น พอเริ่มใช้คำว่า วิจัย หลายคนก็เริ่มกลัวกันแล้ว
เขียนแล้วพานนึกต่อว่า คน (ราชการ) ไทย ดูจะกลัวและไม่คุ้นชินการวิจัย ส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาตั้งแต่เด็กจนมหาวิทยาลัย เราเรียนกันแบบท่องจำ ไม่ได้มุ่งเน้นให้นักเรียนตั้งคำถาม และหาคำตอบ ทำให้เราไม่คุ้นชินกับกระบวนการคิดที่เป็นระบบหรือเชิงวิจัยหรือไม่
- จากประสบการณ์มือใหม่ของตัวเอง ถ้าจะให้มือใหม่ทำวิจัยได้ อย่างแรกคือ หาที่ปรึกษาที่ยินดีช่วยเราให้ก้าวแรกได้มั่นคงก่อนนะค่ะ
- มือใหม่เองก็ต้องมุ่งมั่น สู้ค่ะแม้ฉบับแรกจะไม่ดีนัก แต่ก็จะภูมิใจที่ทำได้ อย่างน้อยเวลาใครพูดถึงศัพท์ในงานวิจัยเราก็พอรู้จักล่ะ ไม่ตกข่าว
เรื่องกฏเกณฑ์การประเมินหลากหลายครับ มันแปรผันตามคณะกรรมการส่วนหนึ่ง
หากเป็นกลาง อ้างอิงตามวิชาการนั้นก็ไม่หนักใจครับ
หลายๆท่านก็ถอดใจเหมือนที่พี่ sasinanda เขียนมา ก็งานวิจัยไม่ยากเหมือนที่คิดครับ "ย้ำ" อีกที
เครื่องมือที่นำไปสู่ “นวัตกรรม” ได้ งานวิจัยก็เป็นส่วนหนึ่งครับ
ภูมิปัญญาชาวบ้านหลาย ๆ อย่างก็เป็นนวัตกรรมที่ทรงคุณค่ามาก ๆ ครับ...
ขอบคุณมากครับ...
เรียน อาจารย์หมอ ปารมี
พี่ศศิชล
เวทีแรกต้องมีพี่เลี้ยงครับ แม้จะมั่นใจอย่างไรก็ตาม
แต่การหมั่นเรียนรู้เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักวิจัย อีกอย่างคือ ทำบ่อยๆครับ จะได้ชำนาญ
ขอบคุณครับผม
Local wisdom เป็นนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยทั้งชีวิตของบรรพบุรุษ ดังนั้นจึงมีคุณค่า และควรสืบสานต่อเป็นอย่างยิ่งครับ
ขอบคุณครับ คุณดิเรก
ผมมองอย่างงี้....
การทำงานวิจัยสำหรับมือใหม่ก็เหมือนกับเด็กหัดคลานมั้งครับ
ลูกชายผม ก็กำลังเป็น "มือใหม่หัดคลาน"
ผมมองดูลูกคลานก็มานึกเล่นๆว่า เอ นี่ คลานไปได้แค่ไหน ไม่สำคัญ ตราบเท่าที่ทุกก้าวของการคลาน เป็นการเรียนรู้
พ่อแม่ก็ชื่นใจ ลูกชายก็ยิ้มแป้น คลานไปไม่มีท้อ
สักวันเขาก็จะตั้งไข่ เดินเตาะแตะ แล้ววิ่งให้พ่อแม่เล่นไล่จับ
ถ้ามองงานวิจัยอย่างนี้ จะไม่ท้อ
แต่ถ้ามองว่าเป็นสิ่งต้องสอบเพื่อให้ผ่านการประเมิน อย่างนี้ใจไปผูกไว้กับการตัดสินถูก-ผิด อันนี้ทุกข์แน่
มองให้เป็น แล้วจะไม่ทุกข์ครับ
“งานวิจัยง่ายเดียว” ที่เหลือ ยากหมด!!!!! (ล้อเล่นครับ) ที่พูดอย่างนี้เพราะผมมองว่า ส่วนคำว่า “งานวิจัย” ทุกสายตาต่างพุ่งเป้าไปที่การขีดเขียน รูปเล่ม รายงาน รูปแบบ ไอ้ที่ว่ารูปแบบนี่แหล่ะที่ทำให้ใครต่อใครหลายคนติดขัด โดยส่วนตัวผมเองก็ไม่เคยทำงานวิจัยนะครับ(ที่เป็นรูปแบบถูกต้อง) แต่เคยสัมผัสแต่งานวิจัย "จากใจ" ทำมาตลอด คือผมคิดว่างานวิจัยก็คือการเรียนรู้กับสิ่งที่ทำที่ปฏิบัติ สามารถตั้งโจทย์และพยายามค้นหาคำตอบซึ่งเป็นความจริงได้ตลอดของการใช้ชีวิต เช่น หุงข้าวอย่างไรให้ขึ้นหม้อ กลิ่นหอม อร่อย? เจียวไข่อย่างไรให้เหลืองกรอบ รสชาติกลมกล่อม? แต่งตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับกาลเทศะ? ฯลฯ ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราเองก็ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่งานวิจัยที่คนทั่วไปจะยอมรับใช้ในเชิงวิชาการเท่านั้นเอง เอางานที่ทำอยู่มาตั้งโจทย์ แล้วค้นหาคำตอบเพื่อยกระดับงานให้ดีขึ้น นั่นก็น่าจะเป็นแนวทางได้ (มั้ง) อย่างนี้พอจะเข้าแก๊ปไหมครับพี่เอก….
สวัสดีครับ คุณยอดดอย
สวัสดีครับ น้อง del piero
ต้องการเชิญวิทยากร บรรยาย KM..นำสู่งานวิจัย กลุ่มเป้าหมาย ... พยาบาลทั่วประเทศ ขอแนะนำรายชื่อ - เบอรNโทร-หรือemail ค่ะ . ขอบคุณค่ะ
วิทยากร
ลองติดต่อ ภาควิชาพยาธิวิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดูครับ
เพราะที่นี่ทำ วิจัย จากงานประจำ และใช้ KM ที่เข้มข้น ประสบความสำเร็จน่าสนใจมากครับ
จะเหมาะสมเพราะมาจากสายวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เหมือนกันครับ