อย่ากลัวในการเปลี่ยนแปลง

"ใครเอาเนยแข็งของฉันไป" เรื่องราวของหนูกับคนตัวจิ๋วที่อยู่ในเขาวงกต ท่ามกลางความมืด มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ ใครจะรับสถานการณ์ได้ดีกว่าใคร ใครจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป และใครจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยดี

เนื้อหาโดยย่อของหนังสือใครเอาเนยแข็งของฉันไปการหาเนยแข็งในเขาวงกตที่มีความลึกลับซับซ้อน บางแห่งก็มืดดูน่ากลัว ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการค้นหาเนยแข็งที่ซ่อนอยู่ตามสถานีต่าง ๆ ในเขาวงกตนี้  สนิฟฟ์ และสเคอร์รี่ เป็นหนูที่มีความรวดเร็วว่องไว โดยเฉพาะสนิฟฟ์มีจมูกอันไวสำหรับการดมกลิ่นจับทิศทางของเนยแข็ง ส่วนสเคอร์รี่เป็นผู้วิ่งนำไปในทิศทางที่สนิฟฟ์บอก ทั้งสองมีความจำที่ดี รู้ว่าเส้นทางใดที่วิ่งไปแล้วไม่พบเนยแข็งทั้งคู่ก็ไม่วิ่งไปทางนั้นอีก  จะวิ่งไปค้นหาเส้นทางอื่นจนกว่าจะพบเฮมและฮอว์เป็นมนุษย์ตัวจิ๋วมีร่างกายเล็กขนาดพอ ๆ กับหนู และชอบกินเนยแข็งเป็นชีวิตจิตใจเช่นกัน ทั้งคู่ไม่เคยลิ้มลองกับอาหารชนิดอื่น ซึ่งเขาทั้งคู่ก็ไม่พยายามที่จะแสวงหามันเลย เขายึดติดกับเนยแข็งเพราะเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดได้ว่า เนยแข็งเท่านั้นที่ทำให้เขามีชีวิตรอดได้  ทั้งคู่เป็นมนุษย์มีสมองอันสลับซับซ้อน มีความคิดมากมาย มีความฉลาดกว่าหนูที่ไม่มีสมองอันสลับซับซ้อนเลย  ทั้งคู่วิ่งไปตามทางในเขาวงกตเพื่อหาเนยแข็ง และระหว่างทางพบกับความมืดอันน่าสะพรึงกลัวหลายแห่งในที่สุดทั้งหมดก็พบกับเนยแข็งในสถานที่แห่งหนึ่ง สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ได้เดินสำรวจรอบ ๆ แล้วถอดรองเท้าออกใช้เชือกรองเท้าผูกติดกันแล้วห้อยคอไว้ และทุกวันจะมาแต่เช้า สำรวจรอบ ๆ แล้วจึงกินเนยแข็งส่วนเฮมและฮอว์เมื่อพบว่ามีเนยแข็งมากมายจึงย้ายบ้านมาอยู่ใกล้กับสถานีเนยแข็ง ถอดรองเท้าสำหรับวิ่งเก็บไว้ ออกจากบ้านสาย และค่อย ๆ เดินไปกินเนยแข็งไม่เร่งรีบเหมือนก่อน พอมาถึงก็ตั้งหน้าตั้งตากินให้อิ่มแล้วก็กลับบ้าน  จนกระทั่งวันหนึ่งสนิฟฟ์และสเคอร์รี่มาที่สถานีเนยแข็งแต่เช้าเช่นเดิมแต่เนยแข็งได้หายไปแล้วและทั้งคู่ก็ไม่ได้ตกใจเพราะรู้ดีว่าเนยแข็งลดน้อยลงทุกทีและจะได้พบกับปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้แน่นอน แล้วสนิฟฟ์และสเคอร์รี่ก็เอารองเท้าที่ห้อยคออยู่สวมอย่างรวดเร็วแล้วรีบออกค้นหาเนยแข็งชิ้นใหม่ต่อไปในเขาวงกต            ส่วนเฮมและฮอว์เดินมากินเนยแข็งเช่นเดิม แต่ก็พบกับความว่างเปล่า ไม่มีเนยแข็งอยู่ที่เดิม ทั้งคู่ใช้สมองอันซับซ้อนของเขาครุ่นคิดว่ามันหายไปได้อย่างไร  เกิดความโมโหฉุนเฉียวว่าใครนะมาเอาเนยแข็งเป็นอาหารสิ่งเดียวที่เขามีอยู่ไป  ซึ่งเขาคิดว่ามันไม่มีวันหมดได้ ทั้งคู่ไม่ยอมรับกับการหายไปของเนยแข็งในครั้งนี้ ไม่ยุติธรรมเลย  เฮมคิดว่าผู้ที่นำไปจะต้องเอามาคืนให้กับเขาและเขาจะรออยู่ที่นี่จนกว่าจะมีผู้นำมาคืน ส่วนฮอว์คิดว่าคงไม่มีใครนำมาคืนจึงชวนเฮมออกจากสถานีเนยแข็งเข้าไปในเขาวงกตอีกครั้งเพื่อค้นหาเนยแข็ง แต่เฮมกลับให้เหตุผลว่าในเขาวงกตมีแต่อันตรายและความน่ากลัว ทั้งไม่แน่ว่าจะหลงทางหรือจะมีเนยแข็งอยู่หรือไม่ เราจะรอที่นี่จนกว่าจะมีคนนำเนยแข็งมาคืนให้  ฮอว์จึงคล้อยตาม เมื่อเวลาผ่านไปหลายวันยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครนำเนยแข็งมาคืนให้ ฮอว์นึกถึงหนูสองตัวว่าอาจจะพบเนยแข็งแห่งใหม่แล้ว และหากเขาออกไปค้นหาเนยแข็งเขาอาจจะพบและได้กินเนยแข็งอย่างเอร็ดอร่อย นึกได้ดังนั้น ฮอว์จึงตัดสินใจค้นหารองเท้าที่นำไปเก็บไว้ซึ่งกว่าจะเจอก็ใช้เวลาพอสมควร และสลัดความกลัวที่จะเผชิญในเขาวงกตทิ้ง นึกถึงเพียงว่าเขาได้พบกับเนยแข็งแห่งใหม่ที่หอมหวน แล้วเขาก็ก้าวออกไปด้วยใจที่ฮึกเหิมแต่เขาก็พบว่าร่างกายของเขาเริ่มอ่อนล้าลงทุกขณะ  คิดว่าหากตัดสินใจออกค้นหาตั้งแต่ต้นร่างกายคงไม่อ่อนเพลียเช่นนี้  ฮอว์พยายามคิดย้อนกลับ นึกถึงตนเอง และสร้างกำลังใจให้ตนเองในระหว่างทางในการค้นหาโดยเขียนคติเตือนใจไว้ที่ผนัง เช่น ·        ยิ่งเห็นเนยแข็งสำคัญเท่าไร ยิ่งยึดติดมากเท่านั้น·        ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง ก็อยู่ไม่รอด·        จงดมเนยแข็งอยู่เสมอ จะได้รู้เมื่อมันเริ่มเก่า·        มุ่งไปในทิศทางใหม่ จะช่วยทำให้หาเนยแข็งใหม่ได้·        สลัดความกลัวไปได้ ก็จะเป็นอิสระ·        จินตนาการว่ามีความสุขกับเนยแข็งใหม่ แม้ยังไม่พบก็จะช่วยนำทางเราได้·        ละทิ้งเนยแข็งเก่าเร็วเท่าใด ก็จะพบเนยแข็งใหม่เร็วเท่านั้น·        เที่ยวเสาะหาในเขาวงกต ยังดีกว่าทนรออย่างไร้เนยแข็ง·        ความเชื่อเดิม ๆ ไม่ช่วยให้พบเนยแข็งใหม่·        เปลี่ยนวิถีทางเมื่อเห็นว่าสามารถหาและมีความสุขกับเนยแข็งใหม่ได้·        การสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเสียแต่เนิ่น ๆ จะทำให้ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ได้ในที่สุด ฮอว์ก็พบกับสถานีเนยแข็งแห่งใหม่ที่มีเนยแข็งมากมายซึ่งมีสนิฟฟ์และสเคอร์รี่รออยู่ก่อนแล้ว   แต่ก่อนที่เขาจะกินเนยแข็ง เขาได้เดินสำรวจไปรอบ ๆ  เขาระลึกถึงความผิดพลาดในอดีตที่เป็นบทเรียนสำหรับอนาคต และรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอทุกหนทุกแห่ง และคนเราสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้หากเตรียมตัวให้พร้อม  อุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือตัวเรานั่นเอง และเขาต้องกลับไปช่วยเฮมให้ได้   จากเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการจัดการการเปลี่ยนแปลง  ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เราไม่ควรยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะทำให้เราเสียใจและไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นได้สนิฟฟ์ เป็นหนูที่มีความรู้สึกว่องไวต่อการเปลี่ยนแปลง รู้จักสำรวจว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นแล้วบ้าง จะทำให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ สเคอรี่ เมื่อพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เขาจะปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นทันที ทำให้ไม่เสียเวลาในการต้องมาเตรียมตัวในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสนิฟฟ์และสเคอรี่ ประสานงานกันเป็นอย่างดีเพื่อความสำเร็จในการทำงาน รู้จักการทำงานเป็นทีม เฮม รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เขายึดติดกับสิ่งที่เขาเชื่อว่ามันทำให้เขามีความสุขตลอดชีวิต จึงเกิดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และไม่ยอมจะปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับเขาที่เขานึกกลัวอยู่ในใจ จนทำให้ตัวเขาเองแย่ลงไปกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วฮอว์  มีความไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดีหรือไม่  และเขาก็เกิดความกลัวว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วเขาอาจจะไม่ดีขึ้น  พยายามคิดพิจารณาหาเหตุผลซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจสลัดความกลัวนั้นทิ้ง สร้างกำลังใจให้กับตนเองโดยการตั้งความหวัง วาดเป้าหมายในใจ สร้างความสำเร็จเล็ก ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นแรงเหวี่ยงให้เกิดความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และนำเอาอดีตที่มีความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน และในที่สุดก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้ สรุปแนวความคิดแนวคิดของเรื่องนี้ เน้นเกี่ยวกับการจัดการกับการกับตนเองเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้ามา ในรูปแบบต่าง ๆ และในมุมมองของแต่ละคนซึ่งบางคนอาจจะมีแนวความคิดที่แตกต่างกันไป และมีวิธีรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันในเรื่องแสดงให้เห็นชัดว่า การเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงก็จะสามารถรับมือได้ทันท่วงที หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ควรใช้ความระมัดระวัง พิจารณาให้ถ้วนถี่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาใช้ในการดำเนินชีวิต รู้จักสร้างกำลังใจให้ตนเองเพื่อเป็นแรงผลักดันมุ่งสู่ความสำเร็จแนวคิดหรือการพัฒนาตนเองตัวผมเองเปรียบเสมือนฮอว์ ซึ่งพบว่าในบางครั้งก็มีความกลัว และมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในองค์การอยู่บ้าง แต่เมื่อพิจารณาแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า จึงพยายามปรับตัว และเข้าใจรวมทั้งให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยดีเช่น ในสำนักงานมีคนบอกว่า เราน่าจะจัดโต๊ะให้เรียงเป็นหน้ากระดานและแยกเป็นฝ่าย ๆ ดีกว่าการจัดโต๊ะให้วางระเกะระกะอย่างนี้ ผมได้ฟังก็เกิดความรู้สึกต่อต้านในใจ แต่เมื่อได้ยินเขาอธิบายว่า จะทำให้ผู้ที่มาติดต่องานเกิดความสะดวกและง่ายต่อการเข้าพบ  ผมจึงคิดว่า ก็ดีนะ ถ้าจัดการให้มีการแยกแต่ละฝ่ายออกจากกัน แล้วจัดหมวดหมู่ให้เรียบร้อย  คิดดังนั้นจึงลงมือจัดการย้ายโต๊ะทันที    เป็นต้น  ปัจจุบัน สนใจข่าวสารมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นบ้างในแต่ละวัน และข่าวใหญ่สำหรับผมคือ กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมประมง จะยุบรวมกันเป็นหนึ่งเดียว หลายคนก็ว่าไม่ดี ไม่เหมาะ ไม่ชอบ แต่ด้วยความรู้สึกส่วนตัวของผมแล้ว การอยู่ที่ไหนก็ไม่แปลก ขอให้มีเป้าหมายเดียวกันคือมุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับเกษตรกร และสร้างครัวไทยก้าวไกลสู่ครัวโลก และยังมีข่าวใหญ่สำหรับข้าราชการทุกคนที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการเปลี่ยนแปลงของระบบราชการใหม่ คือยกเลิกระบบ ซี  ให้เป็นระบบแท่งเงินเดือน ก็แปลกดีนะ ไม่เคยรู้เลยว่าแท่งเงินเดือนเป็นอย่างไร ส่วนของเอกชนเขาทำกันมานานแล้ว คงต้องรอรับการการเปลี่ยนแปลงนั้น  ส่วนที่ต่อต้านอย่างยิ่งคือการขายกิจการไฟฟ้าให้เอกชน ผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่กี่คน ส่วนผู้ที่เสียประโยชน์วันนี้อาจจะยังมองไม่เห็น แต่อนาคต ชาวบ้านตาดำๆ จะต้องมารับกรรม รับเอาค่าไฟมหาโหด  การบริการที่เห็นแก่ตัว เพราะไม่มีคู่แข่ง  ลองให้มีคู่แข่งเหมือนมือถือสิ ขี้คร้านจะรีบลดราค่าไฟลง ทั้งแจกทั้งแถม ดูแต่เคเบิลทีวี ทั้งลด ทั้งแถม แต่สิ่งที่ลำบากยากเย็นแสนเข็ญของผมและหลาย ๆ ท่าน อาจจะมีความคิดเช่นเดียวกับผม คือ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่ยากเท่า การเปลี่ยนความคิดคน ทำอย่างไรจึงจะสามารถเปลี่ยนความคิดของผู้อื่นให้คล้อยตามเราได้ และลงมือปฏิบัติตามที่เราต้องการได้  ในหลวงของเราพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว และล่าสุด วันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่ผ่านมา  พระองค์ก็ทรงย้ำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกครั้ง ทำให้เราต้องมาพิจารณาตนเองว่าเราจะเปลี่ยนตัวเองไหม  และเราจะช่วยเปลี่ยนคนอื่นไหม  ให้ทุกคนดำเนินวิถีชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคคลบาทหรือไม่ เศรษฐกิจพอเพียง มีออม ไม่มีอด  จดแล้วไม่จน    ปลูกทุกอย่างที่อยากกิน กินทุกอย่างที่ปลูกเปลี่ยนแปลงความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนชัชวาล หินซุย  พ.ค. 2548