พื้นที่ทางธรรมของวัดที่เคยอัดแน่นด้วยความเชื่อและศรัทธาต่อวิถีแห่งศาสนาได้ลดน้อยถอยลง

ผมยังคงมีความสุขที่จะเขียนเรื่อง เรียนล่วงหน้า   ต่อไปอีกสักเรื่อง   นั่งคิดอยู่เป็นนานจึงตัดสินใจเอาเรื่อง "ไปวัดไปวา" ของนิสิตใหม่เหล่านี้มาบอกกล่าวเล่าความต่อท่านทั้งหลาย

 

กิจกรรมการทำบุญที่วัดถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เรากำหนดขึ้นมาเสริมการเรียนรู้   แต่ก็ไม่มีการบังคับให้ทุกคนเข้าร่วม   สุดแท้แต่ใคร  จะมีใจอยากจะเข้าวัดเป็นที่ตั้ง !
 
 วันที่  4  พฤษภาคมที่ผ่านมา  จึงเป็นวันแห่งการนัดหมายนิสิตเรียนล่วงหน้าในเวลา  06.00  น.   ซึ่งแรกเริ่มเราต่างวิตกไม่น้อยกับจำนวนของคนเข้าร่วมที่อาจจะน้อยลงอย่างน่าใจหาย   เพราะวันนั้นเป็นวันศุกร์และวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ  (วันฉัตรมงคล)   แนวโน้มการกลับบ้านในเทศกาลปิดยาวเช่นนี้จึงมีสูงทีเดียว  
 

 

 ทีมงานของผม,  (รวมถึงเพื่อนชีวิตของผมเอง - คุณแดนไท)   ตื่นขึ้นตั้งแต่ตี เพื่อเข้าตลาดจับจ่ายสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญในเช้าวันนั้น,  ซึ่งเราตกลงกันว่าจะไม่ถวายสังฆทาน   เพราะปัจจุบันเครื่องสังฆทานชนิดบรรจุเป็นถัง ๆ นั้นได้เกลื่อนล้นอยู่ในวัดมากแล้ว   ด้วยเหตุนั้น  จึงเปลี่ยนเป็นซื้อถ้วยชามและช้อนไปถวายวัดแทนซึ่งคาดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่าเป็นไหน ๆ 
 

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ถือเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัดเป็นอย่างมาก    ระยะทางเดินเท้าไม่ถึง  500  เมตรก็สามารถเข้าวัดเข้าวาได้อย่างไม่ยากเย็นขึ้นอยู่กับว่า   จิตใจของนิสิตและบุคลากร   มีความพึงปรารถนาจะเข้าวัดเข้าวาหรือไม่เท่านั้นเอง    

 

เดิมทีผู้บริหารกำชับให้ไปทำบุญที่วัดป่ากู่แก้ว  (อยู่ติดกับ มมส ที่ตั้งใหม่)  แห่งเดียวเท่านั้น   แต่ผมได้เสนอให้มีการนำนิสิตไปทำบุญตักบาตรที่วัดป่าศุภมิตรเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง   ซึ่งวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมือง  ระยะทางจาก "มอใหม่"  ไปยังวัดก็ร่วม ๆ  10  กิโลเมตร 
 

 

ผมตระหนักเสมอมาว่า   วัดแห่งนี้  (วัดป่าศุภมิตร)  มีความผูกพันกับมหาวิทยาลัยมายาวนาน   สมัยเมื่อครั้งที่ยังไม่ย้ายมหาวิทยาลัยมาตั้งที่ตำบลขามเรียง, วัด ๆนี้  ก็คือวัดที่มหาวิทยาลัยต้องให้การอุปภัมภ์ดูแลอยู่เป็นประจำ  และทั้งวัดและมหาวิทยาลัยต่างก็พึ่งพิงเกื้อกูลกันมาอย่างสนิทแน่น   จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะหลงลืม  หรือละเลยต่อการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวัดป่าศุภมิตร !   
 

 

 

 

วันนั้นเพื่อให้ทีมงานแต่ละคนสบายใจกับภารกิจด้านการตระเตรียมสิ่งของถวายวัด   ผมจึงขันอาสาตื่นเช้าไปรวมนิสิตใหม่ด้วยตนเอง   ครั้นพอไปถึงที่นัดหมาย   ผมตกใจเป็นอย่างมาก –  เบิ่งมอง  ไปทางไหนก็ไม่เห็นนิสิตใหม่เลยแม้แต่คนเดียว 
 

 

 ตอนนั้นยอมรับว่า  หัวจิตหัวใจสั่นไหวอยู่อย่างมหาศาล     แต่ในใจลึก ๆ  ก็นึกปลอบตนเองอยู่ตลอดเวลาว่า  "ยังไงก็มีนิสิตแน่ไปวัดกับเราแน่ ๆ ...  เพราะนี่คือครั้งแรกที่นิสิตใหม่จะได้ไปทำบุญที่วัด"   กระนั้นก็ไม่วายที่จะสวดอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ดลใจนิสิตลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและร่วมเดินทางไปทำบุญกันที่วัดด้วยเถิด ..สาธุ ..สาธุ ...สาธุ  
 

 

 คำพยากรณ์  หรือแม้แต่การอธิษฐานของผมเป็นจริง ...  ไม่นานนักนิสิตเริ่มทยอยมารวมตัวกันหนาตา   หลายคนหอบหิ้วขนม นมเนยข้าวปลาอาหารแห้งติดไม้ติดมือมาด้วย  หลายคนมือว่างเปล่า   แต่ก็พกพาเอาหัวใจมาด้วยเช่นกัน ...

 

 

 

ผมใช้เวลาไม่นานต่อการอธิบายถึงข้อมูลของวัดทั้งสองให้นิสิตได้ทราบ  โดยเฉพาะการเน้นย้ำให้เห็นว่าวัดทั้งสองมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยในแง่ใดบ้าง   รวมถึงกิจกรรมที่จะมีขึ้นทั้งการฟังเทศน์และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อวัด  ...

 

 ผมดีใจที่เห็นนิสิตใหม่ไม่รู้สึกอิดออดต่อการจะไปวัดไปวา...  ผมไม่ใคร่แน่ใจนักว่า   เมื่ออยู่ที่บ้านพวกเขาเหล่านี้   เห็นความสำคัญของการทำบุญตักบาตร - เข้าวัดเข้าวากันมากน้อยแค่ไหน   หรือเฉยเมยทิ้งให้เป็นภาระหน้าที่ของคนในวัยสูงอายุเท่านั้น  ซึ่งเรามักจะพบเห็นภาพของคนแก่คนเฒ่าดุ่มเดินถือกระติบข้าวและปิ่นโตไปวัดกันอย่างเงียบเหงา ...  อย่างมากก็มีหลานตัวน้อย ๆ  เดินและวิ่งติดตามไปติด ๆ 

คนแก่คนเฒ่าคุณตาคุณยายที่ไปวัดในช่วงเช้า   ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนอันเป็นส่วนเกินของสังคมใหม่ที่วัดคุณค่ากันด้วยแรงงานพวกท่านถูกปลดระวางจากการงานอันตรากตรำ   พร้อมทั้งได้รับอาณัติจากลูก ๆ หลานๆ  ให้อยู่เหย้าเฝ้าบ้านเป็นหลัก   และพ่วงแถมให้ไปวัดไปวาอย่างอิสระเสรี ... 
ขณะที่วัดก็กลายสถานภาพจาก "พื้นที่ทางธรรม"   ไปสู่การเป็นพื้นที่สาธารณะนานาประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด   บางวัดมีการปลูกสร้างสิ่งต่าง ๆ  อย่างอลังการบางวัดมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่เล่าลือในความแม่นยำทางโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์และอีกนานาประการที่พบได้อย่างดาษดื่นในสังคมปัจจุบัน 
สภาพการณ์ดังกล่าวเช่นนั้น   สะท้อนให้เห็นว่า  พื้นที่ทางธรรมของวัดที่เคยอัดแน่นด้วยความเชื่อและศรัทธาต่อวิถีแห่งศาสนาได้ลดน้อยถอยลง    และวัดบางวัดก็ได้กลายรูปเป็นพื้นที่ทางธุรกิจ  หรือแม้แต่การท่องเที่ยวไปบ้างแล้ว ... 

 

การไปวัดไปวาครั้งนี้,   ผมไม่ได้ให้บทเรียน หรือการบ้านใด ๆ  ต่อพวกเขา    เพียงเพราะอยากให้นิสิตใหม่ไปวัดอย่างสบายอกสบายใจ   ไม่มีการบังคับลากจูง   ใครใคร่ไปทำบุญก็ไปกับเรา... โดยเชื่ออยู่อย่างลึกเร้นว่า   เมื่อไปถึงวัดแล้ว  กระบวนการเรียนรู้ในพื้นที่ทางธรรมก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย ... 

คนไทยและสังคมไทยไม่เคยไกลวัด ....  และผมก็เชื่อว่า  คนหนุ่มสาวก็ยังเข้าวัดเข้าวาอยู่เหมือนเคยนั่นแหละ   เพียงแต่มีจำนวนลดน้อยถอยหลังลงเท่านั้นเอง   แต่การที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับวัดเช่นนี้   ก็นับเป็นโอกาสอันดีของผู้ที่มาเรียนในมหาวิทยาลัยจะ  "ไปวัดไปวา"  หรือ "เข้าวัดเขาวา"  ได้อย่างไม่ยากเย็น ...