(วันนี้เอาเรื่องเบาๆมาฝากกัน เคยนำลงแล้วครั้งหนึ่ง แต่“คุณภูคา” บอกว่าอยากให้ลงอีกครั้ง ต้องขออภัยท่านที่เคยอ่านไปแล้วด้วยนะครับ)
เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก : ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล หรือคนกว้างขวางที่ไหนหรอก หรือไม่ใช่ผู้ขมังเวทย์อย่างเณรแอ อีกเช่นกัน ...เรื่องมันมีอย่างนี้..ประมาณปี พ.ศ. 2521 ผู้บันทึกทำงานพัฒนาชนบทที่อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ กับสมาคมสตรีผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย(GGAT) เราร่วมกันจัดค่ายเยาวสตรี โดย GGAT เป็นผู้เชิญเยาวชนสตรีมาจากชนบทจำนวน 50 คน มีคนพื้นเมืองเหนือ ไทยลื้อ ไทยใหญ่ ค่ายจัดทำแบบลูกเสือ มีแค้มป์ไฟล์ ร้องรำทำเพลงสลับความรู้ต่างๆตามหลักสูตรที่กำหนด นอนในเต็นท์ จัดแบ่งเป็นหมวดเป็นโซน แบบวงกลม ข้างๆเต็นท์ก็จะมีชั้นไม้ไผ่แบบง่ายๆสำหรับวางถ้วยชามต่างๆ จุดกึ่งกลางวงกลมเต็นท์ก็มีกองไฟ
สถานที่ที่จัดเป็นลานสนามกีฬาของโรงเรียนประจำตำบล รอบๆเป็นหมู่บ้าน และไม่ไกลนักก็เป็นวัดประจำหมู่บ้าน คืนแรกเท่านั้นเองก็เกิดเรื่อง..เมื่อตกค่ำดำเนินการตามกำหนดการแล้ว พี่เลี้ยงก็ให้เด็กเข้านอน เราพวกเจ้าหน้าที่ก็มาสุมหัวกันรอบกองไฟคุยกัน และบรรยากาศแบบนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการ ดื่ม ร้องเพลงสลับเสียงกีต้าร์แบบเคาะเป็นเพลงบ้าง ไม่เป็นบ้างสลับ “เสียงนกแสก” ร้องบนต้นไม้ใหญ่ริมขอบเขตค่ายนั้น นัยว่าการแหกปากร้องเพลงนี้เป็นเพื่อนน้องๆที่มาจากต่างถิ่น และคอยสอดส่องดูแลความเรียบร้อย
พักเดียวเท่านั้นแหละ มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่เต็นท์น้องเยาวชนสตรีเต็นท์หนึ่ง คือเธอร้องกรีดออกมาเสียงดังลั่น พวกเราตกใจคิดว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรต่างกรูกันไปดู เสียงเธอทำให้เต็นท์อื่นๆต่างตื่นกันหมด อาการแปลกๆ ร้องลั่น ตัวเนื้อสั่น ควบคุมสติไม่อยู่ ความตกอกตกใจพวกเราคิดอะไรไม่ออก จนชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆวิ่งมาดู แล้วลงความเห็นว่า “ผีเข้า” เท่านั้นเอง..น้องคนอื่นๆต่างเริ่มร้องให้ เพราะความกลัว เพื่อนๆเจ้าหน้าที่ GGAT ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงกว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้พอสมควร แล้วเธอก็ถอดสร้อยคอที่มีพระให้แก่น้องคนนั้น..คืนนั้นเราไม่ได้นอน เพราะต้องคอยดูแลน้องตลอด..
ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบ้านต่างมาสอบถามสารทุกข์ แล้วคิดไปต่างๆนาๆ มีคนเสนอให้เด็กทุกคนเดินไปกราบพระประธานในโบสถ์ที่วัดใกล้นั้นเอง เราทำตามคำแนะนำ แต่แล้วเด็กน้องเยาวชนคนนั้นที่ชาวบ้านกล่าวว่า “ผีเข้า” ร้องกรีด...และไม่ยอมก้าวเข้าธรณีประตูโบสถ์ ดิ้นพราดๆ เพื่อนๆพยายามอุ้มเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเข้า จนเจ้าอาวาสท่านออกมาแล้วบอกว่า.... ไม่อยากเข้าก็ไม่ต้องเข้า เดี๋ยวอาตมาจะไปทำพิธีที่ค่ายเอง....
เจ้าอาวาสเป็นพระหนุ่มแต่ท่านสนใจเรื่องกรรมฐานและสิ่งเหลือเชื่อเหล่านี้ ท่านไปประกอบพิธีฝังยันต์ตรงมุมบริเวณค่ายทั้ง 4 มุม สวดคาถาอาคม เสกเป่าต่างๆ พร้อมพรมน้ำมนต์ให้ทุกคนและทั่วบริเวณค่าย ทุกคนโล่งใจ และสบายใจขึ้นเมื่อพิธีเสร็จ ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบ้านต่างมาเยี่ยมมายามกัน ถามไถ่กันตามประสาชนบทที่มาให้น้ำใจ กำลังใจ และแนะนำกันต่างๆนานา
ค่ายแตกเพราะเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก: คืนที่สองก้าวเข้ามาแบบหดหู่ เมื่อความมืดมาถึงทุกคนก็เกาะกลุ่มกันแน่น ต่างพยายามนอนหลับให้เร็วที่สุด พวกเราและเจ้าหน้าที่ค่ายยังคงเป็นเพื่อนเหมือนเดิม นั่งล้อมกองไฟ คุยกัน แต่ไม่ค่อยสนุกแล้ว...แล้วก็เกิดขึ้นอีก.....คราวนี้เสียงร้องของน้องเยาวชนสตรีคนเดิมร้องดังมาก..เพ้อ ไม่มีสติ พูดจาไม่รู้เรื่อง....(ไม่อยากบรรยาย..)
พวกเราปรึกษาหารือกัน แล้วพยายามควบคุมสถานการณ์ให้ไม่ตื่นตระหนกมากไป ชาวบ้านออกมาเป็นเพื่อน แล้วในที่สุดก็ตกลงว่าหากปล่อยไปเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ดี เราควบคุมไม่ได้ และเด็กก็ไม่มีสมาธิ จิตใจตระหนก อกสั่นขวัญหายกันหมด เสนอกันว่าให้ปิดค่ายเลย..รุ่งเช้าทุกคนไปกราบลาพระอาจารย์เจ้าอาวาสวัด ลาผู้นำชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ และชาวบ้านที่มาช่วยเหลือ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าที่ควบคุมน้องๆเดินทางออกจากสะเมิงกลับบ้าน ยกเว้นน้องคนที่ชาวบ้านกล่าวว่าผีเข้า ซึ่งเพื่อนจาก GGAT เอาตัวไปพักผ่อนที่สำนักงานในเมืองเชียงใหม่ซึ่งมีที่พักสะดวกสบาย
การปรากฏตัวของเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก 1 : คืนแรกที่สำนักงาน GGAT ในตัวเมืองเชียงใหม่ แม่บ้านสำนักงานมีอาการผิดปกติและในที่สุดกลายเป็นนางเทียมที่มีวิญญาณมาปรากฏ ด้วยสำเนียงพูดที่มิใช่เสียงของแม่บ้าน กล่าวว่า....พวกมึงเหยียดหยามกู..ไม่เคารพกู..พวกมึงมาส่งเสียงดัง (พวกเราร้องเพลง....) พวกมึงมาเยี่ยวใส่หัวกู .....ฯลฯ....พวกมึงไม่รู้หรือว่ากูคือเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก.. ถ้าพวกมึงไม่ขอขมาลาโทษกู...กูจะเอาให้เจ็บหนักกว่านี้.....ฯลฯ
เป็นที่เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นเหตุ ใครเป็นคนทำผิดธรรมนองคลองธรรมของพื้นบ้าน...และใครเป็นผู้มาอาละวาด สั่งสอนพวกเรา..นั่นคือเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก “เจ้าที่” บริเวณนั้น การถอดความหมายก็คือ พื้นที่นั้นมี “เจ้าที่” ชื่อเจ้าพ่อข้อมือเหล็กดูแลอยู่ เราเข้าไปจัดค่ายโดยไม่ได้บอกเล่า “เจ้าที่” แถมน้องเยาวสตรีไปอาบน้ำในลำห้วยตอนเย็น ตรงนั้นมี “หอเจ้านาย” ตั้งอยู่แล้วเธอ “ฉี่” ออกโดยไม่ขอขมา “เจ้าที่” แถมพวกพี่ๆหวังดีไปแหกปากร้องเพลงดังลั่นป่า เป็นที่รำคาญของ “เจ้าที่” ท่านจึงสั่งสอนให้ซะ... .
ในที่สุดเจ้าหน้าที่ GGAT และพวกเราซึ่งถือว่าเป็นคนสมัยใหม่(ในช่วงเวลานั้นนะ..) ก็ถูกผีบ้านผีเมืองสั่งสอนเสียครั้งใหญ่ เราสอบถามพิธีการขอขมาลาโทษจากผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วก็พินอบพิเทาดำเนินการด้วยความสำนึก....แล้วก็ส่งตัวน้องเยาวสตรีกลับบ้านด้วยประสบการณ์ชีวิตครั้งใหญ่ ที่ไม่ใช่เนื้อหาหลักสูตรของค่ายเยาวสตรีแม้แต่ น้อย แต่สร้างสำนึกแห่งคุณค่าของวิถีความเชื่อ และการคงอยู่ของสิ่งลี้ลับ.
การปรากฏตัวของเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก 2: ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น มีหนังสือทางสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาเรื่องหนึ่งออกมาชื่อว่า “ผีเจ้านาย” เขียนโดยอาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ และอาจารย์วิรดา สมสวัสดิ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาระที่ท่านอาจารย์เขียนกล่าวว่า ตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นอาณาจักรเก่าแก่แห่งหนึ่ง มีวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อของท้องถิ่นมากมาย และมีพิธีกรรมของเมืองเชียงใหม่ที่สำคัญพิธีหนึ่งคือการทำพิธี “ไหว้สาแม่เสื้อเมืองทรงเมือง” จัดพิธีที่ทุกประตูของกำแพงเมืองเชียงใหม่
“เสื้อเมืองทรงเมือง” มีมากมายหลายท่านหลายคนที่คอยดูแล ปกปักรักษาเมืองเชียงใหม่ แต่ละท่านก็มีอาณาบริเวณขอบเขตดูแล แบ่งปันขอบเขตเหมือนนายอำเภอปกครองพื้นที่ทำนองนั้น มีชั้นมียศ มีศักดินา ผู้เขียนคว้ามาเล่มหนึ่งอ่านไปอย่างสนใจ แล้วก็ปรากฏชื่อ “เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก” เป็นผู้ดูแลพื้นที่อำเภอสะเมิงควบมาถึงบางส่วนตำบลโป่งแยงของอำเภอแม่ริม....
ใจผมเต้นตึกๆ..นี่ไปลองของสูงเข้าแล้ว....
ยกมือท่วมหัว ที่ท่านแค่สั่งสอนเท่านั้นนะ.....
ทุกครั้งที่ผมเดินทางเข้าพื้นที่ชนบท เข้าป่าผมจะนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในใจเสมอ..
คนที่ไม่เจอกับตัวนี่ไม่เชื่อนะครับ
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ครับ
เข้าบ้าน กราบผีบ้านก่อนนอน
เข้าป่า กราบผีป่าก่อนเข้า
กราบผีเจ้า ก่อนขึ้นปี สุขขีตลอดกาล
สวัสดีครับน้องอ.ลูกหว้า
ผู้ใหญ่สูงอายุส่วนมากจะเคารพสิ่งนี้มากกว่าคนปัจจุบัน ท่านแนะนำถูกต้องแล้วครับ การเคารพสถานที่ ก็ถือว่าเป็นการแสดงกิริยาอาการที่ดีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ดีแล้วครับน้องลูกหว้า
สวัสดีครับคุณ Kwanchai
อ่านแล้วคิดว่าคุณKwanchai คงจะเคยเผชิญสิ่งเหล่านี้นะครับ ใช่ครับไม่ควรลบหลู่
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่องุ่น
น่าสนใจข้อปฏิบัตินี้นะครับ แต่ผมไม่เข้าใจ " กราบผีเจ้า ก่อนขึ้นปี " หมายความว่าอย่างไรครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บอกได้ว่ามิติที่นอกเหนือจากเรานั้นมีจริง ..และความเชื่อต่างๆมีที่มาที่ไป..เบิร์ดไม่เคยสัมผัสกับเรื่องแบบนี้หรอกค่ะแต่โตมากับคำสอนที่ว่าไปที่ไหนก็ให้ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง..ซึ่งก็ทำมาตลอดเพราะถือว่าการแสดงความเคารพไม่ใช่สิ่งเสียหาย เพราะทำให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ( ฝึกเราไปในตัวอีกด้วย อิ อิ )
ขอบคุณค่ะที่นำเรื่องที่น่าสนใจมาฝาก..ขอที่อยู่พี่บางทรายด้วยนะคะจะส่ง CD ไปให้ ( ถ้าว่างเชิญที่http://gotoknow.org/blog/beutifulmemories/95065
นะคะพี่บางทราย ^ ^ )
สวัสดีครับน้องเบิร์ด
ปรบมือให้คนอ่อนน้อม เป็นสิ่งที่ดูแล้วน่ารักด้วยซิใครก็ตามที่ทำสิ่งนี้
พี่เคนจำได้ว่าท่านอาจารย์นายแพทย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนั่งรถผ่านพระประธานที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลท่านยังยกมือไหว้เลย ดูแล้วน่ารักเป็นที่สุด พี่กลับมองเป็นการเสริมความเป็นผู้มีคุณธรรม นอบน้อมและเคารพในสิ่งที่เป็นสูงสุดของความเชื่อ
พี่แอบไปเยี่ยมน้องหลายครั้งแล้ว แต่คอยโอกาสเหมาะก่อนครับ เดี่ยวพี่ไปนะครับ
พี่ส่งที่อยู่ไปให้แล้วครับ
ขอบคุณครับ
ไปไหนก็ต้องไหว้เจ้าที่เจ้าทางนะครับ...ตอนผมอยู่เมืองนอกยังต้องไหว้เลยครับ..อย่างน้อยก็สบายใจครับ
โอชกร
พี่เองก็ทำเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดก็มีใจเคารพสิ่งเหนือธรรมชาตินี้ เราทำ เราได้ ก็ได้อย่างน้อยที่สุดสบายใจครับ
สวัสดีค่ะ
น่ากลัวจังค่ะ
ขอสารภาพว่า ไม่เคยเข้าป่าเลยในชีวิต ไม่เคยเห็นเรื่องน่ากลัวพวกนี้
มีแต่ไปอยู่ดอยสุเทพ แล้วเห็นเจ้าของที่จะๆเลย นอนอยู่ข้างๆด้วย สวดมนต์ ไม่ยอมลืมตาจนหลับ ว่างๆว่าจะเล่าให้ฟัง
สวัสดีครับsasinanda
เรื่องแบบนี้มักจะได้ยินมาก บ่อยจากป่าเขาน่ะครับ เรื่องในสะเมิงมีอีกหลายเรื่องทำนองนี้ครับ
บางครั้งมันเหมือนกับว่า ผีกลัวตึกรามบ้านช่อง เพราะเคยมีคนผีเข้า ชาวบ้านสองจิตสองใจว่าจะรักษาแบบพื้นบ้านหรือแบบส่งให้หมอตรวจสอบดูว่าเป็นโรคภัยไข้เจ็บหรือเปล่า ปรากฏว่าหมออนามัยบอกให้ส่งเข้าโรงพยาบาลใหญ่ สวนดอกในตัวเมือง แต่พอรถที่ผู้ป่วยนั่งมาพ้นดอย ภูเขาลงมาที่อำเภอแม่ริมเท่านั้นเอง หายเป็นปลิดทิ้ง จนชาวบ้านบอกว่า ผีกลัวตึก แต่ชอบป่าเขาต้นไม้อะไรทำนองนั้นครับ
ขอบคุณครับ ว่างๆเล่าให้ฟังบ้างนะครับ
สวัสดีค่ะคุณบางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
น่าสนใจมากเลยนะคะ ดิฉันเองก็ไม่เคยเจอแบบนี้ค่ะ แต่ถ้าไปที่ไหนไม่เคยไป ก็จะแสดงความเคารพโดยการตั้งจิตอธิษฐานระลึกในใจค่ะ
ตอนเรียน ป.ตรี ไป survey camp ที่ลพบุรี อยู่ประมาณ 3 อาทิตย์ พวกผู้หญิงอยู่บ้านยกพื้นรวมกันหลายๆ คน พวกผู้ชายนอนศาลาไม่มีฝา มีคืนนึงพวกผู้หญิงขึ้นบ้านไปนอนกันหมดแล้ว แต่เช้าขึ้นมาพวกเพื่อนผู้ชายมาถามว่าเมื่อคืนใครมานั่งอยู่ชานบันได แต่ก็ไม่รู้เพื่อนหลอกให้กลัวหรือเปล่านะคะ จำได้แต่ว่าใจคิดว่าถ้าเราไม่มีกรรมเวรต่อกันก็คงจะไม่มาทำอันตรายเรา แล้วถ้าต้องพบจริงๆ ก็จะต้องมีสติ อโหสิกรรมแก่กันประมาณนั้นค่ะ ..
สวัสดีครับ อ.กมลวัลย์
อ่านแล้วขนลุกเลยครับ...ผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ตรง และไม่คิดอยากมีครับ
ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางเทวดาเท่าไร แต่กลัวจริงๆจังๆ ครับ
สวัสดีครับคุณบางทราย
เรื่องแบบนี้เป็นปัจจัตตัง คือรู้ได้เฉพาะตัว บางคนจะสัมผัสได้เอง บางคนต้องมีสื่อ(ร่างทรง)
ถ้าตั้งใจศึกษากันจริงๆจังๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น เพียงแต่เรายังไม่มี"เครื่องมือวัด"ที่ดีพอที่จะวัดได้เท่านั้นเอง จึงคิดว่าเป็นเรื่อง"เหนือธรรมชาติ"
ทีวี โทรศัพท์มืถือ เชื้อโรค ไวรัส ฯลฯ ก็จัดได้ว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติของ"คนยุดเก่า"เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ไม่ประมาท ไปในที่ต่างถิ่น ขนาดเจอเจ้าถิ่นยังต้องฝากตัวเลย แล้วนี่เป็นเจ้าที่เจ้าพ่อที่มองไม่เห็นตัว ยิ่งต้องฝากทั้งตัวทั้งใจเลยแหละ ถึงจะรู้สึกปลอดภัย
ขอบคุณที่มีเรื่องเล่าสนุกๆมาฝาก
สวัสดีครับjoin_to_know
หากท่านสนใจลองหาหนังสือเรื่องผีเจ้านายของท่านอาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์มาอ่านดูนะครับจะทึ่งมากกว่านี้ ว่าเมืองเชียงใหม่ที่ใครๆอยากไปเที่ยวนี้ มีอะไรอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับอาจารย์อ.ศิริศักดิ์
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ คนสมัยก่อนยังไม่เข้าใจเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากนัก เมื่อมีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตแบบนี้ ก็ต้องฝากเนื้อฝากตัว แต่มองในแง่ดีก็มีมากนะครับที่เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมคนให้อยู่ในร่องรอย ธรรมนองคลองธรรม
ผมยังต้องวิ่งหาที่พึ่งเลยครับ
ขอบคุณครับอาจารย์
กราบผีเจ้า ก่อนขึ้นปี
คือไหว้เจ้า ขึ้นปี ในวันตรุษจีน ค่ะ
ส่วนประสพการณ์ลี้ลับ จะขอเล่าตอน AAR ใต้แสงจันทร์วันเฮฮาศาสตร์ 2 ที่บ้านพ่อครูนะค่ะ ( ตอนตี 2 )