Genetics . . . The Next Dominant Language - Harvard Business Review
จากการกล่าวถึง การพัฒนาทางด้านการศึกษา ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และที่สำคัญการพัฒนาการศึกษานี้ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์และศิลป์ทางด้านใด ก็แล้วแต่ ล้วนสำคัญ มีส่วนต่อภาพรวมของความผาสุขของประเทศไทย .. คราวนี้เข้าเรื่องมาต่อกันในห้วข้อ As The Future Carches You  นะครับ สำหรับ..ภาษาที่จะครองโลกต่อไปในอนาคต คือ Genetic Language (A-T-C-G) ซึ่งมีพัฒนาการเริ่มมาตั้งแต่ปี       ทศวรรษ 1850 ที่ Gregor Mendel ได้คิดค้นทดลองผสมพันธุ์เกสรต้นถั่ว และพบว่าในพันธุ์ต้นถั่วนั้นจะมียีนส์ที่ Dominate และถ่ายทอดไปยังต้นถั่วในรุ่นถัดไปได้ ในทางการแพทย์ก็มีการค้นพบเช่นกันว่าโรคบางโรคสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เช่นกัน แม้แต่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็เชื่อในเรื่องนี้ (Eugenics) โดยเชื่อว่าชนเผ่าอารยันดีที่สุด และต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวให้หมดไปจากโลกนี้ ความรู้ในเรื่อง Genetics นี้ ได้ช่วยให้มนุษย์ไม่อดตายด้วยเช่นกัน โดยหากการเกษตรไม่มีพัฒนาการเรื่อง  การตัดเติม/ต่อแต่งพันธุ์พืชแล้วอาหารคงไม่พอเลี้ยงพลโลกเป็นแน่ หากยังผลิตได้เท่าเดิม (ปี 1800 พลโลกมี 1,000 ล้านคน, 1927 มี 2,000 ล้านคน และปี 1999 มี 6,000 ล้านคน . . . มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นทวีคูณ) Genetics นี้ มีได้ในธรรมชาติตลอดเวลาเพียงแต่เราไม่ได้สังเกต เช่น ดอกไม้  ผลไม้  ก็มีการกลายพันธุ์     (Mutation) รวมทั้งสุนัขที่เราเลี้ยงอยู่ทุกวันนี้ในอดีตก็คือหมาป่านั่นเอง  รวมถึงโรคภัยต่างๆ ต่างก็มีพัฒนาการของมันอย่างไม่หยุดนิ่งเช่นกัน  

 

 

**

จนในปี 1953 นักวิทยาศาสตร์ 2 ท่าน คือ Jame Watson และ Francis Crick ก็ได้ ค้นพบ DNA ที่เป็นตัว    ถ่ายทอดคุณลักษณะ/พันธุกรรมต่างๆ จากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นปัจจุบัน  โดย DNA นี้มีได้ในสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นหนอน  ปลา  นก  แมลง  และมนุษย์เอง ในที่สุดปี 2000 มนุษย์ก็ได้ค้นพบ "แผนที่พันธุกรรม" ซึ่งประกอบไปด้วย DNA ของมนุษย์ และสามารถ     อ่าน Code นั้นออกมาได้ทั้งหมดแล้ว ภายใต้  "Code  A-T-C-G"
โครงสร้างโมเลกุลของ DNA มีลักษณะคล้ายขั้นบันได โดยรอบๆ จะประกอบด้วยน้ำตาลและฟอสเฟต และมีองค์ประกอบ 4 ตัว (A-T-C-G) ในการก่อรูปโครงสร้าง DNA นี้ขึ้นมา
 
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ  Digital Alphabet  01100011011101011  สามารถแปลงเป็นภาษาและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย  ดังนั้น หากนักวิทยาศาสตร์ค้นพบ "การเลือกและสลับ" ตัวอักษร A-T-C-G ได้ ก็สามารถปรับใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างมหาศาลเช่นกัน ลองจินตนาการถึงกลอนที่เชคสเปียร์แต่ง  ซึ่งมนุษย์ทุกคนต่างก็รู้ถึงจำนวนอักษรและคำในภาษาอังกฤษ   เท่ากัน แต่เช็คสเปียร์สามารถร้อยเรียงกลอน และบทประพันธ์ได้ไพเราะมากกว่าใคร  Genetics Language ก็เช่นกัน  ทุกคนรู้ตัวอักษร A-T-C-G  เหมือนกันกับ Digital Code แต่หากใครสามารถเลือกตัวอักษรและร้อยเรียงได้อย่าง    เหมาะสมเขาก็อาจประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างมหาศาล และสร้างความร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว