. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การมองโลกแบบไม่ขาวก็ดำหมายความว่า จะมีการคิดแบ่งเป็น สองขั้ว เช่น ถ้าไม่แพ้ก็ชนะ ไม่ดีก็ชั่ว ไม่สำเร็จก็ล้มเหลวซึ่งเป็นการมองโลกแบบเด็กๆ ที่มีแต่ความถูกกับความผิด ความดีกับความชั่วพระเอกกับผู้ร้าย ซึ่งในชีวิตจริงๆ แล้วไม่ง่ายเช่นนั้นเพราะคนทุกคนมีทั้งความดีและความชั่วปะปนกันอยู่ในตนเอง เราคงจะหาคนดีบริสุทธิ์หรือเลวบริสุทธิ์ได้ยากโปรดอย่าลงโทษตัวเองและคนที่เรารู้จักหรือที่เรารักโดยการมองโลกแบบสองขั้วเพราะมันเป็นการสร้างเงื่อนไขแห่งความผิดหวังให้แก่ตัวคุณเอง</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ที่มา:ส่วนหนึ่งของงานเขียนของ นวลศิริ เปาโรหิตย์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
- ศีลธรรมคือ สิ่งที่ทรงตัวอยู่โดยปรกติ ที่เป็นตามธรรมชาติ เป็นปกติจิตที่อยู่อย่างปราศจากโทษที่มุ่งหมายความสงบในทุกระดับของความหมาย
- คุณธรรมคือสภาวะแห่งคุณงามความดีทางความพฤติและจิตใจ เป็นวิจารณญาณและสามัญสำนึกของบุคคล ในตัดสินใจกระทำ"ธรรม"ที่เกิดคุณ
- จริยธรรมคือ ธรรมที่พึงประพฤติปฏิบัติตนเพื่อการบรรลุถึงสภาพชีวิตอันทรงคุณค่าพึงประสงค์และเป็นที่ยอมรับของสังคม
- กฏหมายคือ ข้อกำหนดของคนส่วนใหญ่ในสังคม เป็นสิ่งที่เขียนขึ้นกำหนดขึ้น ให้คนในสังคมปฏิบัติตามเพื่อให้สังคมนั้นๆ อยู่ได้ด้วยความสงบเรียบร้อยเป็นปกติสุข ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาความผิด-ถูก ดี-ขั่วความชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม ในการพิจารณาพฤติกรรมที่บุคคลได้กระทำลงไป
ทั้งหมดเป็น"นามธรรม"ที่ดีหรือชั่วก็เป็นสิ่งสมมุติเป็นสมมุติบัญญัติ ที่สมมุติกันเพื่อให้คนแยกว่าสิ่งไหนควรกระทำหรือไม่กระทำหากขอบของความชั่วยกระดับขึ้น ซึ่งผกผันกับจิตใจคนจนคนส่วนใหญ่เริ่มแยกไม่ออกว่าควรกระทำหรือไม่กระทำหรืออาจจะกระทำด้วยเหตุผลเพียงว่าใครๆเขาก็ทำกัน เมื่อนั้นแหละสังคมจะถึงขั้นวิกฤติ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราก็คือพยายามยับยั้งไม่ให้ขอบของความชั่วยกระดับสูงขึ้นด้วยการหมุนกงจักรแห่งความจริงของธรรมชาติโดยไม่แบ่งแยกดีชั่ว แบ่งแยกเชื้อชาติหรือศาสนาและต้องไม่คิดว่าคนที่กระทำความผิดทุกคนเป็นคนชั่ว แม้กระทั่งคนที่ต้องคุกติดตารางเพราะพวกเขาเหล่านั้น เพียงได้แต่หลงผิดเพราะไม่เห็นความจริงตามธรรมชาติ</p>
หากพวกเราสามารถทำให้พวกเขาเหล่านี้ มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความจริงของธรรมชาติแล้วพวกเขาเหล่านี้จะกลายเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ของคนดี ซึ่งจะมีพลังแห่งความดีที่มีมากกว่าคนดีที่ไม่เคยกระทำผิดอย่างประมาณไม่ได้
ในทางตรงกันข้ามกันหากสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยทำให้ทัศนะคติของบุคคลเหล่านี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นพวกเขาก็จะหลงผิดอย่างสุดโต่ง และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เช่นโจรผู้ร้ายที่กระทำความผิดจนต้องเข้าคุกเข้าตะรางแบบซ้ำซาก และทุกครั้งที่ออกมาใหม่ก็จะก่อความผิดร้ายแรงกว่าเดิมอีกด้วย
วิวัฒนาการของการสังหารผู้ต้องโทษ ขั้นสูงสุดอาจไม่ใช่การประหารโดยนักโทษไม่เจ็บปวด แต่เป็นการสังหารมาร สังหารความไม่รู้ในจิตใจของเขาเหล่านั้นต่างหาก ประเทศที่สามารถทำแบบนี้ได้จึงควรถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าไปพัฒนาแบบลงแหวตามฝรั่งเขาเลย
จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของแนวความคิดโครงการ"เรือนจำเรือนธรรม"และ"ราชทัณฑ์ ราชธรรม"

โครงการนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาและแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งมีทัศนคติที่ดีในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา มีทักษะ ประสบการณ์ และแนวการปฏิบัติธรรมตามหลักปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อการดำเนินชีวิตให้เป็นสุขเป็นประชาชนที่ดีของสังคมและประเทศชาติ เป้าหมายคือเจ้าหน้าที่ ๑๑,๐๐๐ คนและผู้ต้องขัง ๑๖๐,๐๐๐ คน ทั้งในส่วนกลางเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> หากเรานำแนวความคิดโรงเรียนวิถีพุทธ มาประยุกต์ใช้กับ งานราชทัณฑ์โดยจัดให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำวัตรเช้าเย็นและนั่งสมาธิในระยะเวลาสั้นๆโดยปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันแล้วแม้กายของพวกเขาจะต้องถูกกักขัง แต่ใจจะไม่โดนกักขังไปด้วยแน่นอน</p>
การให้เครื่องมือป้องกันความหลงผิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการให้“ธรรมมะ” ที่แปลว่าการให้สภาวะความจริงตามธรรมชาติซึ่งจะทำให้ ”ผู้หลงผิด”สามารถกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีของสังคมได้อย่างแท้จริง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ผิดกับพวกเราที่กายไม่ได้โดนกักขังแต่เรากลับขังกิเลสไว้ในใจอย่างมากมาย รอวันที่”กิเลส”จะแหกกรงขังออกมาทำร้าย”กาย”ทำร้าย”ใจ”ของผู้อื่นและตัวเราเอง</p>
แนวความคิดโรงเรียนวิถีพุทธนี้หากนำไปต่อยอดความคิด เราก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจและโรงเรียนเตรียมทหารได้ซึ่งอนาคตของพวกเขาเหล่านี้จะต้องกลายเป็นผู้นำที่ดีของบ้านเมืองเราอย่างแน่นอน
ข้าพเจ้าขอสัญญาว่า ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่จะผลักดันแนวความคิดวิถีพุทธนี้ให้สำเร็จให้จงได้แม้จะเป็นได้เพียงแรงผลักดันแรงเล็กๆก็ตาม
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางท่านอาจสงสัยเรื่องความหมายของคำต่างๆเช่นคำว่า คุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรม หากอยากจะรู้ "สมมุติับัญญัติ"ของคำศัพท์ที่แท้จริงให้เปิดตำราของผู้รู้อ่านนะคับ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ธัมมิกสังคมนิยมของพุทธทาสภิกขุ </p>
</span>
ที่คุมขัง...ที่ทุกข์ทรมาณมาก...สำหรับมนุษย์ก็คือ...
"ในใจ"...อันมืดมัวและหมองหม่นแห่งสืบผลมาจากการกระทำ...
เรามักนำเอาตัวเราเข้าไปสู่ที่คุมขังนี้อย่างไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา...
......
เราพาเราเข้าไปสู่ที่แห่งนี้ทุกวินาทีแต่เราไม่รู้ตัว...แต่กลับพยายามไปวิ่งจับเอาความชั่วของคนอื่น...มาคุมขังแทน...
ขอบคุณมากนะคะสำหรับ...บันทึกเรื่องนี้
(^____^)
กะปุ๋ม
'(^-------------------^)'
ผมยิ้มกว้างกว่า........... แข่งกันยิ้ม
ตอนนี้ก็ได้แต่คิดครับ ยังไม่มีปัญญาที่จะลงมือทำ....... เฮ้อ
สวัสดีคะ
ตามมาอ่าน และทำความรู้จัก คะ
อ่านแล้วถูกใจมากเลย สร้างสรรค์ชะมัด
โครงการ "เรือนจำเรือนธรรม" และ "ราชทัณฑ์ ราชธรรม"
"วิวัฒนาการของการสังหารผู้ต้องโทษ ขั้นสูงสุดอาจไม่ใช่การประหารโดยนักโทษไม่เจ็บปวด แต่เป็นการสังหารมาร สังหารความไม่รู้ในจิตใจของเขาเหล่านั้นต่างหาก "
คมมากๆ !
แม้แต่คนนอกเรือนจำอย่างเราๆก็เหอะ
บางที ใจ โดนกักขัง
หากใจโดนกักขังด้วยกิเลสก็ไม่ต่างอะไร เหมือนถูกจองจำ
สวัสดีครับคุณผึ้ง
ทุกคนสามารถคิดสร้างสรรค์เช่นนี้ได้ครับ
ยิ้มและเปิดใจเป็นผู้ให้
'(^-------------------^)'
มีตัวอย่างของสถานพินิจ ที่"ขังกายแต่ไม่ขังใจ"และน่าสนใจมากก็คือ
"บ้านกาญจนาภิเษก" ที่เริ่มต้นจากครูผู้หญิงท่านหนึ่งที่ต้องการดูแลและเยียวยาเด็กๆด้วยใจ
สาธุ
ขอสมัครเป็นเพื่อนทางlink ด้วยคะ
จะตามอ่านไปเรื่อยๆนะ