ขังกายแต่ไม่ขังใจกับแนวคิดวิถีพุทธ

สวนทัณฑสถานสาธารณะ    

  พวกเราเคยคิดไหมว่า ภาพยนต์มีส่วนต่อการปลูกฝังแนวความคิดและการกระทำของมนุษย์  โลกฝันที่มีแต่พระเอกและผู้ร้ายมันได้ฝังหัวพวกเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร  การมองโลกจริงที่พระเอกต้องกำจัดผู้ร้ายให้สิ้นซาก เป็นการมองโลกที่อันตราย ที่มีแต่ดำกับขาว ดีกับชั่ว แม้ว่าการใช้กฏหมายเป็นสิ่งที่จำเป็นให้เกิดความศักดิ์สิทธิ ผู้คนจะได้ไม่กล้ากระทำความผิดหรือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง (เชือดไก่ให้ลิงดู)  แต่จำเป็นด้วยหรือ ที่ต้องเข่นฆ่าแลประหารให้ตายจากกันไปข้างหนึ่ง  ถ้ากฎหมายที่มีโทษประหารชีวิตศักดิ์สิทธิ์จริง ป่านนี้ก็คงไม่มีคนกระทำความผิดให้โดนประหารกันแล้วละ ลิงมันไม่กลัวถูกเชือดหรอกนะเพราะโดยธรรมชาติของลิงส่วนมาก จะเป็นลิงที่"ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา"  

เราอาจเคยได้เห็นข่าว คนทำความผิดร้ายแรงแล้วโดนรุมประชาทัณฑ์ ซึ่งบางความผิดก็เป็นที่สมควรจะโดนเช่นนั้น กรรมแสดงผลของการกระทำชนิดที่ทันตาเห็น แต่ถ้าเรามองลึกๆแล้ว เราจะพบว่า เราก็ต่างเป็นเหยื่อของความไม่รู้ เหยื่อของปัญหาสังคม ที่พวกเราเองทั้งหมดร่วมกันสร้างขึ้น  

การที่มองโลกแบบพระเอกต้องกำจัดผู้ร้ายให้สิ้นซากนั้น แท้ที่จริงแล้ว ในบางแง่มุมพระเอกก็ไม่ได้ต่างจากผู้ร้ายเท่าใดนัก เพราะในชีวิตจริง จะหาคนที่ดีหรือเลวบริสุทธิ์นั้นหาได้ยาก  คนร้ายก็ยังกลับใจเป็นคนดีได้ คนดีก็ยังหลงผิดกระทำความชั่วได้ ดังนั้นแม้แต่คนร้ายที่กระทำความผิดจนต้องโทษติดคุกติดตะราง ก็ยังเป็นเพียงผู้หลงกระทำความผิดไปเท่านั้น               

การประหารชีวิตคือ การกำจัดผู้กระทำผิดไปจากสังคมด้วยการฆ่า การประหารชีวิตด้วยดาบถูกยกเลิกในปีพ.ศ.2477 เปลี่ยนมาเป็นการประหารชีวิตด้วยปืนหรือยิงเป้าแทน จนมาถึงปัจจุบัน แทนที่จะนำนักโทษประหารไปยืนตรึงกับหลักประหารเช่นเดิมก็เปลี่ยนเป็นการให้นอนบนเตียงประหาร ลงโทษประหารชีวิตด้วยการฉีดยาแทน นั่นคือวิวัฒนาการของการประหารชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะฆ่าให้ตายด้วยวิธีไหน สุดท้ายก็จบด้วยความตายเหมือนกันหมด ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นวิวัฒนาการของการประหารชีวิตในขั้นสูงสุด เพราะการวิวัฒนาการแบบนี้ เป็นเพียงการทำให้ไม่ตายอย่างน่าเกลียดหรือน่าหวาดเสียวแทน โดยมนุษย์ไปปรุงแต่งเรียกอย่างโก้เก๋ว่าเอาเองว่า เป็นการประหารที่มีมนุษยธรรม ตามเยี่ยงอย่างของประเทศตะวันตก ที่เขาหลงปรุงแต่งเอากันเองว่า ประเทศพัฒนาแล้ว อีกเหมือนกัน แท้จริงแล้วเราน่าจะเรียกพวกเขาอย่างเต็มประโยคว่า "ประเทศพัฒนาแล้วด้านวัตถุ" และเรียกว่าเป็น"ประเทศกำลังด้อยพัฒนาด้านจิตใจ"ซึ่งดูจะเหมาะสมกว่า    

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับและตระหนักว่า การใช้กฎหมายมาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผลแน่นอน หากเรารวบรวมข้อมูลทางสถิติของผู้ต้องโทษ ที่กลับเข้ามากระทำความผิดซ้ำ และถูกจองจำใหม่ เราก็จะพบว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ได้ผลเอาเสียเลย แถมยังเพิ่มปัญหาให้รุนแรงกว่าเดิมตรงที่ หากพวกเขากลับมาเข้าคุกใหม่ จะมีสาเหตุมาจากการกระทำผิดที่รุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วย       <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">      </p>

   

     

ประเทศที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิตอยู่ในปัจจุบัน  (RETENTIONIST)  

 โทษประหารชีวิต-การฉีดสารพิษเข้าร่างกาย
- การนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า
- การประหารโดยการรมแก๊ส
- การแขวนคอ
- วิธียิงเป้า
   

ปัญหาสังคมนี้เกิดจากพวกเขาเหล่านั้นเห็นว่า ความสำนึกละอายและเกรงกลัวต่อบาปเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วเป็น วิทยาศาสตร์ที่วิทยาการในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้นั่นเอง พวกเราในฐานะชาวพุทธ หากจะ  "..สังหารผลาญสิ้นทั้งโคตร.." ให้พวกเราสังหารความหลงผิด และฆ่าความไม่รู้ในตัวพวกเขาเหล่านั้น ด้วยการ อภัยเข้าถึง เข้าใจ รู้รักสามัคคีและเผยแพร่ความจริงให้บังเกิดขึ้นในจิตใจพวกเขาเหล่านั้น ด้วยการให้"ธรรมะ"ที่แปลว่า สภาวะความเป็นจริงตามธรรมชาติ 

 <p>1.เรือนจำเรือนธรรม</p>

.

13.ชีวิตที่เหลืออยู่

แม้ว่าพวกเรามิอาจจะยกเลิกโทษประหารชีวิตได้เนื่องจากเหตุผลนานับประการ ซึ่งในสังคมปัจจุบันนี้ แต่เราสามารถเปลี่ยนนรกบนดินให้กลายเป็นสวรรค์ให้กับเขาเหล่านั้นได้ ขณะที่นั่งรถผ่านสวนสาธารณะ"สวนรมณีนาถ" คำพูดหนึ่งของพระอาจารย์ก็ได้สะกิดใจของผม ท่านพูดว่า "สวนแห่งนี้เป็นเรือนจำเก่าที่เขาอนุรักษ์ไว้" นั่นคือจุดประกายที่ทำให้ผมคิดว่าถ้าเราเปลี่ยนเรือนจำทั้งหมดให้กลายเป็นสวนสาธารณะได้ก็คงจะดีอย่างน้อยสุดความร่มรื่นของสีเขียวก็น่าจะคลายความทุกข์ในใจของพวกเขาได้บ้าง 

 

 </span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>

 

</span>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   </p>

 

 

 

 

 

 

 

 

 click

 

แท้ที่จริงแล้วพวกเราก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ นักโทษที่เป็นทาสเท่าใดนักเป็นนักโทษประหารที่ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาขังกายและใจให้วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่สิ้นสุด เป็นนักโทษที่ไม่รู้วันประหารและไม่รู้ตัวว่าเป็นนักโทษ สนุกและเพลิดเพลินไปกับการถูกจองจำทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า เกิดมาต้องโดนประหารแน่ๆแต่มีน้อยคนนักที่จะหาวิธีแหกคุกแห่งการเกิดนี้    จะดีไหม ถ้าเราเปลี่ยนเรือนจำเป็นเรือนธรรมที่ขังกายแต่ไม่ขังใจ มองพวกเขาเหมือนกับผู้ติดโรคร้ายทางจิตใจที่เราทุกคนต้องช่วยกันบำบัด ขจัดโรคใจ โรคความไม่รู้ และโรคกรรมให้หมดไปสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่น สีเขียวที่น่าชื่นใจของธรรมชาติ คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะเยียวยาให้กับพวกเขาได้        

หากใครจะบอกว่า ทำไม่ได้หรอกสิ้นเปลืองงบประมาณยังมีปัญหาเร่งด่วนให้แก้ไขอีกเยอะ ก็ขอตอบในแง่มุมความคิดเห็นส่วนตัวว่าค่าโง่ทั้งหลาย เช่นค่าโง่ทางด่วน ค่าโง่สนามบิน เงินโกงกินคอรัปชั่นที่เสียไปเป็นแสนๆหมื่นๆล้าน ทำไมยังเสียได้ ในทางปฎิบัติแล้วการเปลี่ยนแปลงให้เกิดการพัฒนาและความเจริญขึ้นนั้นไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมากมายถึงขนาดนั้นเรามาเปลี่ยนเรือนจำ ให้กลายเป็นสวนสาธารณะที่ให้บริการเฉพาะนักโทษกันดีไหม  

 

</span>