แล้วเมืองไทยเราหล่ะครับ แบ่งคนกันอย่างไรบ้าง หากแบ่งคนกันได้แล้ว เราอาจจะทราบว่าการให้สิ่งต่างๆ กับคนแต่ละช่วง วัย นั้น จะต้องให้อย่างไร โดยเฉพาะการให้ทางด้าน ร่างกาย สมอง และจิตใจ
สวัสดีครับทุกท่าน
มาดูวิธีการแบ่งคนของผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย Cornell กันดูนะครับตั้งแต่เกิดถึงตายว่าเค้าแบ่งกันอย่างไร แล้วทำอะไรกันบ้าง http://people.cornell.edu/pages/jag8/lifecycle.html
| Comments on the Columns: |
Origins: Birth and Initial Growth of the Generations |
Gender: Family Relations, Siblings |
Society: Mutualism, Peer Groups |
Transformations: Life Stage Transitions |
|
| Organizational Level Regulating Parameter General Systems Stage |
Individual Physiological Gather |
Family Genetic Repeat |
Social Legal Share |
Species Evolutionary Transform |
|
| Comments on the Generations: |
Structural Hierarchy | ||||
| Metabolic Youth 0-24 Growing (Gen. 1) Gather |
G E N E R A T I O N S |
0-6 Birth, Child; Growth; Asexual Functional Development; Self-Awareness; Natal Home Speaking |
7-12 Boys and Girls; First Adult Teeth; Gender and Family Awareness; Grade School Reading |
13-18 Adolescence; Puberty; Friends, Gangs; Social Awareness; High School Writing |
19-24 Young Adult; Love, Marriage; In-Laws; Wisdom Teeth, Final Brain Development; Death of Grandparents; Global Awareness; College, Military, Dispersal Specialization, Jobs |
| Reproductive Parent 25-48 Creating (Gen. 2) Repeat |
25-30 Adult Employment Establish New Home Children Born |
31-36 Raising Children Gender Roles |
37-42 Career Social Productivity |
43-48 Mid-Life Crisis; Children Disperse and Marry; Menopause; Graying, Balding; Death of Parents |
|
| Perceptual Grandparent 49-72 Leading (Gen. 3) Share |
49-54 Middle Age Birth of Wisdom Children Establish Homes Grandchildren Born |
55-60 Grandparenting Family Mentoring and aid; Gender Merger |
61-66 Professional and/or Social Leadership |
67-72 Retirement; Reflection, Enlightenment; Death (average); Grandchildren Disperse and Marry |
|
| Spiritual (Ancestral) Great Grandparent 73-96 Counseling (Gen. 4) Transform |
73+ Old Age; Medically Extended Lifespan; Spiritual Development; Highly Variable Stages; Grandchildren Establish Homes, Great Grandchildren Born; "Second Childhood", Death, Transfiguration |
||||
| Ages are averages only; females develop earlier, live longer J. A. Gowan and A. T. Jaccaci (revised March 2006) http://www.people.cornell.edu/pages/jag8/index.html | |||||
เห็นแล้วเป็นอย่างไรครับ
แล้วเมืองไทยเราหล่ะครับ แบ่งคนกันอย่างไรบ้าง หากแบ่งคนกันได้แล้ว เราอาจจะทราบว่าการให้สิ่งต่างๆ กับคนแต่ละช่วง วัย นั้น จะต้องให้อย่างไร โดยเฉพาะการให้ทางด้าน ร่างกาย สมอง และจิตใจ
ร่วมทุกท่านให้ข้อมูลเรื่องนี้นะครับ ว่าจากอายุเริ่มปฏิสนธิ จนถึงสิ้นอายุขัย ควรจะให้อะไรกับคนบ้าง โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไทย และมีวัฒนธรรมสิ่งดีงามบนรากเหง้าที่ดีของไทย
หากให้เสร็จแล้วเชิญร่วม ถกกันต่อในบทความนี้นะครับ รวมพลัง G2K เพื่อ...การศึกษา....ปัญหาและแนวทางแก้ไข
ขอบคุณมากๆ นะครับ
เม้ง สมพร ช่วยอารีย์
สวัสดี หนุ่มไฟแรง "เม้ง"
ผมไม่ค่อยมีประสบการณ์ เลย งงงงงงง
จิบน้ำชาดีกว่า
สวัสดีครับพี่
น้อรก คุณ เม้ง ที่น่ารัก
สวัสดีครับพี่บ่าวพี่น่ารักครับ
แทนที่จะแบ่งตามอายุและตำแหน่งในสังคม เรามาแบ่งตามระดับความพร้อมในการเรียนรู้ดีไม๊ค่ะ บางทีอายุมากแต่ไม่ค่อย get มีกิเสศบังตา บางคนอายุยังน้อยแต่พร้อมสัมผัสรับรู้
มัทเคยอ่านมาคร่าวๆเกี่ยวกับการแบ่งแบบนี้ ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คือ ปัญญา
แทนที่จะแบ่งตามช่วงอายุ มาแบ่งว่าระดับการรับรู้เราอยู่ในระดับ
ชอบที่คุณเม้งใช่คำว่าสัมผัสรับรู้มากเลยค่ะ
เพราะต้องสัมผัส (sensing) ก่อนจริงๆ
จริงๆมี diagram ที่ update สุดแต่มันเป็น flash เอามา embed ไม่เป็น ตามไปดูได้ที่นี่ค่ะ
http://www.ottoscharmer.com/
เป็นการเรียนรู้แบบทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่ระดับปัจเจกด้วยค่ะ
เป็นการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคม
มาเสนอไว้เฉยๆเพราะฟังดูเข้าท่า แต่มัทก็ไม่ใช่ผู้เชียวชาญอะไรหรอกค่ะ
มีของ Ken Wilber อีกอันที่ครบ (comprehensive) แต่อ่านยากไปหน่อย
ทำให้ง่ายขึ้นคือ
เหมือนเดิมค่ะมาเสนอไว้เฉยๆเพราะดูเข้าท่า แต่มัทก็ไม่ใช่ผู้เชียวชาญอะไรหรอกค่ะ
มาบอกว่าคิดถึงครับ น้องบ่าว
บันทึกนี้ เนื้อแน่น น่าสนใจ คงได้เข้ามาดูอีกหลายๆรอบ .. แต่ตอนนี้ต้องรีบไปก่อนแล้วครับ .. หลายเรื่องรออยู่ … ทำไม่ค่อยทัน เพราะมันมาจากหลายทิศทาง และ หลายเงื่อนไขมากครับ
good morning my brother ขอโทษนะ ไม่ได้คุยกับพี่นานแล้ว แต่ผมยังไม่ลืมพี่หรอกนะคับ…หลายวันมานี้ Mom อยู่กับผมตลอด กลายเป็นว่า เธอติดผมมากกกก…แต่พอเปิดเทอมแล้ว ไม่รู้ว่าจะติดผม หรือจะติดงานกันแน่ คิดถึงพี่นะคับ
สวัสดีครับคุณมัทนา
สวัสดีครับพี่บาว
สวัสดีครับน้องชาย
สวัสดีครับคุณนิเวศน์
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
มาดูยิ้มๆกับอีตา wilber ที่พูดถึงการเรียนรู้ของมนุษย์ที่คุณมัทเอามาฝาก..
เอาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนูษย์มาเติมเต็มแล้วกันค่ะเผื่อจะเอาไปจัดการศึกษาได้บ้าง
ปัจจัยที่ทำให้มนุษย์เรียนรู้ได้ต่างกัน มี 5 ด้าน
เอามาฝากเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างน่ะค่ะ ^ ^
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
อย่างนี้เค้าเรียกว่าตกกระไดพลอยโจน..^ ^
" การที่คนจะสอนคนหรือสร้างแรงจูงใจให้คนหนึ่งทำอะไรบ้าง เราต้องใช้หลักจิตวิทยาอย่างไรบ้างครับ "
คำถามนี้ตอบลำบากมากเลยค่ะ เพราะถ้าตอบแบบทฤษฎีก็จะยาวและเข้าใจยาก..เอาเป็นว่าคำถามนี้เกี่ยวกับคำสองคำทางจิตวิทยาคือ " แรงจูงใจ " และ " การจูงใจ "
แรงจูงใจ เป็นพลังที่อยู่ในตัวบุคคลมี 3 อย่างค่ะ คือ แรงจูงใจทางชีววิทยา ได้แก่ ความหิว ความกระหาย ความต้องการความอบอุ่น หรือความต้องการทางเพศ...แรงจูงใจทางการกระตุ้น เช่นการรับสัมผัส การสำรวจ ความอยากรู้อยากเห็น ความสุขสบายและการมีศักยภาพของตนเอง...แรงจูงใจทางสังคมที่เป็นการเรียนรู้ เช่นแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แรงจูงใจใฝ่อำนาจ และแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่เกิดจากการเรียนรู้และเน้นไปที่ประสบการณ์ที่ได้รับจากคนอื่น
การจูงใจ เป็นการใช้สิ่งล่อใจเพื่อให้ทำในสิ่งที่เราต้องการ เช่นการให้รางวัล คำชมเชย โบนัส ฯลฯ
เราจะเลือกใช้การจูงใจให้สอดคล้องกับแรงจูงใจของแต่ละบุคคลค่ะ..ซึ่งการจะทราบแรงจูงใจต้องใช้การสังเกตจากพฤติกรรมที่เค้าแสดงออกมา เช่นชอบไปทานอาหารที่ร้านข้างที่ทำงานเป็นประจำ ก็ต้องดูว่าเป็นเพราะอะไรอาหารอร่อย ขี้เกียจ หรือชอบลูกสาวเจ้าของร้าน..แต่เราอยากให้เค้ามาทานกับเราเราก็ต้องสังเกตแล้วเลือกการจูงใจให้เหมาะสม เช่นถ้าเป็นเพราะอาหารอร่อยก็เอาอาหารอร่อยที่เราอยากให้เค้ามาทานกับเรามาล่อ..แต่ถ้าเป็นเพราะชอบลูกสาวเจ้าของร้านเราก็คงต้องบอกว่าจะบอกเทคนิคดีๆให้ ^ ^..วิธีการใช้จิตวิทยาก็เป็นทำนองนี้แหละค่ะ
" หากเราจะนำแนวทางทางด้านหลักจิตวิทยา เช่น จิตวิทยาการสอน การถ่ายทอด ไปปรับและประยุกต์ใช้ในระดับครอบครัว โรงเรียนทั้งในและนอกระบบ ตัวผู้ให้ควรมีการศึกษาเรื่องใดและให้แนวทางอย่างไรบ้างครับ ในการฝึกตัวเองให้พร้อม และนอกจากเป็นครูในวิชานั้นๆ แล้วยังเป็นนักจิตวิทยาเข้าไปด้วย คือรู้ว่าควรให้อะไรอย่างไรบ้าง กับคนในช่วงวัย หรือกลุ่มที่ต่างๆกันไป ตามปัจจัยอื่นๆ ด้วยนะครับ "
หลักจิตวิทยาจริงๆมีแค่Tuning in ...Scan disharmony ..และ Realization ..ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้เราต้องไม่มี " ตัวเรา " อยู่เลยน่ะค่ะ..ภาษาเบิร์ดเรียก Tuning in คือพยายามจูนคลื่นเราให้ตรงกับเค้า ไปอยู่กับเค้า ( ในความรู้สึกของเค้า ) โดยไม่ตีตรา..แล้วเค้าจะตามเราออกมาเอง.. สั้นๆคือ เข้าใจความต้องการ ( แบบเข้าถึงข้างในของเค้าเลยนะคะ )..ร่วมหาปัญหาที่เกิดขึ้น..แล้วก็พาเค้าออกมาสู่ความเป็นจริงร่วมกันกับเรา..
โอย ! หวังว่าพอจะช่วยได้นะคะ พยายามย่อสิ่งที่เรียนมาทั้งหมดให้เหลือเท่าที่จะอธิบายได้โดยไม่งงทั้งคนพูดและคนฟังน่ะค่ะ
เอาของแถมละกันนะคะ.. กฤษณมูรติกล่าวไว้ว่า " ถ้าครูสามารถปลุกวิญญาณของการเรียนรู้ของเด็กได้ เขาก็ไม่ต้องสอนสิ่งที่เด็กจะต้องรู้เลย เพราะสิ่งที่เด็กจะต้องรู้เด็กจะเรียนรู้เอาเอง " ..คุณครูคนเก่งเอาไปคิดต่อเองนะคะ ^ ^
ผ่านมาทางนี้มาแตกประเด็นแถวนี้ดีกว่า เรื่องไมเคิล ไรท์ ของคุณเอก ไมเคิล ไรท์ เขาบอกว่า (ผมไม่ได้บอกเองนะ )
ปัญหาหลัก คือ ระบบการศึกษาไทย
แล้วแกเล่าให้ฟังอีกว่า "วันหนึ่ง ผมมีข้อสงสัยจึงขอดูสารานุกรมฉบับดังกล่าว ผมพลิกดูแล้วรู้สึกมหัศจรรย์ว่าทำไมจึงสะอาดสะอ้านเหมือนใหม่ ผมทักกับบรรณารักษ์ว่า "เด็กไทยนี้นิสัยดีจัง ถึงรักษาสารานุกรมให้สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนมือ, ผิดกับสารานุกรมฝรั่งที่มักมอมแมมด้วยฝีมือเด็กสกปรก"
แล้วแกก็มีอ้างอิงเข้าไปอีก " ในหนังสือ Partners in Learning ของ Maureen Wickremasighe (ISBN 955-97827-5-4) ว่าด้วยบูรณาภาพ (Continuity ?) ระหว่างวัยทารกกับวัยเริ่มเข้าเรียนหนังสือ
หนังสือดังกล่าวขึ้นต้นด้วยทารกเริ่มคลาน ว่ามีความอยากรู้อยากเห็นสูงมาก ย่อมสำรวจรอบตัวจับหัวแมวหางหมาว่ามีสรรพคุณอะไรบ้าง คว้าขี้ดิน ด้ามร่มเข้าปากว่ากินอร่อยแค่ไหน ต่อมาพอเดินได้ ทารกจะเริ่มเล่นและมักจะเล่นสกปรกมอมแมม เช่น เล่นทราย สาดน้ำ ปั้นดินเป็นขนม (Mud Pies) ออกขายกันสมมติเป็นตลาด ฯลฯ
ต่อมาเมื่อเด็กโตขึ้นมา ครูชั้นประถมตอนต้นควรใช้พลังสงสัยอยากรู้อยากเห็นนี้เป็นเครื่องมือในการสอนให้เด็กเรียนรู้อักษรและเลขด้วยความสนุกสนาน อยากรู้อยาก"
พอแค่นี้ละกัน เอาสรุปของแกทิ้งไว้ให้พี้เม้งละกัน น่าจะตรงประเด็น แกบอกว่า
"การจะแก้ระบบการศึกษาในระดับมัธยมหรืออุดมศึกษา เป็นการสิ้นเปลือง, ยุ่งยากและแพง
เรากลับไปแก้ระบบการศึกษาในระดับก่อนการเรียน (Pre-school) และระดับประถมขั้นต้นจะไม่ดีกว่าหรือ ?"
ชี้แจง :
ผมรุ้จักไมเคิล ไรท์ มาหลายปี น่าจะนานเท่ากับที่รู้จัก อ.นิธี, นพ.ประเวศ, อ.ธีรยุทธ และรงค์ วงษ์สวรรค์ ผมรู้จักผ่านตัวอักษรเป็นแสนๆ ตัว ผมไม่ได้บอกให้เชื่อฝรั่ง แต่อยากให้ฟัง ให้อ่าน ให้มองภาพจากอีกมุม มุมที่เราไม่เคยเดินออกไปมอง
สวัสดีครับคุณเบิร์ดครับ
สวัสดีครับน้องเลี่ยม
เรากลับไปแก้ระบบการศึกษาในระดับก่อนการเรียน (Pre-school) และระดับประถมขั้นต้นจะไม่ดีกว่าหรือ ?"