ผ่านมาทางนี้มาแตกประเด็นแถวนี้ดีกว่า เรื่องไมเคิล ไรท์ ของคุณเอก ไมเคิล ไรท์ เขาบอกว่า (ผมไม่ได้บอกเองนะ )

ปัญหาหลัก คือ ระบบการศึกษาไทย

    1. ไม่เชิดชูหรือส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นสันดานแท้ๆ ของเด็กทุกคน
    2. ไม่ชวนให้เด็กสงสัยหรือซักถามซึ่งเป็นสิทธิของเด็กทุกคน และ
    3. ไม่เปิดโอกาสให้เด็กคิดสร้างสรรค์หรือจินตนาการตามที่เด็กเกือบทุกคน (อาจทำได้)

แล้วแกเล่าให้ฟังอีกว่า "วันหนึ่ง ผมมีข้อสงสัยจึงขอดูสารานุกรมฉบับดังกล่าว ผมพลิกดูแล้วรู้สึกมหัศจรรย์ว่าทำไมจึงสะอาดสะอ้านเหมือนใหม่ ผมทักกับบรรณารักษ์ว่า "เด็กไทยนี้นิสัยดีจัง ถึงรักษาสารานุกรมให้สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนมือ, ผิดกับสารานุกรมฝรั่งที่มักมอมแมมด้วยฝีมือเด็กสกปรก"

แล้วแกก็มีอ้างอิงเข้าไปอีก " ในหนังสือ Partners in Learning ของ Maureen Wickremasighe (ISBN 955-97827-5-4) ว่าด้วยบูรณาภาพ (Continuity ?) ระหว่างวัยทารกกับวัยเริ่มเข้าเรียนหนังสือ

หนังสือดังกล่าวขึ้นต้นด้วยทารกเริ่มคลาน ว่ามีความอยากรู้อยากเห็นสูงมาก ย่อมสำรวจรอบตัวจับหัวแมวหางหมาว่ามีสรรพคุณอะไรบ้าง คว้าขี้ดิน ด้ามร่มเข้าปากว่ากินอร่อยแค่ไหน           ต่อมาพอเดินได้ ทารกจะเริ่มเล่นและมักจะเล่นสกปรกมอมแมม เช่น เล่นทราย สาดน้ำ ปั้นดินเป็นขนม (Mud Pies) ออกขายกันสมมติเป็นตลาด ฯลฯ
          ต่อมาเมื่อเด็กโตขึ้นมา ครูชั้นประถมตอนต้นควรใช้พลังสงสัยอยากรู้อยากเห็นนี้เป็นเครื่องมือในการสอนให้เด็กเรียนรู้อักษรและเลขด้วยความสนุกสนาน อยากรู้อยาก
"

พอแค่นี้ละกัน เอาสรุปของแกทิ้งไว้ให้พี้เม้งละกัน น่าจะตรงประเด็น แกบอกว่า

"การจะแก้ระบบการศึกษาในระดับมัธยมหรืออุดมศึกษา เป็นการสิ้นเปลือง, ยุ่งยากและแพง
            เรากลับไปแก้ระบบการศึกษาในระดับก่อนการเรียน (Pre-school) และระดับประถมขั้นต้นจะไม่ดีกว่าหรือ ?"

ชี้แจง :

 ผมรุ้จักไมเคิล ไรท์ มาหลายปี น่าจะนานเท่ากับที่รู้จัก อ.นิธี, นพ.ประเวศ, อ.ธีรยุทธ และรงค์ วงษ์สวรรค์ ผมรู้จักผ่านตัวอักษรเป็นแสนๆ ตัว ผมไม่ได้บอกให้เชื่อฝรั่ง แต่อยากให้ฟัง ให้อ่าน ให้มองภาพจากอีกมุม มุมที่เราไม่เคยเดินออกไปมอง