ในปัจจุบันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงแห่งสังคมดิจิตอล ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทำให้ความมีขอบเขตของระยะทาง ระยะเวลานั้นดูสั้นลง โดยเฉพาะในการเรียนรู้นั้นนับว่ามีความสะดวกมาก อยู่ที่ไหน เมื่อไร ก็เรียนรู้ได้ผ่าน ICT ผู้เขียนได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ Oxford BrooksUniversityที่ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นมหาวิทยาเปิดมีนักศึกษาราวหนึ่งหมื่นหกพันคนใน 3 วิทยาเขตและ 8 คณะวิชา จึงได้ศึกษาการพัฒนาการเรียนรู้สู่โลก ICT ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ดำเนินการเป็นประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังดังนี้ สิ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ดำเนินการมาแล้วเป็นลำดับได้แก่การปรับปรุงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน จัดตั้ง Media Workshop เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนอาจารย์ที่มีความกระตือรือร้นในการพัฒนา e-learning ในวิชาที่ตนเองรับผิดชอบ จัด learning technologist ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับเรื่องการเรียนรู้ เข้าไปทำงานประจำในแต่ละคณะวิชาแห่งละ ๑ คน จัดการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมความร่วมมือกันของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยเอง และองค์กรภายนอก รวมทั้งดำเนินการวิจัยและประเมินผลโครงการ การสร้าง Media Workshop นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของมหาวิทยาลัย เป็น technical infrastructure เพื่อการสนับสนุนบุคลากรให้สามารถใช้เทคโนโลยีในการสอนทั่วทุกคณะวิชา และพัฒนา web-based learning environment ในลักษณะที่เป็น template-based (ใช้ WebCT) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อบุคลากรในการเข้ามาใช้ และสามารถใช้ได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการของบุคลากรแต่ละคนและคณะวิชา ให้ความสนใจสอบถามนักศึกษาถึงผลกระทบที่มีต่อการเรียนของพวกเขา พัฒนา template อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากร เน้นที่การออกแบบ e-learning เพื่อสนับสนุนการเรียนในชั้นเรียนปกติ ไม่ใช่จัดเป็นระบบการศึกษาทางไกลขึ้นมาต่างหาก จึงเป็นการช่วยพัฒนาบุคลากรให้สามารถก้าวหน้าขึ้นไปได้ตามลำดับ ไม่เน้นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ค่อย ๆ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นขั้นตอน รับฟังความเห็นของบุคลากรและนักศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันยังมี online courses ไม่มากนัก มีเฉพาะบางเรื่อง บางวิชาเท่านั้น เนื่องจากยังเป็น campus-based learning ต่อไปจะมีการขยายระบบการเรียนนอกวิทยาเขตด้วย รวมทั้งรับฟังความเห็นของนักศึกษาและนำมาใช้ในการออกแบบ e-learning เพื่อช่วยให้การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและการเรียนรู้ของนักศึกษาเหมาะสมยิ่งขึ้น ลักษณะ e-learning ของมหาวิทยาลัยแบ่งเป็น ๓ ระดับคือ ระดับแรกเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนและการสนับสนุนนักศึกษา ใช้ web site เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิชา เช่น จุดมุ่งหมาย การประเมินผล ตัวอย่างข้อสอบและคำตอบ รายการหนังสือที่จะต้องอ่าน ระยะเวลาในการเรียนแต่ละหัวข้อเรื่อง วิธีการติดต่อกับอาจารย์ เครื่องมือในการวัดผล วิธีการติดต่อไปถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตำราเรียนและเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการสอน ระดับที่ ๒ เป็นการผสมผสานวิธีการที่หลากหลายเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการเรียนของนักศึกษา ได้แก่ระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ระหว่างนักศึกษากับนักศึกษา โดยใช้ e-mail หรือ discussion board ช่วยให้นักศึกษาที่อยู่ห่างไกลสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ถามปัญหา และอภิปรายเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เรียน ระบบการทำงานร่วมกัน แบ่งปันทรัพยากรที่จำเป็นและผลลัพท์ที่ได้ ระบบการประเมินผล เพื่อให้ผลป้อนกลับกับนักศึกษา สนับสนุนการติดตามความก้าวหน้าในการเรียนของแต่ละบุคคล หรือใช้สำหรับการสอบปลายภาค มอบหมายงานและรับผลงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แต่การใช้เพื่อการสอบโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัยยังไม่เหมาะสมนักในระบบนี้ อีกระบบหนึ่งคือการให้เนื้อหาการเรียนที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้อย่างสะดวก ดำเนินไปตามขั้นตอนที่เหมาะสมกับความเร็วของแต่ละคน แนะนำแหล่งการค้นคว้าและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนด้วยตนเอง ส่วนระบบสุดท้ายคือจัดระบบการเรียนแบบ online เต็มรูป มีการนำเสนอเนื้อหาวิชา มีระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาและนักศึกษากับนักศึกษา รวมทั้งการติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาแต่ละคน แรงผลักดันของการนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปผสมผสานกับการสอนในชั้นเรียน (blended learning approach) นั้นก้าวไปได้ดีพอสมควร เนื่องจากมีส่วนผลักดันจากฝ่ายนักศึกษามากขึ้น คนรุ่นใหม่ต่างคุ้นเคย ชื่นชอบ และมีประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีมากกว่า ยิ่งมีอาจารย์ใหม่ ๆ เข้ามาทำงานมากขึ้นก็จะได้การนำ e-learning เข้ามาใช้ด้วยความตั้งใจมากขึ้น เนื่องจากพวกเขาได้รับประสบการณ์มาจากครั้งเป็นนักศึกษาบ้างแล้ว และได้รับการฝึกอบรมก่อนเข้าทำงานด้วย การต่อต้านการใช้ e-learning จึงค่อย ๆ ลดน้อยลง นอกจากนั้นแล้วยังใช้วิธีการส่งเสริมให้อาจารย์สร้างสื่อของตนเองได้ โดยความร่วมมือของนักศึกษา ไม่ประสงค์จะให้ Media Workshop สร้างให้กับทุกคน ซึ่งเป็นไปไม่ได้และต้องใช้เวลามาก เมื่ออาจารย์สามารถทำได้แล้วก็จะปรับแก้ไขได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากความรู้ที่นำมาใช้สอนกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น อาจารย์จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วจึงจำเป็นต้องสร้างสื่อด้วยตนเอง เมื่อเริ่มสร้างได้แล้วและใช้ได้ผลก็จะมีกำลังใจให้ดำเนินการปรับปรุงคุณภาพของสื่อได้ต่อไป มหาวิทยาลัยเน้นคุณค่าของการสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาและนักศึกษาด้วยกันเอง มากกว่าที่จะมุ่งนำเสนอเทคโนโลยีที่เลอเลิศ พยายามส่งเสริมการเรียนโดยการทำกิจกรรมร่วมกัน สำหรับการประเมินเรื่องค่าใช้จ่ายและผลที่ได้รับนั้นนับว่าเป็นเรื่องยากที่จะวัดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากมีการเปรียบระหว่างการใช้และไม่ใช้ e-learning ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือเวลาของบุคลากรที่จำเป็นต้องใช้สำหรับเรื่องนี้ แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการใช้ e-learning ในลักษณะผสมผสานกับการสอนตามปกติมากขึ้น Web site ของมหาวิทยาลัยใช้โปรแกรม WebCT และเพิ่มเติมส่วนอื่น ๆ เข้าไป เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ได้มากขึ้น จัดการความรู้ได้มากขึ้น มีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเรียกว่า E-activity ซึ่งเป็นตัวอย่างของ active learning online คือเป็นเวทีแสดงกิจกรรมของกลุ่มที่สนใจอ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วนำเสนอไว้ คนอื่น ๆ ที่อ่านเรื่องเดียวกันสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อมูลต่าง ๆ ได้ (virtual reading group) เน้นการบริการเรื่องการประเมินผลการเรียนด้วยตนเอง และที่สำคัญคือมี Media Workshop Wiki ซึ่งเป็นเวทีสำหรับการทำงานร่วมกันบน web เช่น นักศึกษาอาจตั้งคำถามขึ้นแล้วเปิดให้คนอื่น ๆ เข้ามาช่วยกันหาคำตอบ เป็นการศึกษาตามอัธยาศัยที่ดีมาก นำไปสู่ problem-based learning ได้เป็นอย่างดี สามารถนำไปผสมเข้ากับ webCT ได้เป็นอย่างดี อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ weblogs สำหรับสร้างบันทึกประจำตัว ทำให้สามารถแสดงความคิดต่าง ๆ เป็นประจำวันเพื่อให้คนอื่น ๆ สามารถเข้ามาดู ศึกษา และแลกเปลี่ยนด้วย จึงนับเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับงานการศึกษานอกโรงเรียนเป็นพิเศษ ประสบการณ์ดีๆที่ Oxford BrooksUniversity ที่สามารถนำมาใช้ในการปฏิวัติการเรียนรู้สู่โลก ICT หนึ่งใน Best Practice ที่มาเล่าสู่กันฟังโดยหวังที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับสถานศึกษาแต่ประเภทต่อไป ในระดับมหาวิทยาลัยของไทยนั้นคงมีความพร้อมในการดำเนินการได้สูง สำหรับสถานศึกษาประเภทอื่น เช่น โรงเรียนก็จะมีศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT แตกต่างกันหลายระดับอยู่ที่ว่าจะจับประเด็นสาระใดไปใช้ได้บ้างตามความเหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
เทคโนโลยีต่างๆ ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนบางครั้งถ้าเราพลาดไม่ติดตามทำให้เราล้าหลังไปในพริบตาเลย การพัฒนานั้น เราต้องติดตามและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเรียนไม่รู้จบ และนำความรู้ไปพัฒนาตนเอง และถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้
เทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัฒน์มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เราควรจะต้องสนใจและก้าวไปให้ทันกับมัน เราจะได้Active ตัวเองไปในตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปปรับใช้กับตัวเองให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากมาย เราควรที่จะก้าวตามเทคโนโลยีให้ทัน ชีวิตจะไร้ค่าถ้าไม่ไขว่คว้าหาสิ่งดี ๆ
เทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัฒน์มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนตามไม่ทันเพราะเทคโนโลยีต่างๆ ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนบางครั้งถ้าเราพลาดไปไม่มีการติดตามสนใจที่ศึกษาค้นคว้าหาสิ่งดีมาให้กับตนเองก็คนไร้ค่า
พร้อมหรือไม่ เหมาะสมเพียงใด ทรัพยากรพอไหม คือการคิดที่ก้าวไกลให้ทันเทคโนโลยี
เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นมากในโลกปัจจุบัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางเกือบทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราจึงควรหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
ในโลกปัจจุบันมีสิ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขอขอบคุณที่นำข้อมูลดีๆมาบอกกล่าวคะ
เป็นเรื่องที่ดีที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมให้การทำงานหรือการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีมุมมองในเรื่องๆ หนึ่งเพิ่มมากขึ้น..สำหรับเมืองไทย คงต้องดูที่บริบทของแต่ละองค์กร ว่าจะนำมาใช้ได้เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร?
ขอบคุณ คุณจ๊ะจ๋าครับสำหรับคำแนะนำ