"อย่ามอง KM เป็นเป้าหมาย ต้องทำงานและเอางานของเราเป็นเป้าหมาย และใช้KM เป็นเครื่องมือ"

          เมื่อวานนี้ ( 2 พ.ค. 2550 )   เป็นครั้งแรกสำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร ได้มีการปรึกษาหารือคณะทำงาน KM องค์กร ( ไม่อยากเรียกว่าการประชุมคณะทำงาน ) เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกันในปีนี้

           เริ่มต้นด้วยการเล่าความเข้าใจเรื่องการจัดการความรู้ของ CKO ว่า KM นั้นคืออะไร... ท่านก็ยอมรับว่าเพิ่งเข้าใจหลังจากไปรับการชี้แจงเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 นี้เอง จากการจัดชี้แจงของส่วนกลาง ที่ได้เชิญ ดร.ประพนธ์  ผาสุขยืด มาเป็นวิทยากร

          หลังจากนั้นก็เป็นการแสดงความคิดเห็นต่อ KM ของสมาชิกหลายๆ ท่าน บางท่านก็เข้าใจและเห็นด้วย บางท่านก็ไม่เข้าใจหรือยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับเครื่องมือนี้.....

         จึงเป็นบทบาทของผมอีกครั้ง ที่ได้นำเสนอแนวการปฏิบัติที่ใช้ KM มาเป็นเครื่องมือในการทำงาน โดยได้สอดแทรกไว้ในหลายๆ กิจกรรม เช่น การสอนงานคนมาทำงานใหม่  การฝึกเจ้าหน้าที่ให้เป็นวิทยากรกระบวนการ  การจัดการ ลปรร.ระหว่างเจ้าหน้าที่กับเจ้าหน้าที่ การ ลปรร.ระหว่างเจ้าหน้าที่กับเกษตรกร  เกษตรกรกับเกษตรกร เป็นต้น

          จากนั้นก็มีการปรับความเข้าใจ และพูดถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะดำเนินการในการทำงานส่งเสริมการเกษตรของหน่วยงานกันต่อ  ซึ่งก็ยังไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนในการร่วมหารือ  และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพที่ชัดเจน  ผมก็ได้นำเสนอ VCD ของโรงพยาบาลบ้านตากให้ได้ชมกันอีกรอบหนึ่ง (เคยนำเสนอแล้วหลายรอบ)

          สุดท้ายหลายท่านเริ่มมองเห็นแล้วว่า หน่วยงานจะนำ KM มาปรับใช้และเป็นเครื่องมือในการทำงานได้อย่างไร  และผมก็ได้เน้นย้ำอีกครั้งว่า "อย่ามอง KM เป็นเป้าหมาย  ต้องทำงานและเอางานของเราเป็นเป้าหมาย เป็นตัวตั้ง และใช้KM เป็นเครื่องมือ"

          เป็นประสบการณ์หนึ่งของการสร้างความเข้าใจของคนทำงานร่วมกันในองค์กร  ในเรื่องของการใช้ KM เป็นเครื่องมือในการทำงาน   ซึ่งเป็นบทเรียนที่ได้เรียนรู้ว่าในการทำหน้าที่คุณอำนวยในองค์กรนั้น ได้เรียนรู้อะไรบ้าง .... ดังนี้ครับ

  • ในอดีตที่เราได้ทำ KM โดยไม่บอกว่าทำ(ทำด้วยคนมีใจ)  โดยพยายามแทรกให้เป็นเนื้อเดียวกับงานนั้น  แม้จะได้ผลต่องาน แต่บางครั้งก็ไม่ได้สร้างการเรียนรู้-ยอมรับ  หรือความพอใจของเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาเลย  เพราะเขามองไม่เห็น  ดูเหมือนว่าทำแบบไม่มีหลักการ  บอกผลชัดเจนไม่ได้  จับต้องไม่ได้ (เป็นเพราะมองไม่เห็นและนั่นเป็นธรรมชาติของคน) 
  • การปรับให้ทำKM แบบเป็นทางการ(มีคณะทำงาน/แผน /ตัวชี้วัดฯลฯ)  แม้ว่าเราจะไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะเราไม่ได้คิดแยกส่วนทำ KM ออกจากงาน   แต่ก็ต้องทำและต้องทำใจ เพราะนั่นคือวัฒนธรรมขององค์กรภาครัฐ  หากทำแบบนี้แล้วคนจึงจะยอมรับว่าได้ทำ(KM) จึงเกิดคณะทำงานและขับเคลื่อนงานไปได้
  • ทำให้ได้เรียนรู้ว่า  สิ่งที่เราได้ดำเนินการไปแล้ว นำเสนอทั้งกิจกรรมและเอกสารให้ทุกคนในองค์กรได้รับทราบ  จงตระหนักว่า...บางครั้ง/บางคนก็ไม่ได้เข้าใจ(ไม่ยอมเข้าใจ) เอาเสียเลย
  • ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การจะขับเคลื่อนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ(ขยับ)  จะใช้พลังความตระหนักรู้ด้วยตนเองนั้น  บางครั้งยังไม่พอ  (อาจเป็นเพราะยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้เอง) จะต้องใช้พลังจากหลายๆ แหล่ง ทั้งจากภายในหน่วยงาน(ทีมงาน,CKO ฯลฯ )  และพลังจากภายนอก  โดยการจัดส่วนผสมเหล่านี้ให้ลงตัว จึงจะสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปได้ (แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ทั้งหมด)
  • มีความเข้าใจถึงความแตกต่าง/หลากหลายของคนมากขึ้น
  • ทำให้ได้เรียนรู้ข้อบกพร่องของตนเอง และของทีมก่อการ(คิดว่าเป็นก่อการดีนะครับ)  มองเห็นเทคนิค และสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อในการปรับเปลี่ยน และสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นอีกมากมาย ซึ่งไม่มีเขียนในตำราเล่มใดๆ

          ตอนนี้ผมพอจะมีประสบการณ์ตรงทั้งในส่วนของ KM  ตามธรรมชาติ และ KM แบบเป็นทางการบ้างแล้วครับ แต่สิ่งที่ท้าทายมากกว่านั้น ก็คือ แล้วเราจะทำแบบเป็นทางการที่ว่านี้ให้กลับไปเป็นตามธรรมชาติได้อย่างไร ประเด็นนี้ท้าทายมากว่าครับ จะพยายามครับ

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ

วีรยุทธ  สมป่าสัก 03/05/50