มะม่วงหน้าบ้านเริ่มร่ายรำเป็นท่วงทำนองที่สอดคล้องกับสายลมและน้ำฝน เสียงดนตรีแห่งวัยเด็กของข้าพเจ้าเริ่มดังขึ้นในหัวใจอีกครั้งหนึ่ง

บ่ายแก่ ๆ ของวันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน
         
ข้าพเจ้านั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบตัวเดิม ซึ่งมันยังรับใช้ข้าพเจ้าอย่างซื่อสัตย์หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ตอบแทนมันด้วยการไปหาไขควงมาขันน็อตให้แข็งแรงขึ้นและมันก็ทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีโดยการยอมให้ข้าพเจ้าพักพิงเอนกายให้หายเหนื่อยกับวันที่วุ่นวาย               
         
ฝนเริ่มโปรยเป็นละอองเล็ก ๆ  ข้าพเจ้านั่งดูเม็ดฝนเหล่านั้นด้วยใจกระหยิ่มยิ้มย่อง หัวใจของข้าพเจ้ารื่นเริงไปกับการเต้นระบำของสายฝน
นานเท่าไหร่แล้วนะที่ข้าพเจ้าไม่ได้เล่นน้ำฝนข้าพเจ้าถามตัวเองเบา ๆ ..ใช่สินะ ตั้งนานนมจนข้าพเจ้าจำไม่ได้เลยว่าครั้งล่าสุดข้าพเจ้าเล่นน้ำฝนเมื่อใด  หากแต่ในระหว่างทางแห่งความทรงจำและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่นั้นบ่งบอกถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงไม่เล่นน้ำฝน…..กลัวจะไม่สบายบ้าง….กลัวจะเป็นปอดบวมบ้าง…เสียเวลา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง…ผู้ใหญ่เข้าไม่เล่นน้ำฝนกันแล้วบ้าง…เล่นน้ำฝนเป็นเด็กไปได้บ้าง…..และอีก ฯลฯ บ้าง……………..               
         
จากละอองฝนเม็ดเล็ก ๆ เริ่มขยายตัวเป็นเม็ดฝนที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น   ขนาดของเม็ดฝนที่ใหญ่ขึ้นนั้น ทำให้หัวใจของข้าพเจ้าพองโตขึ้นมาในทันที   ต้นมะม่วงหน้าบ้านเริ่มร่ายรำเป็นท่วงทำนองที่สอดคล้องกับสายลมและน้ำฝน เสียงดนตรีแห่งวัยเด็กของข้าพเจ้าเริ่มดังขึ้นในหัวใจอีกครั้งหนึ่ง   
เอาล่ะ วันนี้ข้าพเจ้าจะแปลงกายไปเป็นเด็กอีกครั้ง    น้ำฝน…สายลม…ความรู้สึกที่บริสุทธิ์เมื่อกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งของข้าพเจ้าช่างมีความสุขยิ่งนัก  เป็นความสุขที่ห่างหายไปนานแสนนานได้กลับหวนคืนมาใหม่  ระวังจะเป็นหวัดนะ เสียงของแม่ตะโกนออกมาจาระเบียงบ้านในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเต้นรำกับสายฝนอย่างสนุกสนาน  น้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย       ครับแม่………ข้าพเจ้าตอบเบา ๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงของสายฝน                      
                                             
…..นายสายลม