การงดเว้นจากบาป จัดเป็นมงคลข้อแรกในคาถาที่ ๖.... ซึ่งท่านอธิบายว่า บาป ในที่นี้ได้แก่ กรรมกิเลส ๔ ประการ กล่าวคือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การคบชู้ และการพูดเท็จ... ดังนั้น การงดเว้นจากบาปในคาถานี้ ก็หมายถึง การงดเว้นจากกรรมกิเลสเหล่านี้นั่นเอง...
ถามว่า งดเว้น อย่างไร ? ... การงดเว้นนี้ ต้องเกิดจากเจตนาที่จะไม่กระทำบาปคือกรรมกิเลสเหล่านี้ ซึ่งท่านเรียกว่า วิรัติ โดยได้จัดไว้ ๓ นัย คือ..
- สัมปัตติวิรัติ หมายถึง เจตนาที่จะงดเว้น เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เช่น กำลังเดินเที่ยวดูของตามห้าง เห็นบางอย่างสวยงาม เกิดความรู้สึกอยากได้ คิดจะลัก แต่ยับยั้งใจได้โดยบางอย่างที่แว๊บขึ้นมาในใจว่า ไม่ดี ....ทำนองนี้
- สมาทานวิรัติ หมายถึง เจตนาที่จะงดเว้น เพราะได้สมาทานศีลหรือผูกใจไว้แล้วว่าจะไม่ทำอย่างนั้น เช่น เพิ่งกลับจากรับศีลฟังธรรมที่วัด กำลังเดินกลับบ้าน เห็นปลาช่อนตัวโตกำลังดิ้นข้ามถนน (ในฤดูฝน เมื่อฝนตกมักจะมีปลาดิ้นข้ามถนน) คิดจะจับไปแกง แต่มานึกได้ว่า เราเพิ่งรับศีลมา ข้อหนึ่งห้ามฆ่าสัตว์ ... แล้วก็งดเว้นเสียได้ ....ทำนองนี้
- สมุทเฉจวิรัติ หมายถึง การงดเว้นจากบาปอย่างเด็ดขาดของพระอริยเจ้าหรือผู้บรรลุธรรม ซึ่งเป็นปรกติของท่านเหล่านั้นที่จะไม่กระทำบาป... ทำนองนี้
....
เคยได้ยินมาว่า จากการวิจัยพบว่า ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่พนักงานอื่นๆ ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมักจะมีความซื่อสัตย์สูงกว่าผู้สูงอายุ....
และเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนจริงจังหรือตงฉิน เคยมาเล่าให้ฟังว่า เคยได้ยินคนแก่ๆ ในที่ทำงานพูดกันว่า มันยังไม่มีเมียมีลูก ให้มันได้ลูกได้เมีย มันจะเข้าใจ...อะไรทำนองนี้
นั่นคือ คนเราเมื่อประกอบอาชีพโดยความซื่อสัตย์สุจริต ก็อาจไม่ค่อยจะพอค่าครองชีพ อาจมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานช้า หรืออาจถูกพวกคนโกงฉ้อฉล พวกกังฉินรังแก เป็นต้น... เมื่อถูกสิ่งเหล่านี้เข้ามารบกวน หลายๆ คนจึงโอนเอนไปทางกรรมกิเลส เช่น...
- การจ้างวานฆ่า การฆ่าปิดปาก หรือวิธีการโหดร้ายอื่นๆ เพื่อให้ได้มาตามวัตถุประสงค์ ... สงเคราะห์เข้ากับการฆ่าสัตว์ (ปาณาติบาต)
- ฉ้อราษฎร์บังหลวง รับใต้โต๊ะ การเบียดบังมาเป็นของส่วนตัว หรือการเลี่ยงภาษีอื่นๆ ... สงเคราะห์เข้ากับการลักขโมย (อทินนาทาน)
- ใช้วิธีการเชิงชู้สาวเพื่อให้ได้มาตามวัตถุประสงค์... สงเคราะห์เข้ากับการประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจาร)
- โกหก หลอกลวง โฆษณาชวนเชื่อ ต้มตุ่น... สงเคราะห์เข้ากับการพูดเท็จ (มุสาวาท)
......
นั่นคือ คนเราเมื่อผ่านชีวิตมาระดับใกล้ๆ จะเข้าสู่วัยกลางคน ก็มักจะเริ่มใช้วิธีการทุจริตบางอย่างเพื่อแข่งขันขึ้นไปสู่ความสำเร็จ เพื่อดำรงสถานภาพของตัวเองไว้ หรือเพื่อการอื่นๆ... ซึ่งวิธีการเหล่านี้ กล่าวได้ว่าเป็นบาป โดยประมวลลงในกรรมกิเลส ๔ ประการ...
หลายคนชอบอ้างว่า ใครๆ ก็ทำกันแบบนี้... จะมัวโง่ดักดานอยู่ทำไม... อุดมการณ์กินไม่ได้....
แต่เมื่อนึกถึงลูกหลาน เราก็ต้องการให้ลูกหลานเป็นคนดี ... เมื่อนึกถึงคนในสังคมทั่วไป เราก็ต้องการให้ทุกคนเป็นคนดี ...
ดังนั้น เราก็ต้องกระทำตัวเองให้เป็นคนดีก่อน ... คนดีในเบื้องต้นก็คือเว้นจากการใช้วิธีการที่เป็นกรรมกิเลสซึ่งเรียกว่าเป็นบาปเหล่านี้...
ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จัดว่าเป็น ตัวแทนทางศีลธรรมของลูกหลาน เป็นตัวแทนศีลธรรมของสังคม ...
อนุโมทนา
เจริญพร
จะจำไว้ไปสอนหลานต่อค่ะ นมัสการค่ะหลวงพี่
อนุโมทนา
เจริญพร
นมัสการพระอาจารย์ค่ะ
<ul>
</ul></span>
อนุโมทนา
เจริญพร
ไม่ได้เข้ามาฟังธรรมจากพระอาจารย์เสียนาน...เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ....
อาการหลงจะครอบงำกระผมได้ง่าย...ถ้าไม่มาฟังธรรมเสียบ้าง...55555
อ่านดูราวกับว่าพระอาจารย์มีเจตนาจะสั่ง สอน โดยตรงเลยนะครับเนี่ย...อิอิ
คิดถึงท่านเลขาฯ หลายวันแล้ว.... คิดว่าท่านเลขาฯ คงจะมีภารกิจมาก...
ตั้งแต่คาถานี้เป็นต้นไป ก็เริ่มเข้าสู่แนวทางการดำเนินชีวิตสำหรับวัยกลางคน...
ดังนั้น ท่านเลขาฯ หรือคนอื่นๆ ที่อยู่ในวัยนี้... จะสัมผัสได้ง่าย เป็นประหนึ่งว่าจะเข้าไปถึงใจ... ประมาณนั้น...
เจริญพร