ปัญหาหนักอกของการพัฒนาแห่งยุคสมัยนี้ คือการหาคนทำงาน ร่วมงาน และแม้แต่คนที่จะถูกเกณฑ์มาให้พัฒนา อาการหนักทั้งผู้ให้และผู้รับ ยังสงสัยว่าเตี้ยอุ้มค่อมจะไปได้สักกี่น้ำ ทุกครั้งที่มีการฝึกอบรม เราเจอคนตาถั่วใจล่องลอยไปไหนก็ไม่รู้ มาแบบซังกะตายหมดกะจิตกะใจ เขาสั่งให้มาก็มามันทื่อๆอย่างนี้แหละ คนที่ทำการอบรมก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ หวานอมขมกลืนพอๆกัน สภาพการณ์ในขณะนี้เป็นได้มากว่า..หมดแรงใจ ตัวระบบที่กำกับดูเรื่องการฝึกอบรมไม่ได้ทบทวนสังคายตนเอง โมเชชั่นมากันอย่างนี้ ช่วยกันทำลายศรัทธาระบบการพัฒนาจนป่นปี้ ต่างคนต่างยี๊กันไปมา ตอนนี้มันจะเหลืออะไรละครับ เผลอๆจับมาเอ็กซเรย์หัวใจก็ใช่ว่าจะเจอ คนไทยใจหายใจเหี่ยวใจฝ่อกันเกือบหมดประเทศแล้ว
ผมไม่เชื่อว่าเราจะพัฒนาคนที่ไม่ยอมเรียนรู้ได้ ในภาวะจำยอมที่ทำให้นักจัดการอบรมหนาวมากที่สุดคือ “เก้าอี้มีแต่ลม”นัดแล้วไม่มา มาแต่ของเขาของเราไม่มา..แทนที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานตรงนี้ ลงทุนบริบทของกระบวนการพัฒนาทั้งระบบ ทำให้พร้อม ให้แข็งแรงทั้งวิชาการและวิชาเกิน อุปกรณ์ สถานที่ เครื่องมือ ปัจจัยการสาธิต ผลิตวิทยากรที่มีหัวใจให้สังคม ทำให้มีความหมายระดับที่ตอบคำถามได้ ว่าทำไมเขาถึงควรใส่ใจที่จะเข้ามาอบรม ถ้าทำได้ในระดับแจกบัตรคิวละเยี่ยมเลย
ที่ผมเจออยู่ตอนนี้คือต้องทำตามใบสั่ง อยู่ภายใต้กรอบที่เคร่งครัด ที่ยกเอามาพูดนี่มันไม่ดีหรือทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ เปล่าเลย ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ที่น่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้แต่ไม่เอื้ออำนวยให้ทำ เหมือนพวกมือถือสากปากถือศีลเปี๊ยบเลย ทำบุญ5บาทแต่ตั้งใจจะเอาบุญในอัตราก้าวหน้า ไม่รู้กระทั่งว่าบุญมันเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขอะไร เอากิเลศมาทำบุญแล้วหวังให้ได้บุญล้นฟ้า พวกหมาเห่าใบตองแห้งก็อย่างนี้แหละ เห่าตามวิสัยทัศน์
ไม่ยอมลงทุนแก้ไขวิกฤติแบบตรงไปตรงมา แต่หาทางเอาเหยื่อมาล่อ ไปลงทุนจัดในโรงแรมหรู จ่ายเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง มีของติดไม้ติดมือ ทำอย่างนี้อย่างกว้างของจนเป็นปกติ ที่กล่าวนี้ไม่ใช่ว่าไม่ควรจัดในโรงแรม ผมคิดว่ามันควรพิจารณาความเหมาะสม-สาระ-กาลเวลา-สถานที่-สถานภาพฯลฯ ผลลัพธ์มันมาตกอยู่ที่นักพัฒนานอกระบบอย่างพวกเรา เขาให้จัดอบรมเกษตรกรภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดจำเขี่ย มาถึงชาวบ้านก็จะถามว่าทำไมไม่ไปจัดที่โรงแรม เงินค่าเบี้ยทำไมไม่มี แล้วเนื้อหาสาระที่จะมาอบรมนี่ละ กิจกรรม การสาธิต กระบวนการฝึก วิทยากร ครูพี่เลี้ยง แถมยังเกณฑ์มานอนอีก3-4คืน ท่านก็ลองนึกดูเถิดว่า..การฝึกอบรมในสภาพอย่างนี้มันไม่ต่างกับนรกดีๆนี่เอง
เมื่อใจมันงอแงเสียตั้งแต่แรกแล้ว อบรมแบบขืนโคให้กินหญ้าแห้ง มันคือภาพลักษณ์การพัฒนาที่ทุเรศทุรัง มีโอกาสปรับนโยบายให้เข้าลู่เข้าทิศเข้าทางก็ไม่ยอมทำ พอใจที่จะคิดและทำแกนๆเหมือนพวกทุพลภาพทางความคิด แล้วจะไปหวังผลอะไร ไปประเมินตรงไหน ทำเพื่ออะไร ตอบตัวเองได้รึเปล่า ถ้าไม่ปรับระบบการส่งเสริมพัฒนาที่เจ้าพ่อดงหลวงบันทึกไว้..
เรื่องนี้ตรงกับสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์แบ่งระดับคนที่เอามาพัฒนา เปรียบเสมือนดอกบัว4เหล่า แม้แต่บัวเหล่าที่อยู่ท้ายแถวท่านยังยกธงขาว พระพุทธองค์อยู่ในชั้นไหนท่านก็รู้ ก็ยังไม่อาจฝืนความจริง ไม่เทศนาแบบปูพรม หรือออกใบสั่งครอบจักรวาล ถ้าคิดต่อในประเด็นที่ท่านบางทรายเล่าให้ฟังเรื่องการรักษาทหารในสนามรบ ผมขออนุญาตแบ่งอย่างนี้ครับท่านจอมยุทธจากดงหลวง
กลุ่มที่1 พวกชาวบ้านที่คัดสรรแล้วว่าพอใจและแน่ใจในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
กลุ่มที่2 เจ้าหน้าที่ นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ที่ทำงานอิงระบบ
กลุ่มที่3 พวกที่อยู่ในกระทรวงฯ ดูแลกำกับนโยบาย พวกนี้กินยาก็ตายไม่กินก็ตาย
วันนี้มหาชีวาลัยอีสาน จะเปิดอบรมเกษตรกรผู้นำในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง รุ่นที่4 วันที่24-27 เมษายน ก็พยายามตั้งใจเต็มที่ละครับ แต่ต่อให้เต็มอัตราศึกอย่างไร เต่าติดเทอร์โบมันก็คงวิ่งไม่เร็วกว่าชั่วโมงละ1กม.หรอก เว้นแต่จะจัดรถอีตุ๊กมาให้เต่านั่ง
แล้วน้องคนนี้หละคะ หัวใจมาหรือยัง อิอิ แซวแล้วเผ่น….แว่บไปประชุมก่อนจ้า
คนจัดอบรม หัวใจเดียวกันค่ะ คอยลุ้นว่าจะมีใครมาบ้าง เรื่องอย่างนี้ไม่เว้นแม้แต่ในมหาวิทยาลัย หน่วยงานส่งชื่อมา ก็ยังคงต้องลุ้นกันต่อว่าวันจริงจะมากี่คน อาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสาร จัดตามจำนวนชื่อ แต่วันจริงมาน้อยกว่า แถมตอนบ่ายหายอีก .... คนจัด จิตใจห่อเหี่ยวหมดกำลังไปตามๆ กันค่ะ
จะช่วยได้ยังไงนี่ ตามไปอ่านแล้ว
สวัสดีครับท่านพ่อครูบาฯ
สุขภาพแข็งแรงนะครับ
สวัสดีค่ะพ่อครู
ผัดหมี่โคราชจงเจริญ!!
อิ อิ พ่อครูเดิมไม่มีรูปนี่ค่ะ อันนี้เห็นจะๆ เลยค่ะ เห็นแล้วคันหัวใจจังเลยค่ะ
สวัสดีค่ะพ่อครูฯ
สิ่งหนึ่งที่ควรมองคู่กันในการจัดอบรมแต่ละครั้ง นั่นคือ ระบบประเมินผลฯ หลาย ๆ หน่วยงานประเมินโดยผู้เข้าอบรมเอง ซึ่งแน่นอนต่างคนก็ต่างประเมินตามความพอใจฉัน ในเมื่อมาแบบใจไม่ได้สั่งมาตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้นในการประเมินฯ จึงประเมินแบบส่ง ๆ แบบขอไปที แบบเขาให้ประเมิน ฉันก็ประเมิน ประเมินตามมารยาท ดังนั้น ผลประเมินจึงไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่เขาได้รับ
หน่วยงานควรมีรูปแบบของการประเมินผลแบบใหม่ที่สามารถประเมินถึงศักยภาพ และสิ่งที่เขาได้รับจริง ๆ ที่สำคัญการประเมิน ควรรอบด้านกว่านี้ และผู้ที่จะสามารถตอบได้ว่า การอบรมนั้น ๆ ประสบผลสำเร็จหรือไม่ นั่นคือ "ตัววิทยากรเองค่ะ"
เป็นกำลังใจให้ผู้ที่มีหัวใจในการพัฒนา อย่างท่านพ่อครูฯ ค่ะ
น่าจะเก่งเหมือน พี่ไหมนะ อ.ขจิต นี่เก่งเกินไป ต้องกินยาลดความเก่งลงบ้าง
สวัสดีครับท่านครูบาครับ ผมกำลังคันพอดี ครูบามาเกาตรงจุดเลยครับ เรื่องฝึกอบรม เป็นเรื่องที่ถกกันไม่จบจริงๆ จนที่ออสเตรเลีย (เพื่อนฝรั่งเล่าให้ฟังครับ) ว่าเขาไม่จัดแล้วเกณฑ์คนไปเข้าอบรมอีกเลย เขาจะจัดขึ้นมาเมื่อมีคนร้องขอให้จัด และจัดขึ้นมาแล้วใครอยากมาเข้าหลักสูตรต้องเสียเงิน ไม่ว่าเป็นคนของรัฐหรือใครก็แล้วแต่ ไม่เช่นนั้น มานั่งหลับเอาเบี้ยเลี้ยง เบื่อจริงๆ วิทยากรอุตสาห์เตรียมตัวอดตาหลับขับตานอน ตี 3 ตี 5 มาเจอะผู้เข้าอบรมแบบเข็นกันมาละก้อ พาลจะพูดไม่ออกเอาซะเลยครับ แต่เมืองไทยก็คงเป็นอย่างนี้อีกนาน นะครับท่าน เอ…อย่างนี้เรียกว่าบ่นหรือเปล่าหนอ
ขอบคุณครับ
อ่านแล้วเหนื่อยแทนครูจริงๆ
สู้ต่อไปนะครับ