ข้าราชการขิงแก่เกียร์ว่างหนัก ตัวเลขเบิกจ่ายงบประมาณประจานชัด ยอดคงค้างกว่า 1.5 แสนล้านบาท คมนาคมหนักสุด กองทุนต่าง ๆ ตามมา “โฆสิต” ยังฝันเบิกได้ถึง 93% ตามเป้าแน่ ล่อใจข้าราชการอนุมัติโบนัส 5.5 พันล้านบาท พร้อมตัดเงิน 30% ที่ต้องให้ข้าราชการชั้นสูงมาเพิ่มระดับล่างอีกก้อน อ้างเพื่อสร้างแรงจูงใจ ลดช่องว่างเงินรางวัลนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินภาครัฐ ประจำปี 2550 ว่า เป็นการประชุมครั้งที่ 2 เพื่อซักซ้อมความเข้าใจกับรัฐมนตรีและหน่วยงานราชการถึงระบบการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ (จีเอฟเอ็มไอเอส) ที่กรมบัญชีกลางจะรับไปแก้ไขเพื่อให้เป้าหมายการเบิกจ่ายถึง 93%นายโฆสิตกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณา 2 ส่วน คือ 1. การเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เร็วขึ้น เพราะตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พบว่าคงค้างกว่า 80,000 ล้านบาท และกรมบัญชีกลางได้รายงานอีกว่า ยังมีงบประมาณคงค้างอีก 20,000 ล้านบาท ที่ค้างอยู่กับกองทุนต่าง ๆ ที่ยังไม่มีการนำไปดำเนินการ รวมทั้งส่วนที่ต้องจัดสรรให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำให้มีงบประมาณคงค้างรวมกว่า 100,000 ล้านบาท “งบรายจ่ายปี 2550 ใช้จ่ายไปแล้ว 40% แต่ยังหย่อนกว่าเป้าที่วางไว้กว่า 30% โดยกระทรวงที่คงค้างมากที่สุดคือกระทรวงที่มีงบจำนวนมาก เช่น กระทรวงคมนาคม เป็นต้น” นายโฆสิตกล่าวรองนายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า ส่วนที่ 2 ยังได้เน้นย้ำมติคณะรัฐมนตรีที่ให้แต่ละกระทรวงไปปรับแผนเพื่อใช้จ่ายงบประมาณปี 2550 โดยให้เร่งรัดปรับแผนให้เสร็จก่อนเดือนมิถุนายน 2550 และให้สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางไปประสานงานร่วมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างงบลงทุน “คาดว่างบประมาณที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายหรือค้างท่อกว่า 1 แสนล้านบาท จะเร่งรัดให้หมด และการปรับแผนของแต่ละกระทรวง จะทำให้จ่ายงบประมาณได้ถึง 93% ตามที่ตั้งเป้าไว้” นายโฆสิตกล่าวด้านนายสรรเสริญ วงศ์ชอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงจะปรับงบประมาณในปี 2550 กว่า 10 โครงการ เช่น โครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ วงเงิน 4,500 ล้านบาท โครงการรถไฟรางคู่ โดยให้เร่งรัดในส่วนที่อาจใช้งบไม่หมด มีปัญหาในเรื่องของการประมูลก็จะปรับเปลี่ยนเรื่องอีออคชั่น หรือโครงการที่จะผูกพันถึงปี 2551 เป็นต้น “โครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ปี 2550 มีการเบิกจ่ายไปเพียง 200 ล้านบาท ก็จะปรับแผน หรือโครงการระบบขนส่งรถไฟฟ้าว่า รฟม. ได้รายงานว่าจะปรับระบบการประมูลใหม่ ซึ่งจะดูว่ารถไฟฟ้าสายไหนจะสามารถประมูลและก่อสร้างได้จริงก่อน จากนั้นแต่ละกระทรวงจะต้องนำมาเสนออีกครั้งในอีก 3 สัปดาห์” นายสรรเสริญกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงินที่ค้างอยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ รวมแล้วมีจำนวนกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งกรมบัญชีกลางได้จัดทำผลการเบิกจ่ายงบประมาณ ในส่วนงบลงทุนที่ตั้งไว้ในปีงบประมาณ 2550 จำนวน 319,000 ล้านบาท จนถึงวันที่ 5 เม.ย. ได้ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายไว้ 198,000 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายจริงเพียง 112,000 ล้านบาท จึงมีเงินที่ยังไม่เบิกจ่ายอีก 86,000 ล้านบาท หรือ 43% ของเป้าหมาย รายงานข่าวระบุว่า งบประมาณส่วนใหญ่ค้างอยู่ที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเงินที่ค้างอยู่ในกองทุนต่าง ๆ มีการรายงานว่าในปีงบประมาณ 2550 มีการเบิกจ่ายเงินจากกรมบัญชีกลางไปแล้วแบ่งเป็น สำนักงานประกันสังคม 11,700 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายไปหมดแล้ว กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 35,500 ล้านบาท ยังไม่ได้เบิกจ่ายเงินอีก 10,000 ล้านบาท กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจ 1,200 ล้านบาท ยังไม่เบิกจ่ายเงินอีก 120 ล้านบาท กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกรายได้ในอนาคต (กรอ.) 4,400 ล้านบาท เบิกจ่ายหมดแล้ว และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 30,000 ล้านบาท ยังไม่มีการเบิกจ่ายเลยขณะที่ อบต. ได้รับงบประมาณที่โอนไปจากกรมปกครองส่วนท้องถิ่น 52,400 ล้านบาท และมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และรัฐจ่ายคืนภาษีให้ เมื่อรวมแล้วจะมีเงินใช้ทั้งสิ้น 92,000 ล้านบาท ได้เบิกใช้เงินไปแล้ว 69,000 ล้านบาท หรือ 75% ของเงินทั้งหมด เหลือเงินยังไม่เบิกจ่าย 23,000 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีงบประมาณจะเบิกจ่ายได้ 96%รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นายวรากร สามโกเศศ รมช.ศึกษาธิการ ได้ตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมว่า ต้องการทราบข้อมูลว่าเม็ดเงินที่แท้จริงตกถึงมือประชาชนหรือคู่สัญญาที่ทำงานกับรัฐบาลเท่าใด เพราะแม้เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางออกไปแล้ว แต่บางหน่วยงาน เช่น กองทุนต่าง ๆ อาจเก็บเงินเหล่านั้นไว้ในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย และยังไม่นำเงินออกไปใช้จริง ซึ่งนายโฆสิตได้มอบให้กรมบัญชีกลางไปหาทางตรวจสอบเพื่อได้ทราบข้อมูลตรงนี้ด้วยวันเดียวกันได้มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ว่า โดยนายโฆสิตกล่าวภายหลังว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จำนวน 5,500 ล้านบาท ให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการและจังหวัด ตั้งแต่ระดับ 1-8 จำนวน 1.2 ล้านคนทั้งระบบนายโฆสิตกล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบกับวิธีการปรับปรุงเพื่อจัดสรรเงินรางวัลแบบใหม่ โดยจะแบ่งเงินรางวัลจากข้าราชการระดับสูง 30% ของเงินรางวัล 1,200 ล้านบาท มาจัดสรรให้ข้าราชการระดับ 1-8 ที่มีผลงานดี และทั่วไปอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมามีบางหน่วยใช้แล้วได้ผล โดยจะขอความเห็นชอบจาก ครม. ต่อไป โดยจะแบ่งเป็น 70 : 30 จากข้าราชการระดับสูง โดยหากข้าราชการคนใดผลงานดีก็จะได้รางวัล 30% นี้ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ กพร. กล่าวว่า ต้นเดือนพฤษภาคม 2550 นี้ ข้าราชการจะได้รับรางวัลพิเศษนี้ โดยแบ่งออกเป็นเงิน 5,500 ล้านบาท สำหรับข้าราชการระดับ 1-8 และเงินรางวัล 1,200 ล้านบาท ที่ให้รางวัลกับระดับผู้บริหารระดับ 9-11 ทั้งนี้ ก.พ.ร. ได้เห็นชอบกับมาตรการใหม่ที่จะนำเงิน 30% จากวงเงิน 1,200 ล้านบาท มาสมทบกับเงิน 5,500 ล้านบาท เพื่อให้ระดับปฏิบัติงานมีรางวัลสูงขึ้น โดยจะมีเงินรางวัลเพิ่มประมาณ 5,800 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะมีการแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินของกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์ใหม่นี้ภายในเดือนเมษายนนี้ รวมทั้งผลการประเมินของปี 2550 ด้วยรายงานข่าวแจ้งว่า หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรเงินรางวัลสูงสุด ยังคงเป็นหน่วยงานในกระทรวงการคลัง ได้แก่ กรมธนารักษ์ และกรมสรรพากร ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ในปีงบประมาณ 2547 และ 2549 ก็เคยได้รับ เงินรางวัลอันดับ 1 และ 2 มาก่อนหน้านี้แล้วรายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ก่อนหน้านั้นในปี 2549 กพร. ได้รับอนุมัติงบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเงินรางวัลให้กับผู้บริหารตั้งแต่ระดับ 9 ขึ้นไป ซึ่งภายหลังมีข่าวออกไป ทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยต่างทำหนังสือร้องเรียนมายัง กพร. รวมทั้งสื่อมวลชนจำนวนมากว่ามีการแบ่งเงินไม่เป็นธรรม เนื่องจากพบว่าหัวหน้าส่วนราชการระดับ 9 ขึ้นไปบางคนไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่สมควรจะได้รับเงิน ดังนั้นมาตรการใหม่นี้จึงนำมาใช้เพื่ออุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของการให้เงินรางวัลไทยโพสต์ แนวหน้า ข่าวสด 21 เม.ย. 50 กรุงเทพธุรกิจ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน 21 เม.ย. 50ประชาชาติธุรกิจ 23 เม.ย. 50
ขรก.ยุคใส่เกียร์ว่างงบค้าง 1.5 แสนล้าน
ขรก.ยุคใส่เกียร์ว่างงบค้าง 1.5 แสนล้าน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย วรชัย หลักคำ · 23 เม.ย. 2550
ขจิต ฝอยทอง · 23 เม.ย. 2550
สายน้ำความคิด · 23 เม.ย. 2550
ดร. ไสว เลี่ยมแก้ว · 23 เม.ย. 2550