เร่ว หรือ หมากแหน่ง เป็นพืชท้องถิ่น ขึ้นตามป่าใต้ร่มไม้ใหญ่ ลักษณะเหมือนต้นข่า ขึ้นเป็นกอและแตกขยายออกไปเป็นดงขนาดใหญ่ ออกผลสีส้มหรือสีแดง ที่ผลมีขน ขนาดผลเท่าผลมะปรางย่อมๆ

 

บ้านเมืองกำลังมีการเปลี่ยนแปลง พี่น้องดงหลวงก็ยังใช้ชีวิตดิ้นรนไปตามเงื่อนไขที่แต่ละคนมีอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยครั้งใหญ่ๆนั้นพื้นที่ดงหลวงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย..

แต่ก่อนนั้นดงหลวงติดต่อกับโลกภายนอกโดยการเดิน หรือขี่ม้าเพิ่งจะมีเส้นทางคมนาคมแบบง่ายๆเมื่อ   พ.ศ. 2520 โดยประมาณ  ดงหลวงเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างสกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ หรือ อุบลราชธานีในสมัยก่อน และที่สำคัญใกล้ชิดติดกับแม่น้ำโขงซึ่งสามารถข้ามไปฝั่งประเทศลาวโดยสะดวก  

ลักษณะป่าของดงหลวง

ลักษณะทำเลแบบนี้จึงเหมาะที่จะเป็นที่ฝังตัวของขบวนการเสรีไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เฒ่าบ้านมะนาวกล่าวว่า บนภูเขาฝั่งขวามือนั่นมีถ้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักสงฆ์ ถ้ำแห่งนี้เป็นที่หลบภัยของผู้นำเสรีไทยสายอีสานและเป็นที่เก็บอาวุธเพื่อเอามาต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น  ต่อมาเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้นและเผยแพร่ลัทธิสังคมนิยมนั้น ดงหลวงก็คือเป้าหมายและเป็นที่กำหนดเขตปลดปล่อยแห่งแรกๆ บนภูเขามีทั้งโรงเรียนการเมือง โรงพยาบาล ค่ายทหาร การฝึกอาวุธ คลังอาวุธ และที่พักพิงของคณะกรรมการกลางหลายต่อหลายคนพลัดเปลี่ยนกันมาอาศัย

นับตั้งแต่คุณรวม วงศ์พันธ์ ยุคแรกๆของ พคท.ด้วยซ้ำ จนดงหลวงคือเป้าหมายของการตีให้แตกของทหารในยุค หลังเสียงปืนแตก ระหว่าง พ.ศ. 2508-2523 สหายเก่าเล่าว่า ทหาร 15 กองพันบุกขึ้นภูเข้าตี พคท. ทั้งหมด ซึ่งก็คือพี่น้องไทโซ่ ที่เข้าป่าร่วมกับ พคท.แบบยกหมู่บ้าน ยกตำบลขึ้นไปเลยนั้นเป็นที่เล่าขานกันมากว่า ทหารทำอะไรไม่ได้เลย มีแต่ นโยบาย 66/23 และเนื้อในของ พคท.เองที่แตกแยกจึงทำให้ พี่น้องไทโซ่ตัดสินใจลงมาจากป่าแบบยกทัพลงมาหมด ที่น่าคิดคือ ไทโซ่ดงหลวงเป็น พคท. กลุ่มสุดท้ายที่ออกจากป่ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจนถึงปัจจุบัน...  

ไกลลงไปในประวัติศาสตร์อดีต เอกสาร ทางราชการจังหวัด และเอกสารของท่าน สุรจิตต์ จันทรสาขา ทายาทเจ้าเมืองมุกดาหารคนสุดท้าย กล่าวไว้ว่า สมัยรัชการที่ 5 ไทโซ่เคยได้รับบรรดาศักดิ์เป็นท่านขุนคนหนึ่ง เพื่อเป็นตัวแทนปกครองไทโซ่ดงหลวง และส่งส่วยให้กับทางราชการ  ผู้สนใจประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า การส่งส่วยจากหัวเมืองนี้เข้าสู่ราชสำนักบางกอกนั้น หนึ่งในเครื่องราชบรรณาคาร หรือ ส่วยก็คือ ผล เร่วเท่านั้นเท่านี้หาบ เร่วนี้ก็คือ หมากแหน่ง

ในประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหารนั้นก็มีการพูดถึงว่าเจ้าเมืองต้องเข้าเฝ้ากษัตริย์ไทยทุกปี โดยการอาศัยลงเรือล่องแม่น้ำโขงไปขึ้นที่นครจำปาสัก หรือเสียมราฐ พระตะบอง แล้วจึงขี่ช้างจากทิศตะวันออกเข้ากรุงเทพฯ  สิ่งที่ต้องนำไปด้วยคือ เร่ว หรือ หมากแหน่ง จากพื้นที่ดงหลวงนี่เอง  แม้แต่ก่อนหน้านั้นมีการกล่าวต่อต่อกันมาว่า ผู้บำเพ็ญบุญของดงหลวงที่เป็นที่เคารพบูชากันมาก ขนาดมีวันบุญของท่าน ที่เรียกกันในปัจจุบันว่าท่านปู่ผ้าดำก็เคยได้รับพระราชทานไม้เท้าจากกษัตริย์ไทยมาแล้ว 

เร่ว หรือ หมากแหน่ง คืออะไร เป็นพืชท้องถิ่น ขึ้นตามป่าใต้ร่มไม้ใหญ่  ลักษณะเหมือนต้นข่า ขึ้นเป็นกอและแตกขยายออกไปเป็นดงขนาดใหญ่ ออกผลสีส้มหรือสีแดง ที่ผลมีขน ขนาดผลเท่าผลมะปรางย่อมๆ เร่วเป็นสมุนไพร ที่ส่งออกไปเมืองจีน เพื่อประกอบทำยาแก้โรคเกี่ยวกับท้องแน่น ท้องเฟ้อ เร่ว ยังประกอบเครื่องยาสมุนไพรพื้นบ้านอีกด้วย เร่วมีหลายพันธุ์ ที่นิยมคือเร่วหอม หากเราเอาใบมาขยี้ดมนะครับ ท่านจะบอกว่าหอม

ชาวไทโซ่กล่าวว่าในอดีตพื้นที่ดงหลวงทุกป่ามีต้น เร่ว หรือ หมากแหน่ง เต็มไปหมด เมื่อมีมูลค่าก็เก็บส่งขายที่ตลาดในเมืองมุกดาหารจน เหลือน้อยเต็มทีแล้วเพื่อเป็นการอนุรักษ์เร่วดงหลวง เครือข่ายไทบรูจึงนำเร่วป่ามาขยายกันครับ