การให้ความรู้แก่ผู้อื่นคือการให้วิทยาทาน


มีอาวุธต้องหมั่นลับ มีสมองต้องหมั่นใช้

 วันนี้เป็นวันหยุด ตอนแรกคิดว่าจะอยู่บ้าน บังเอิญเพื่อนที่เรียนโปรแกรม HRM ด้วยกันเขาอยากเรียนต่อ ปริญญาเอก และเห็นว่าเราใช้โปรแกรม SPSS เป็นเลยให้ไปช่วยแนะนำ นัดเจอกันที่ศศินทร์ตอน 9.30 น. 

พยายามหาไฟล์ที่เคยทำไว้ใช้สอนเรื่องสถิติพื้นฐาน นึกดูอีกที อยู่ที่ office นี่นา หยิบหนังสือการสุ่มตัวอย่าง กับ การเลือกใช้สถิติรวมเป็น 2 เล่ม เครื่องคอมพ์ก็ไม่ได้ถือไป พอไปเจอเพื่อน เห็นแบกหนังสือมาเต็มเลย พร้อมด้วยโน้ตบุ๊คส์ของเจ้าหล่อน จริงๆ เธอจบ MBA แล้วมาเป็นอาจารย์สอนด้าน management  ตอนนี้สนใจอยากเรียนต่อด้าน organization development เราก็อยากเรียนเหมือนกัน ในสมัยเด็กเคยใฝ่ฝันอยากเรียนให้จบ ปริญญาเอก แต่ชีวิตผกผันไปมากจนลืมฝันนี้ไปแล้ว

แม้ว่าเพื่อนอยากให้สอนวิธีการใช้งานโปรแกรม SPSS เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความนิสัยเสีย จึงถามเขาว่ามีความรู้เรื่องสถิติดีแล้วใช่ไหม ไม่กล้าไปถามว่ารู้เรื่องสถิติหรือเปล่า  เพื่อนตอบเองว่าเรียนมาตั้งแต่ปริญญาตรี คืนอาจารย์ไปบ้างช่วยทวนให้หน่อยก็ดี

เลยเริ่มต้นที่ระดับของข้อมูลที่มี 4 ประเภท ตามด้วยประเภทของสถิติ 2 ประเภท การเลือกใช้สถิติให้เหมาะสมกับระดับการวัดของข้อมูล ยกตัวอย่าง inferential statistics บ้างเช่น t-test, ANOVA, Correlation, Regression แล้วยังแถมเรื่องการสร้างแบบสอบถาม การหา reliability validity ของแบบสอบถาม ปรากฏว่าหมดไปครึ่งวัน ยังไม่เปิดโปรแกรม SPSS เลย  ตอนใกล้เที่ยงมีเพื่อนร่วมเรียนแวะมาธุระแถวสยามฯ ก็เลยแวะมาทักทาย พอเห็นสิ่งที่เราเขียนบนกระดาน เพื่อนงงว่ามีสาระขนาดนี้ เชียวหรือ เลยบอกเพื่อนว่าเชื่อไหมพี่ไม่ได้หยิบหนังสือสถิติมาเลย หนังสือที่เอามาก็ไม่ได้ใช้และมีขนาดเล็กใส่กระเป๋าถือได้

ตกบ่ายเรากลับมาคุยเรื่องการเตรียมไฟล์ข้อมูล ไฟล์โปรแกรม และการ run ให้ได้ output จบหลักสูตร intensive บ่าย 3 โมงครึ่ง ตอนจบเพื่อนถามว่าทำไมพี่จำแม่นจังใช้งานอยู่ทุกวันใช่ไหม จริงๆ แล้วเปล่าเลยทิ้งมาประมาณ 5 ปีแล้วที่ไม่ได้สอนเรื่องนี้ แต่มันไม่ลืม

ข้อคิดที่ได้จากในวันนี้ก็คือสิ่งที่ได้บอกเพื่อนไปเหมือนกันว่า อาจารย์ที่สอนสถิติและการวิจัยให้ตั้งแต่เรียนพยาบาล และตอนเรียนโทที่จุฬา คือ อาจารย์ที่เป็นสุดยอดฝีมือสร้างพื้นฐานความแข็งแกร่งที่ดีให้เราสามารถนำไปต่อยอดได้ ในการทำวิทยานิพนธ์ การทำงานวิจัยหลังจบโท งานประเมินผลการฝึกอบรม และที่ทำให้เราไม่มีวันลืมความรู้เหล่านี้ง่ายๆ เพราะเราเคยทำหลักสูตรสอนให้เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมมาหลายรุ่น

สุดท้ายบอกเพื่อนว่ายิ่งเราให้ความรู้ แลกเปลี่ยนกับคนอื่นมากเท่าไร ความรู้เราจะยิ่งฝังแน่น เพิ่มพูนมากขึ้น หากมีคำถามหลังจากนี้ อย่าลังเลที่จะถาม เพราะจะถือว่าช่วยให้เราได้ทบทวนไปด้วย และถ้าสิ่งนั้นเราไม่รู้ เราจะเสาะแสวงหาจากคนใกล้ตัวที่เขารู้มากกว่าเราแล้วนำมาตอบให้

 

 

หมายเลขบันทึก: 91726เขียนเมื่อ 21 เมษายน 2007 21:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 มิถุนายน 2012 03:33 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (3)

โชคดีจังครับ ตั้งแต่มาอ่าน blog พี่ส้ม เริ่มรู้อะไรดีๆ อีกมากเลยครับ สมควรได้รับตำแหน่งจอมยุทธหญิง ข้าน้อยขอสมัครเป็นศิษย์ด้วย 1 คน (ฮิฮิฮิ, เอาจริงนะครับ) เห็นด้วยครับกับที่พี่ส้มเขียนบอกว่า มีอาวุธต้องหมั่นลับ เพราะดูได้จากการที่พี่ส้มพยายามใช้ Mind mapping ทุกครั้งที่มีการ Discuss กัน สำหรับผมได้เรียนมา แต่นานๆ ใช้ทีทำให้อาวุธค่อนข้างทื่อไปแล้ว :_(

ผมว่ามัน Link ได้กับการฝึกฝนต่อเนื่อง 21 วันของพี่ส้มครับ

ปัญหาตอนนี้คือ Information รอบตัวเราเยอะมาก ทำให้เกิดการรวบรวม แต่ไม่ยอมลงมือทำ หรือฝึกฝน ซึ่งสิ่งนี้มันไม่เกิด Knowledge ให้กับเราได้เลย เหมือนเป็นเพียงแค่ห้องสมุด

จากการพิจารณาดูแล้ว คิดว่าคงต้องหาอาวุธที่เหมาะศึกาทดลองใช้อย่างจริงจัง ถ่ายทอดอยู่อย่างต่อเนื่อง มิต้องห่วงครับว่าเราจะลืมเลือนมัน (เหมือนขับรถใช่เปล่าครับ ฮิฮิฮิ)

ขอบคุณพี่ส้มอีกครั้งครับ

ปล. ผมว่า blog ผมคงต้อง...ย้ายมาตอบพี่ส้มแทนดีกว่า :) 

ขอขอบคุณค่ะ น้อง Nosman ที่ยกย่องให้พี่เป็นจอมยุทธหญิง แต่กลัวว่าจะกลายเป็นจอมยุทธตกเขาเหมือนอย่างในเพลงของ อ.ดร.วรภัทร์ หรือก็เป็นจอมยุ่งหญิงเสียล่ะมากกว่า

พี่เห็นด้วยนะคะว่า information รอบตัวเราและหนทางที่ให้เข้าก็มีเยอะมาก จนเราย่อยไม่ทัน บางทีใครพูดอะไรมาพูดกับเขาได้หมด แต่จำไม่ได้ว่า ข้อมูลที่เราได้ มันมาจากใคร จากที่ไหนนะ ไม่รู้ใครเป็นบ้าง พี่น่ะประจำเลยค่ะ

เท่าที่พี่สังเกต ถ้าเราเห็นว่าเครื่องมือใดที่เหมาะกับจริตของเรา หรือเราถนัด เราก็ใช้ให้มากๆ พลิกแพลงบ้างตามอัธยาศัย พยายามถ่ายทอด หาทายาท สอนคนอื่นบ่อยๆ มันจะเข้าไปอยู่ในสายเลือดเราเอง

เมื่อก่อนพี่มีหน้าที่ในการเป็น Fa run workshop ให้หน่วยงานต่างๆ เขียน competency dictionary พี่ก็มีหลักแค่องค์ประกอบต้องมี knowledge attitude skill ของ competency นั้นๆ แต่มีอยู่วันนึงพี่ต้องไปช่วยหน่วยงาน QM ปรากฏว่าพี่ได้หลักการผสมผสานการใช้ Deming Cycle (PDCA) มารวมกับ Competency ของ David McClelland กลายเป็นเรื่องใหม่ขึ้นมา 

ที่เล่ามาก็คือ อยากบอกว่าถ้าเรามีอาวุธประจำกายแล้วเราสามารถสร้างอาวุธใหม่เองได้ด้วย เหมือนตอนนี้ที่เราได้ mind map + thinking wheel เป็นเครื่องมือสร้าง scenario ค่ะ 

เคยมีพี่ท่านหนึ่งที่สนใจการปฎิบัติแบบฝึกจิต บอกว่าหากเราสร้างปัญญาบารมี ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นมากๆ อานิสงส์ก็คือ เมื่อยามพบปัญหาจะสามารถแก้ได้ด้วยปัญญา เหมือนมีแสงสว่างคอยนำทางเมื่อพบความมืดมิด ลองดูนะคะ จริงไหม 
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี