ฝึกสมาธิ คือฝึกความสามารถของจิตให้สามารถเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่คิดเรื่องอื่นจนกระทั่งเรื่องนั้นประสบความสำเร็จก่อนจึงคิดเรื่องต่อไป ปัญญาและความฉลาดของมนุษย์นั้นจะได้มาก็ต่อเมื่อจิตมีสมาธิเท่านั้น จิตที่รวมกันเป็นหนึ่งจะสามารถข่มจิตคนอื่นได้ ดังตัวอย่างการรวมแสงอาทิตย์ผ่านเลนส์นูน เมื่อแสงอาทิตย์มารวมกันเป็นจุดจุดเดียว จะมีพลังมากจนสามารถทำให้กระดาษไหม้ได้
รู้ไว้ใช่ว่า  ใส่บ่าแบกหาม   ทำอะไรก็ตาม  ให้มีสมาธิ   ทำจากความตั้งใจจริง   ยึดความถูกต้องเหมาะสม   อย่าให้สังคมมากำหนดตัวเรา   ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  .....เป็นข้อคิดที่ติดใจ.....และปฏิบัติอยู่เสมอ   แล้วลองอ่านบันทึกนี้อีกครั้ง  สรุปว่า  จะฝึกปฏิบัติได้บ้างสักอย่าง.....ก็ยังดี
1.  ฝึกประสาทสัมผัสต่างๆ อันได้แก่ ตา, หู, กาย และใจ  
ครูอ้อยเคยเดินผ่านไปทางห้องนักเรียนอนุบาล  ได้ยินครูสอนชั้นอนุบาลพูดอบรมธรรมะกับนักเรียนว่า... การฝึกประสาทสัมผัสทางตา :   นักเรียนต้องฝึกหัดเหลือบไปซ้ายสุด ขวาสุด บนสุดและล่างสุด   อย่างรวดเร็วโดยไม่เอียงหน้าตาม   ถ้าฝึกเช่นนี้บ่อยๆจะทำให้กล้ามเนื้อตาดี   และมีเสน่ห์ที่ดวงตา จะเป็นคนที่มีบุคลิกดีไม่เมื่อมองใครตาจะทรงพลัง
         • 
ฝึกจัดวางสิ่งต่างๆ ให้ตรงเช่น  ปูผ้าปูโต๊ะให้ตรง หรือฝึกขีดเส้นบนกระดาษให้ตรง การทำเช่นนี้เป็นการใช้สายตาฝึกจิตให้มีสมาธิ   เพราะต้องใช้ความตั้งใจในการทำให้ตรงและการตั้งใจคือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง
         • 
ฝึกการใช้สายตามองปราดอย่างรวดเร็ว   แล้วนับจำนวนสิ่งของที่มองเห็นหรือนับสีที่เห็นว่ามีกี่สี   การทำเช่นนี้จะทำให้เป็นคนมีความจำดี
    
การฝึกประสาทสัมผัสทางหู :
         • 
ฝึกฟังว่าเสียงดนตรีที่ได้ยินประกอบด้วยเครื่องดนตรีทั้งหมดกี่ชนิด   และอะไรบ้าง   การทำเช่นนี้เป็นการฝึกสมาธิทางการฟัง   ถ้าฝึกเป็นประจำจะทำให้สามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้เร็ว   และสามารถจับใจความสิ่งต่างๆ ที่ฟังได้แม่นยำยิ่งขึ้น
    
การฝึกประสาทสัมผัสทางกาย   :
         • 
ฝึกคลำผลไม้ที่มีขนาดต่างๆ กัน แล้วให้ Feel ถึงขนาด และน้ำหนักที่ต่างกันของผลไม้   การฝึกเช่นนี้เป็นการฝึกสติฐานกายจะทำให้เกิดความรู้เนื้อรู้ตัว   เกิดสติสัมปชัญญะ
ทำให้สามารถดึงเอา intuitive wisdom หรือสัญชาตญาณมาใช้ได้ รู้ว่าสิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำและเมื่อไรควรทำ

     นอกจากนั้น  จะต้องมี
การฝึกประสาทสัมผัสทางใจ :  เริ่มฝึกกับนักเรียนในระดับชั้นประถม ...
         • 
ฝึกคาดคะเนเวลาโดยไม่ดูนาฬิกาเมื่อฝึกเป็นประจำจนสามารถคาดคะเนได้ใกล้เคียงกับเวลาจริงจะทำให้เป็นคนตรงต่อเวลา
         • 
ฝึกสมาธิ   คือฝึกความสามารถของจิตให้สามารถเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่คิดเรื่องอื่นจนกระทั่งเรื่องนั้นประสบความสำเร็จก่อนจึงคิดเรื่องต่อไป   ปัญญาและความฉลาดของมนุษย์นั้นจะได้มาก็ต่อเมื่อ....จิตมีสมาธิเท่านั้น   จิตที่รวมกันเป็นหนึ่งจะสามารถข่มจิตคนอื่นได้ดังตัวอย่างการรวมแสงอาทิตย์ผ่านเลนส์นูน เมื่อแสงอาทิตย์มารวมกันเป็นจุดจุดเดียว   จะมีพลังมากจนสามารถทำให้กระดาษไหม้ได้
2. ฝึกการสร้างสมาธิ ทำได้โดยการ
         1. 
สร้างความตั้งใจให้อยากทำในสิ่งที่ทำ (สร้างฉันทะ) บางสิ่งเราไม่อยากทำแต่จำเป็นต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ให้เราลองมองว่าจิตของเราจะเบิกบานเพียงใดเมื่อทำสิ่งนั้นให้สำเร็จลุล่วงได้จิตจะมีสมาธิได้ต้องมีการข่มจิต
         2. 
ฝึกคิดในวงแคบการฝึกคิดในวงแคบจะทำให้จิตมีพลัง ไม่ฟุ้งซ่าน
         3. 
ฝึกการยึดประเด็น  ฝึกพูดในประเด็นเดียวให้จบก่อน แล้วจึงเริ่มต้นประเด็นใหม่
         4. 
ฝึกระเบียบวินัย  การฝึกวินัยทางกาย เช่นฝึกการฝืนใจไม่ทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ควรทำ และการวินัยทางจิตเช่นฝึกให้คิดอย่างมีระบบ ไม่สะเปะสะปะ
         5. 
สร้างบรรยากาศรอบตัวให้ โล่งโปร่ง สบาย   จิตจะมีสมาธิ เมื่อจิตโล่ง โปร่ง สบาย
         6. 
ฝึกความจริงใจ   เราต้องฝึกจริงใจทั้งต่อตนเอง และต่อผู้อื่น เพราะสมาธิคือความตรงเมื่อจิตเที่ยงตรงจึงมีสมาธิ
         7. 
หัดคิดแต่สิ่งสร้างสรรค์   ส่วนใหญ่ความคิดลากเราไปในทาง Negative ดังนั้นให้ฝึกคิดสวนกระแสเพื่อเป็นการสร้างสมาธิ และย้ายจิตไปสู่ความคิดที่เป็น Positive
         8. 
ฝึกพูดหรือเขียนสิ่งต่างๆ ที่เรารู้มาด้วยภาษาของเราเองเพื่อรวบรวมสิ่งที่มีอยู่ในสมองมาเรียบเรียงใหม่แล้วเราจะรู้ว่าเรามีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ มากน้อยเพียงไร
3. ฝึกการสร้างปฏิภาณไหวพริบ หรือ ญาณหยั่งรู้ (ฝึกสติ)   ทำได้โดยการ
         1. 
ฝึกความรู้เนื้อรู้ตัว   อาจทำได้โดยการทำวิปัสสนาเมื่อเรามองอะไรให้พยายามเห็นอย่าสักแต่ดูเมื่อเราได้ยินอะไรให้พยายามได้ยินอย่าสักแต่ฟัง
         2. 
ฝึกคิดว่าโลกนี้มีหลายทางเลือก   ให้มองว่าคำตอบมีได้หลายคำตอบและปัญหามีทางออกได้หลายทาง
         3. 
ฝึกการเป็นคนช่างสงสัย ช่างสังเกต   ให้ฝึกตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้มา คนฉลาดจะไม่เชื่อในสิ่งที่เชื่อตามกันมาแต่จะเชื่อเมื่อได้พิสูจน์แล้วว่า ความจริงที่รู้มานั้น ณปัจจุบันยังคงเป็นความจริงอยู่หรือไม่นอกจากนั้นให้หัดสังเกตความแตกต่างของสิ่งปกติ และสิ่งผิดปกติ
         4. 
ฝึกสังเกตว่าสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้น มีหลักการเป็นมาอย่างไร   ถ้าเราสามารถมองได้ทะลุปรุโปร่งแล้วเชาว์ปฏิภาณก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
         5. 
เลิกมองว่าโลกนี้ดีหรือชั่วโดยสิ้นเชิง   เพราะเราจะขาดสติทันทีเมื่อเราตัดสินคนอื่นว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกหรือผิด
         6. 
ท่องจำสุภาษิตต่างๆ ที่คนเขาพูดกัน   เช่นคนฝรั่งเศส กล่าวกันว่าช่วยตนเองก่อนแล้วพระเจ้าจะช่วยท่านหากเราท่องจำสุภาษิตต่างๆ เหล่านี้ได้ตราบเมื่อเราตกที่นั่งลำบากจะได้มีสติ และปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาพาเราพ้นจากวิกฤต
4. ฝึกการมีเหตุผล ทำได้โดยการ
         1. 
ฝึกคิดว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นผล ก่อนเกิดผลจะต้องเกิดเหตุก่อน เช่นมีควัน ก็ต้องมีไฟ
         2. 
ฝึกคาดคะเนพฤติกรรมของผู้อื่นว่าถ้าเขาเจอเหตุการณ์เช่นนี้เขาจะมีพฤติกรรมตอบโต้อย่างไร
         3. 
หัดพิสูจน์อยู่เสมอว่าสิ่งที่เราเคยเชื่อว่ามันจริง ณปัจจุบันนี้มันยังคงจริงอยู่หรือไม่ และมันจะจริงไปอีกนานแค่ไหน
5. ฝึกการตัดสินใจ  ทำได้โดยการ
         1. 
ฝึกเป็นนักเลือก  เช่นถ้ามีนกหลายประเภท ท่านอยากเป็นนกประเภทไหน เป็นต้นไม้พรรณใด เพราะเหตุใดหรือท่านอยากเป็นนักธุรกิจประเภทไหน เพราะอะไร
         2. 
ฝึกพิจารณาว่าสิ่งที่เราเชื่อมาเป็นเวลานานนั้น ปัจจุบันยังจริงอยู่หรือไม่มีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไข
         3.  
ฝึกมีความคิดในเชิงบวก
         4.  
ฝึกเปิดรับฟังความเห็นต่างๆ ที่แตกต่างจากเรา
         5.  
คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว  เพื่อให้มีจิตใจกว้างขวางคนใจแคบจะมีมุมมองแคบ จึงคิดการใหญ่ได้ยาก
         6.  
หัดหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ ให้กับตัวเอง และหัดพิสูจน์ความเชื่อต่างๆ
         7. 
หัดพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้ครบทุกด้านทุกมุม     ดังที่สมเด็จพุทธาจารย์ โตพรหมรังสี กล่าวไว้ว่า พิจารณามหาพิจารณา พิจารณาจนสุดปัญญา
         8. 
พยายามมองสิ่งต่างๆ แบบกลางๆ (Moderation) เพื่อไม่ให้ความคิดเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง อันจะส่งผลต่อการตัดสินใจ
6.  ฝึกการสร้างภาพในใจ (มโนคติ หรือ Vitalization)
ประโยชน์ของการสร้างภาพในใจ :
         1. 
เป็นการย่นระยะเวลาการลองผิด ลองถูก เช่น ถ้าอยากจัดห้องรับแขกใหม่ให้ลองสร้างมโนภาพก่อนว่าสุดท้ายห้องจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรจะจัดอะไรไว้ตรงไหนจึงจะเหมาะสมและสวยงามเมื่อเห็นมโนภาพชัดแล้วจึงค่อยเริ่มเคลื่อนย้ายข้าวของแล้วผลที่ได้จะออกมาใกล้หรือตรงกับสิ่งที่เราต้องการ
         2. 
เกิด Creativity เช่นกรณี 2 พี่น้องตระกูล Wright คิดสร้างเครื่องบินเนื่องจากมีการจินตนาการว่าคนน่าจะบินได้
         3. 
ทำให้มองเห็นผลในระยะยาวได้ชัดเจน   ทำให้การตัดสินใจแม่นยำมากขึ้น
         4. 
ทำให้เป็นคนมี Positive Thinking  เนื่องจากสามารถมองปัญหาได้หลายด้านเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็สามารถมองหาอีกวิธีทางได้ เมื่อฝึกไปนานๆ ก็จะเป็นคนมี Positive Thinking
         5. 
ทำให้เป็นคนที่ทำอะไรมีแบบแผน ไม่สุกเอาเผากิน
         6. 
ทำให้เป็นคนที่มีความแจ่มใส สดชื่น
         7. 
ทำให้เป็นคนไม่โลเล
วิธีการฝึกให้มีภาพในใจ :
         1. 
เวลาจะไปไหนให้ลองสังเกตว่าที่ที่จะไปจะต้องผ่านจุดไหนบ้าง จะต้องนั่งรถกี่ต่อหรือเวลาจะไปพบใครให้ลองสร้างภาพว่าคนที่เราจะไปพบจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเขาจะพูดอะไรกับเราบ้างเป็นต้น
         2. 
หาหนังสือหนังสือดีๆ มาอ่านและให้จินตนาการสร้างภาพร่วมไปกับหนังสือนั้นๆ เช่นอ่านวรรณกรรมจีนกำลังภายในแล้วจินตนาการภาพตาม
         3. 
ให้ลองคิดกลับในมุมตรงข้ามเช่นให้ลองสร้างภาพว่าถ้ากรุงเทพรถไม่ติดจะเป็นอย่างไร
7.  ฝึกเรื่องความจำ                                                            
ผู้ที่มีความจำดี คือผู้ที่มีคุณสมบัติดังนี้
         1. 
สามารถท่องจำสิ่งที่ต้องการจะจำได้
         2. 
เก็บข้อมูลนั้นๆให้ได้นานเท่าที่เราต้องการ
         3. 
สามารถดึงข้อมูลนั้นๆ มาใช้ได้เมื่อจำเป็น
         
การท่องจำที่ดีต้องมีการออกเสียง หลวงวิจิตร ท่านกล่าวว่าประสาทสัมผัสทางหูจะช่วยในการจำได้เร็ว และนานกว่าประสาททางตาการฝึกให้เป็นคนมีความจำดี จะต้อง
         1. 
หาสถานที่ท่องจำที่เงียบและท่องจำในขณะที่ร่างการพร้อม ไม่ใช่ท่องตอนก่อนนอน
         2. 
ต้องเปรียบเทียบว่าสิ่งใหม่ท่องอยู่มีความแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยรู้มาอย่างไร
         3. 
ขณะอ่านหรือท่องจำต้องมีมโนภาพขึ้นในใจ
         4. 
หัดใจเย็นรอบคอบ และมองสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาอย่างพินิจพิเคราะห์
         5. 
ต้องขีดเขียนไปด้วยขณะท่องจำ
         6. 
การจะเก็บข้อมูลให้ได้นานเท่าที่เราต้องการได้จะต้องกำจัดความกังวลออกจากจิตใจให้มากที่สุด
         7. 
การจะดึงข้อมูลที่มีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องไม่วอกแวกและต้องไม่มีนิวรณ์ 5
จบแล้ว...เดี๋ยวครูอ้อยต้องฝึก  การสร้างภาพในใจก่อน  ไปพวกเรา  แยกย้ายกันไปฝึกตามที่ตนเองปรารถนาเถิด