ในช่วงปี พ.ศ. 2510-2520 เราทำงานพัฒนาชุมชนภายใต้คำศัพท์หนึ่งว่า “การยืนอยู่บนขาของตนเอง” ก็เป็นที่ถกเถียงกันตลอดเวลาที่ยาวนานว่า ยืนบนขาอย่างไรจึงจะอยู่ได้ในกระแสพายุของบริโภคนิยม ขณะที่ระบบโครงสร้างหลักของการพัฒนาประเทศกำลังนำเข้าทฤษฎีความทันสมัยในการเกษตรและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย

พ่อแสน อธิบายการเกษตรผสมผสาน
งานพัฒนาชุมชนโดยองค์กรพัฒนาเอกชนได้ขุดเอาข้อเท็จจริงขึ้นมาจากซากส่วนความหายนะของงานพัฒนาแบบทันสมัยนั้น นับแต่การเกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลงพันธุ์พืชใหม่ๆโดยเฉพาะข้าว การใช้ปุ๋ยเคมีและสารพิษกำจัดศัตรูพืช ความตายของปัฐพี การขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว ฯลฯ แล้วทั้งหมดก็มีส่วนสำคัญในการสร้างภาวะหนี้สินของเกษตรกรที่ถมทับทวีขึ้นจากการหลงใหลไปกับความทันสมัยในการผลิต อันเป็นผลมาจากแนวคิดการ “ปฏิวัติเขียว” เกิดขึ้นในโลกนี้
<p style="text-align: center">
</p>
การสรุปบทเรียนร่วมกันถึงการทำกิจกรรมที่ผ่านมา
</span><p>กว่าจะมีสติคิด ไตร่ตรองได้ รัฐบาลก็ต้องใช้เวลาจำนวนมากลงมารับมือกับคลื่นความล้มเหลวทางการผลิตนั้น ที่ซัดเข้าหาชายฝั่งแถบหน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ากระทรวงเกษตร และรัฐสภาอันเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของความรับผิดชอบ ขบวนแล้วขบวนเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่าจวบจนปัจจุบัน </p><p align="center"></p><p align="justify">คนทำงานพัฒนาชุมชนต้องตอบคำถามมากมายให้กับตัวเองและพี่น้องเกษตรกรผู้เป็นผลพวงหายนะของ “ToM”(Tsunami of Modernization) ท่ามกลางคลื่นความทันสมัยที่ยังซัดกระหน่ำอยู่(จนถึงปัจจุบัน) กระแสคลื่นนี้ทำให้ชายฝั่งชีวิตพังทลายลง เช่น การผุกร่อนของระบบครอบครัว การร่อยหรอของทุนสังคมเดิม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ครอบครัวขาดความอบอุ่น ชุมชนแกว่งไกวไม่สมดุล เกิดการแตกร้าวของการอยู่ร่วมกันในความหลากหลาย ประเทศชาติสะสมความขัดแย้งมากขึ้น </p><p>แต่แล้วสังคมก็ปรากฏแบบอย่างของความมั่นคงของการอยู่รอดท่ามกลางพายุทันสมัย(ToM) นี้ขึ้น แต่แปลกมาก ความมั่นคงนี้กลับผุดขึ้นในพื้นที่ที่มีปัญหาที่สุด เป็นกลุ่มคนชั้นล่างสุด ที่ยากจนที่สุด นั่นคือ “ชุมชนชนบท” นั่นเอง </p><p>แต่ความมั่นคงท่ามกลางกระแสดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นมาจากผลของการสร้างโดยตรงของเครื่องมือต่างๆของรัฐ แต่เกิดขึ้นมาจากการดิ้นรนหาทางออกของปัจเจกบุคคลเอง ซึ่งมิมีปริญญาแห่งความสำเร็จทางการศึกษาใดๆอันเกิดจากการเรียนรู้ในห้องเรียนโชว์หรูไว้ที่ตู้ในห้องรับแขก </p><p><div style="text-align: center">
</div></p><p align="center">เราปลูกต้นไม้เสริมความอุดมสมบูรณ์ของป่าร่วมกัน</p><p align="center"></p><p>แต่เกิดขึ้นโดยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำมาหากินที่เคยตกอยู่ใน “กระแสคลื่นความทันสมัย” ท่านเหล่านั้นหันกลับไปพิจารณารากเหง้าเดิมของการดำรงชีวิต แล้วกลั่นเอาหลักความอยู่รอดออกมา และสร้างขึ้นมาใหม่ภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ เงื่อนไขใหม่ ปัจจัยใหม่ </p><p>มิใยที่ผู้กุมอำนาจสูงสุดของประเทศจะมองเห็น มิมีกลุ่มนักวิชาการผู้มีภูมิปัญญาสูงส่งที่ได้รับการประทับตรามาจากต่างประเทศจะเฉียดใกล้ ยิ่งนักการเมืองผู้ประกาศตนรับใช้ชุมชน ประเทศชาติ จนน้ำลาย ไหลหลั่งท่วมเมือง เสียงแห่งการรับใช้ที่ซ่อนด้วยการตักตวง ใบหน้าที่กล้าเผชิญกลุ่มชนแต่ซ่อนด้วยหน้ากากของผู้แสวงหาอำนาจและผลตอบแทน มิมีใครมองเห็น มิมีใครคิดอ่านหนทางแห่งการอยู่รอดที่ปลอดภัยและยั่งยืน </p><p>ก่อนที่สายเกินไปพระผู้เป็นที่สุดของคนไทย พระผู้เป็นที่สุดของแผนดิน ได้ทรงหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความอยู่รอดของสังคมไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 นั่นคือ ทรงพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืช ชื่อ “พอเพียง” แก่ผสกนิกรของพระองค์ท่าน ให้ทุกคนนำไปปลูกแล้วจะเป็นกำแพงกั้นคลื่น ToM นั้นได้ “เราและท่านได้โปรดใช้เวลาแห่งชีวิตน้อมเกล้าพิจารณากันเทอญ..”</p>
ผมเคยมีโอกาสไปถ่ายรูปงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นกับอาจารย์ที่คณะสถาปัตย์ สจล.
...ได้คุยกับชาวบ้านที่เขาปลูกบ้านแบบในเมือง(กรุงเทพ) คือใช้วัสดุที่ถูกผลิตมาขายแทนที่จะใช้ไม้และหลังคามุงจากที่สามารถทำได้เอง สร้างได้เองเพราะต้องทำบ้านให้เป็นหน้าเป็นตาของเขา...
แต่ตอนที่คุยกัน เขานั้งอยู่ใต้ต้นไม้ บนแคร่ที่นั่งสบายมาก ลมเย็น เหตุเพราะบ้านที่เขาปลูกมันร้อนเกินไปที่จะอยู่...
สวัสดีค่ะท่าน.....บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
เยี่ยม.....
ครูอ้อยขออนุญาตให้คะแนน 10 เต็ม 10 เลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
เมล็ดพันธุ์.. " พอเพียง "..ที่ล้นเกล้าพระราชทานให้ก่อให้เกิดคำถามในใจเบิร์ดมากมาย..ต้องใช้อะไรเป็นปุ๋ย ?..ในระหว่างที่เมล็ดกำลังงอกนั้นควรดูแลอย่างไรบ้าง ?..แพร่ขยายพันธุ์อย่างไร ?..จะกำจัดศัตรูที่รบกวนการเจริญงอกงามของเมล็ดพันธุ์นี้อย่างไร ?
คำถามที่อึงอลในหัวของเบิร์ดเหล่านี้..ขอพี่บางทรายช่วยกรุณาตอบเบิร์ดทีค่ะ
คนถ้ารู้จักตัวเอง ก็จะรู้จักพอนะครับ...บางทีไม่รู้จะสอนกันอย่างไร... เดี๋ยวนี้โฆษณากันเป็นระบบ เปิดทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ก็เกิดความอยากแล้วครับ...
เราน่าจะทำเป็นระบบแบบโฆษณาบ้าง ถ้าจะดี...อยู่แบบพอเพียง อยู่กับธรรมชาติ...
โอชกร