ดิฉันว่ามหาวิทยาลัยไทย ควรเป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของประเทศไทย และความต้องการของชุมชนในประเทศก่อน ...
ดิฉันอ่านข่าวหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10628 เรื่อง “หา"ตัวตน"มหา"ลัยไทย ในแผนอุดมศึกษา 15 ปี ฉบับที่ 2” เมื่อสักครู่นี้ อ่านแล้วก็รู้สึกแปลกๆ คำว่า World Class Universityของ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ที่ให้คำสัมภาษณ์ไว้ว่า
“สิ่งสำคัญต้องมีนโยบายให้สถาบันอุดมศึกษาแข่งขันกันในเชิงคุณภาพมากขึ้น เห็นความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาควบคู่ไปกับการสอน นอกจากนี้ ต้องทำให้สถาบันอุดมศึกษาหลากหลาย โดยมีนโยบายชัดเจนให้แต่ละแห่งกำหนดบทบาท ศักยภาพ และทิศทางตามความเชี่ยวชาญของสถาบัน เพื่อนำไปสู่ World Class Universityพร้อมทั้งพัฒนาให้สถาบันอุดมศึกษาช่วยเหลือตนเองได้ โดยไม่หวังพึ่งงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว ควรมีแผนพัฒนากำลังคนระดับหัวกะทิของประเทศ เพื่อให้คนเหล่านี้สร้างองค์ความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ"
ดิฉันเห็นด้วยเรื่องการทำงานวิจัยคู่การสอน เรื่องความหลากหลาย เรื่องการกำหนดบทบาทของแต่ละมหาวิทยาลัย ไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกัน แต่การนำไปสู่ world-class นั้นจำเป็นต่ออุดมศึกษาไทยในขณะนี้หรือ?
ดิฉันว่ามหาวิทยาลัยไทย ควรเป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของประเทศไทย และความต้องการของชุมชนในประเทศก่อน โดยขณะนี้อาจไม่จำเป็นต้องไปตะเกียกตะกายเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ซึ่งต้องมีการลงทุนมาก (ขอย้ำว่ามาก) จากภาครัฐ ถ้าจะสนับสนุนให้เป็น world-class ต้องไม่ตั้งเป้า world-class นี้ให้กับทุกมหาวิทยาลัย แต่ไปลงทุนกับบางมหาวิทยาลัยที่ดูแล้วมีแนวโน้มจะเป็นระดับโลกกับเขาได้
ปัจจุบันนี้ แค่การลงทุนการศึกษาพื้นฐานยังไม่พร้อมเลย ดิฉันยังเห็นเด็ก ม.1 จับฉลากเข้าเรียนล้นหลามในบางที่ เห็นคนแย่งกันสอบเข้าโรงเรียนดังบางโรงเรียน ขนาดต้องไปสอบที่ exhibition hall ถ้าเป็นแบบนี้แล้วมหาวิทยาลัยจะต้องพยายามแค่ไหนในการเป็น world-class แล้วเจ้า world-class university นี้มันเป็นอย่างไร เพราะถ้าเป้าหมายไม่ชัด คนปฏิบัติก็จะหลงทางกันหมด
ท่านคิดว่า world-class university นี้ มีลักษณะอย่างไร
หมายเหตุ
คำสัมภาษณ์ข้างต้นนำมาจากหนังสือพิมพ์มติชนตามที่อยู่นี้ ซึ่งดิฉันนำมาไม่ครบตอนเขียนบันทึกในช่วงแรก เพราะเห็นคำว่า world-class university แล้วต้องการทราบความเห็นจากผู้สนใจว่าเป็นอย่างไร แต่เลขาฯ กกอ.ได้ให้คำสัมภาษณ์ไว้ด้วยว่า...
"ทั้งนี้ ในการวางแผนต้องคำนึงด้วยว่า ปรัชญาในการพัฒนาประเทศไทยคืออะไร รัฐบาลแต่ละยุคสมัยจะมีแนวคิดที่แตกต่างกัน จึงต้องพิจารณากรอบ รูปแบบ เนื้อหา และกระบวนการของอุดมศึกษาว่าจะเป็นอย่างไร มีตัวชี้วัดอะไรที่จะตอบสนอง และชี้นำสังคมโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า"
"ที่สำคัญคือทำอย่างไร อุดมศึกษาจึงจะช่วยให้คนไทยพ้นจากความยากจน และมีความยั่งยืนได้ จึงควรเอาชีวิต และสังคมเป็นตัวตั้ง ไม่ควรเอาสถาบันอุดมศึกษาเป็นตัวตั้งในการจัดทำกรอบแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว ฉบับที่ 2"
จากคำสัมภาษณ์ที่ดิฉันตกหล่นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าท่านเลขาฯ กกอ. ได้คำนึงถึงดัชนีชี้วัด และมีมุมมองให้กำหนดความต้องการของสังคมเป็นตัวตั้ง และให้สถาบันอุดมศึกษาตอบสนองความต้องการ แทนที่จะเอาสถาบันเป็นตัวตั้ง ซึ่งคำสัมภาษณ์นี้อาจแสดงถึงแนวความคิดการเป็น world-class university ด้วยก็เป็นได้
ดิฉันต้องขออภัยต่อผู้อ่านทุกท่านที่ไม่รอบคอบ เพราะอาจนำประเด็นมาไม่ครบถ้วน และลืมคิดว่าการเขียนบันทึกจากสรุปข่าวจากหนังสือพิมพ์อาจมีข้อผิดพลาดและไม่ครบถ้วน เนื่องจากไม่สามารถลงรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่วัตถุประสงค์ของดิฉันยังคงเหมือนเดิมคือ ลปรร กับผู้ที่สนใจทุกท่านค่ะ
ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะ อ.หมอ
มาโนช ที่ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้ดิฉันกลับไปทบทวนอ่านสรุปข่าวจากหนังสือพิมพ์อีกครั้ง....
แก้ไขเมื่อ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๐ เวลา ๐๖.๐๓ น.
world-class university นี้ มีลักษณะอย่างไร
น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอาจารย์ดีๆเก่งๆประจำมากหน่อย มีหลักสูตรที่เป็นมาตรฐาน ไม่เอาใจนักเรียนให้ได้เกรดดีๆ มีการสอนจากปริญญาตรี จนปริญญาเอก
มี นักวิจัยที่มีคุณภาพ มีสนับสนุนการวิจัยให้เป็นล่ำเป็นสัน มีการจัดระบบ ประเภท ระดับสถาบันการศึกษาให้ชัดเจน เหมือนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ที่บางมหาวิทยาลัย ก็เก่งไปคนละแนวก็ได้ นักศึกษาสามารถเลือกเรียนได้ และพอนักศึกษาจบออกไป ก็ยืดอกได้ บอกว่า จบจากที่.....คนร้องอ๋อ...รู้จัก ที่,มหาวิทยาลัยนี้เก่งนี่ ....เก่ง ๆ ใช้ได้เลย หางานก็ง่าย มีแต่คนมาappraoch และลูกศิษย์เก่งๆก็เป็นหน้าเป็นตาให้มหาวิทยาลัยด้วย
คุณหมอวิจิตร สามีดิฉันจบจาก Duke และCornell เขาก็ภูมิใจมากค่ะ
ตอนนี้เท่าที่เห็นๆใกล้ชิดหน่อย คือมหาวิทยาลัยยังมีอาจารย์ที่มีคุณภาพไม่พอ ยิ่งมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง อาจารย์เก่งๆดีๆ ไม่มาก ลูกศิษย์จึงไม่ค่อยเก่งนัก
อีกอย่างมหาวิทยาลัย ต้องใช้ทุนมาก จึงจะพัฒนาได้ดีอย่างหวังค่ะ และอ้อ!ใครจะเป็นคนให้เกรด world classคะ?
ความคิดของผมนะครับ ถ้าจะทำ world class university หลักคือการมีอาจารย์นักวิจัยชั้นยอด และผลิตผลงานอย่างส่ำเสนอ โดยผลงานมีประโยชน์ local >= global อาจารย์มีทีมเวอร์ชั้นดีซึ่งก็คือนักศึกษาปริญญาโทเอกที่ต้องการเรียนรู้กับอาจารย์ท่านนี้ การศึกษาระดับปริญญาตรีก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง อยากได้อาจารย์ดีๆ ก็ใช้เงินจ้างครับ เงินเดือนสูง สวัสดิการดี อาจารยือยากทำวิจัยอะไรสนับสนุนให้หมด มีการประเมินผลงาน ซึ่งอาจารย์ที่เขามาแบบนี้เขาไม่กลัวอยู่แล้ว เงินเท่าไรที่จะให้อาจารย์เหล่านี้มาทำอย่างนี้ได้ หรือมีอาจารย์กลับจากต่างประเทศมาทำร่วมกับเราได้ 1 แสน up ครับ แค่นี้ท่านก็บอกว่า อาจารย์ต้องเสียสละเพื่อเด็กไทย ของบวิจัยหรือเสนอโครงการกว่าจะอนุมัติเรื่องที่จะทำก็ล้าสมัยไปแล้ว บางทีเงินมาคนทำหายไปหมดแล้ว T_T
ผมเห็นด้วยครับว่า คำ้พูดว่าทิศทางมหาวิทยาลัยไทยควรไปสู่ world class uni นั่นแหนะมันเพ้อผันมากๆ เอาแค่ 1 มหาวิทยาลัยทำให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาพูดกัน คำพูดของท่านเลขา กกอ.เนี่ยผมว่ามันล่องลอยมากเลยนะครับ ทุกบรรทัดเลยก็ว่าได้ ท่านคงพูดตอนไปเปิดงานหรืออะไรสักที่มั๊งครับ ก็พูดให้ดูดีน่ะ การมี vision ผมคิดว่าเป็นสิ่งดีนะครับ แต่ถ้าเป็น vision แบบ unrealistic เนี่ย อย่าเสียเวลาไปสานต่อครับ
สวัสดีค่ะคุณ
sasinanda
เรื่องที่ใครจะเป็นผู้ให้เกรดว่าเป็น world-class นั้นยังไม่ชัดเจนค่ะ คงใช้ ranking ที่นิตยสารต่างประเทศจัดให้กระมังคะ ตอนนี้แค่ว่า world-class ที่ท่านเลขา กกอ. ว่าไว้ ดิฉันยังไม่ทราบชัดเจนว่าหน้าตาในความเห็นของท่านนั้น เป็นอย่างไรเลย
ดิฉันเองก็เห็นด้วยเหมือนที่คุณsasinanda ว่าเราต้องมีอาจารย์เก่งและดี แต่พวกเราคงทราบดีว่าทุกอย่างต้องลงทุนและใช้เวลาค่ะ ทุนมนุษย์นี้สร้างและ keep ยากค่ะ ไม่เหมือนเครื่องจักร และการศึกษานี้จะเน้นทุนมนุษย์มากกว่าด้านอื่นค่ะ
ดิฉันว่าวัฒนธรรมและค่านิยมของคนไทยก็มีผลต่อการศึกษานะคะ เพราะปัจจุบันคนไทยนิยมเรียนเฉพาะสาขาที่เป็น white collar พ่อ แม่ก็สนับสนุนให้เป็น white collar เด็กๆ ก็อยากเป็นอะไรที่เท่ห์ แต่เหมาะกับเขาหรือเปล่านั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะสาขาที่น่าจะทำเงินได้เยอะ
ตอนนี้บ้านเราขาดคนทำงาน field work ที่เก่งๆ โดยเฉพาะในสาขาช่าง หรือวิศวกรรมค่ะ คือวิศวกรที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นล้นตลาด ใครๆ ก็เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์กันเกร่อไปหมด แต่ช่างเก่งๆ ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยมีค่ะ ดิฉันกำลังรอดูอีกสัก 10-15 ปี เวลาที่ช่างเก่งๆ เกษียณหมดแล้ว อุตสาหกรรมไทยจะเป็นอย่างไร (ไม่อยากจะคิดเลยค่ะ...)
ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนและให้ข้อคิดเห็นนะคะ
สวัสดีค่ะ อ.หมอ
มาโนช และ อ.
นาย ขจิต ฝอยทอง
เห็นด้วยกับคุณหมอเรื่ององค์ประกอบของการเป็น world-class university ค่ะ แต่ความเป็นไปได้ในการเป็นของมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ต่ำมากๆ (ขอเน้นว่าต่ำจริงๆ เพราะแค่การศึกษาพื้นฐานยังไปไม่ค่อยถึงไหนเลยเหมือนที่ อ.ขจิตว่าไว้
เรื่องการขอทุนวิจัยดิฉันก็อยากจะ T_T เหมือนคุณหมอเลยค่ะ ตอนอยู่ต่างประเทศทำวิจัย เรามี support แต่พอกลับมาเมืองไทย มันต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่ก็เข้าใจนะคะ ว่าบ่นมากไม่ได้ ตอนนี้ก็ได้แต่ทำงานชิ้นเล็กๆ กับนศ.ป.โท ตามมีตามเกิด เน้นการผลิตคนที่คิดเป็น ทำเป็น และเป็นคนที่มีจริยธรรมในการทำงานต่อไป แต่ชิ้นงานที่ทำได้ระหว่างเรียนนั้นไม่ได้คาดหวังมากค่ะ เพราะไม่มีทุน
พอดีเรื่องที่เอามา post นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ท่านเลขา กกอ. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ "กรอบแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550-2564" ซึ่งเป็นแผน ๑๕ ปี ดิฉันเห็นแล้วก็หนาวค่ะ ถ้าขืนตั้งเป้าแบบทำไร่เลื่อนลอยให้เราแบบนี้.....
ขอบคุณทั้ง ๒ ท่านที่ร่วม ลปรร ค่ะ คนทำงานให้มหาวิทยาลัยก็ยังคงต้องทำหน้าที่ของเราต่อไป และแยกให้ออกว่าอะไร realistic และทำได้
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ สำหรับข้อคิดเห็นดีๆ
ฯลฯ
<ul>
</ul>
สวัสดีค่ะ อาจารย์
wwibul
ดิฉันว่าหลายๆ ท่านเห็นตรงกันหมดค่ะ เรื่องความไม่ชัดเจนของ world-class university
เท่าที่อ่านในสรุปข่าว ทาง กกอ.กำลังระดมสมองทำแผนระยะยาว ๑๕ ปีอยู่ค่ะ เขาต้องเสนอแผนพัฒนาฉบับนี้ภายในเดือน สิงหาคม-กันยายน ๒๕๕๐ นี้ ก็ได้แต่หวังว่าคงมีผู้รู้ ผู้ใหญ่ในวงการ ที่คิดถึงเรื่องเกณฑ์ และความเป็นไปได้ในการไปให้ถึงเกณฑ์นั้นๆ รวมถึงความสอดคล้องของสิ่งที่อุดมศึกษาควรทำ กับความต้องการของสังคมด้วย
ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ ที่ให้ข้อคิดเห็นและ ลปรร ดิฉันตามอ่านเรื่องที่อาจารย์เขียนอยู่เรื่อยๆ นะคะ เพียงแต่ยังไม่ค่อยได้ให้ข้อคิดเห็นสักเท่าใดค่ะ
ถ้ามุ่งที่จะทำสิ่งดี สร้างสิ่งดีให้กับระบบการศึกษาไทย
อย่าคิดมากเลยว่าจะ world class uiniversity เดี่ยวนี้
พรุ่งนี้ ชาตินี้ หรือชาติหน้า ทำเลยครับ ทุก
มหาวิทยาลัย ลงมือทำเลยครับ ประเทศเรามีแต่คน
พูด มีแต่คนวิจารณ์สิ่งที่คนอื่นทำเยอะเกินไปแล้ว
ปราชญชาวบ้านท่านนึงเคยพูดไว้ "ต้นไม้ที่โตเร็วที่สุด
คือต้นไม้ที่ปลูกเดี๋ยวนี้ ทันทีที่ปลูก"
ปล. อาจารย์วิจารณ์ พานิช เขียนถึง "ปีศาจอยู่ในรายละเอียด" ไว้ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/80829
สวัสดีค่ะ คุณ carbon14
อ.กมลวัลย์ครับ ผมอ่านเจอในที่ http://www.moe.go.th/news_center/news29122549_01.htm
ดูจะไม่ค่อยตรงกับที่พูดหลังสุดนี้นะครับ
"พูดถึงแผนพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาระยะยาวว่า “ดร.กฤษณพงษ์” ให้ทรรศนะว่า
ผมอยากให้ทุกมหาวิทยาลัย หาเอกลักษณ์ของตัวเองว่า อยากเป็นแบบใด เพราะมหาวิทยาลัยไม่ควรมีหน้าตาเหมือนกันหมด และคิดว่าจะพัฒนาคน และระบบอย่างไร โดยจะต้องตอบโจทย์ทั้งฐานล่าง ท้องถิ่น และโลกาภิวัตน์ให้ได้ด้วย ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ก็จะต้องคิดด้วยว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดร่วมกันได้อย่างไร
“ทั้งนี้ในประเด็นของการที่จะให้มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกนั้น ผมเห็นว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งไม่จำเป็นต้องโกอินเตอร์ทั้งหมด เพียงแต่บัณฑิตที่ออกมาควรมีโลกทัศน์ทันโลก รวมถึงมีบทบาทในระดับนานาชาติที่สูงขึ้น ก็ถือเป็นการโกอินเตอร์แล้ว”
อีกประเด็นที่ทิ้งไม่ได้ และยังเป็นความห่วงของชาวอุดมศึกษา นั้นคือ เรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ซึ่ง “เลขาธิการ กกอ.คนใหม่” ย้ำว่า คงต้องคุยกันใหม่โดยถามผู้ใช้บริการของมหาวิทยาลัย ทั้งผู้ที่รับนักศึกษาไปทำงาน และผู้ที่ใช้บริการงานวิจัย ทั้งนี้ผมเห็นว่ามหาวิทยาลัยทั้ง 130 แห่ง น่าจะจับกลุ่มที่ต่างกัน ไม่ควรมาจัดอันดับรวมกัน เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งก็จะตอบโจทย์ฐานล่าง ท้องถิ่น โลกาภิวัตน์ ที่แตกต่างกัน และวุฒิภาวะของมหาวิทยาลัยก็ต่างกัน
สวัสดีค่ะ อ.หมอ
มาโนช
ขอบคุณคุณหมอมากเลยค่ะ ที่ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติม ดิฉันรีบกลับไปค้น link และกลับไปอ่านข้อความทั้งหมดใหม่ ทำให้รู้ว่าตัวเองไม่รอบคอบจริงๆ เพราะมัวแต่คิดถึงคำว่า world-class และอยากรู้ แล้วก็นำมาเขียนเลย อ่านไม่ครบจริงๆ ค่ะ ซึ่งทำให้ไม่ fair ต่อท่านเลขาฯ และผู้อ่านค่ะ ดิฉันจะระมัดระวังยิ่งขึ้นไปในการเขียนบันทึกต่อไปค่ะ ; )
ดิฉันแก้ไขบันทึก โดยเพิ่มข้อความแล้วนะคะ แล้วก็แปะ link ที่เกี่ยวข้องไว้ข้างต้นด้วยค่ะ ถ้าคุณหมอหรือท่านอื่นๆ มีข้อแนะนำเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้เลยนะคะ ดิฉันยินดีรับฟังและแก้ไขค่ะ
ท่านคิดว่า world-class university นี้ มีลักษณะอย่างไร
จากที่อ่านทั้งหมดนะคะ คิดว่า ความมุ่งหมายก็คือ ต้องการให้แต่ละมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีลักษณะเด่นของตนเอง ... มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน ซึ่งในส่วนนี้ หากมีการกำหนดเป้าหมายไว้ดี ก็จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป
สิ่งที่ตามมาก็คือ เกณฑ์ในการกำหนดกลยุทธ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้น จะเป็นอย่างไร ? ใครเป็นผู้กำหนด? ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนหรือไม่? ... ฯลฯ
คิดว่า การจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกหรือไม่นั้นไม่สำคัญ นั่นคือ เราคงจะไม่ต้องเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แต่ว่าให้มองดูตนเอง พัฒนาตนเอง ว่า มหาวิทยาลัยได้สร้างคน ให้เป็นคนที่มีคุณภาพได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งอันนี้ คงไม่ได้มองแค่ ปริมาณ หรือ คุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมองในภาพรวมที่พอเหมาะพอดี
ขอเป็นกำลังใจให้กับนักคิด นักพัฒนาทุกท่านค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณมนต์ ที่แวะเข้ามาให้ข้อคิดเห็นอยู่เสมอนะคะ
ตอนนี้คิดจะสรุปรวมรวมความเห็นจากบันทึกนี้อยู่ค่ะ แล้วจะรายงานให้ทราบทางบันทึกต่อไปค่ะ
สวัสดีค่ะ อ.
นาย ขจิต ฝอยทอง
ขอขอบคุณ
สวัสดีค่ะคุณ อนิลฑิตา
จากมุมของคนนอกวงการศึกษา ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับบทความนี้ในเรื่องของความหมายครับ
แต่เช่นเดียวกับคุณ carbon14 และคุณไพศาล (บางทราย) ก็อยากจะชี้ว่า ไม่ว่าจะเป็น world-class university หรือไม่ก็ตาม หน้าที่หลักของมหาวิทยาลัย น่าจะเป็นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมครับ
เรื่องนี้ไม่ควรเริ่มจากความต้องการที่จะเป็น world-class university แต่ควรจะเริ่มจากการมี world-class faculty ที่สามารถช่วยให้ world-class student เปล่งประกายได้ ตามศักยภาพของเขา ช่วยให้เขาได้เข้าใจคุณค่าของตนเอง ผมเชื่อว่าคุณภาพทางวิชาการจะตามมาเอง หากผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาครับ
สวัสดีค่ะ คุณ
บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
ตอนนี้ดิฉันไม่ค่อยหวังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สุด เพราะทำไม่ได้ใน ๕-๑๐ ปีแน่ๆ ค่ะ (คิดแบบ realistic น่ะค่ะ) แต่ถ้าตั้งเป้าว่าสามารถสอนนักเรียนที่พอผลิตเทคโนโลยีได้ อันนี้ดิฉันว่าพอเป็นไปได้ค่ะ (แต่อาจได้เฉพาะบางคน คงได้หมดค่อนข้างยากค่ะ)
เรื่องการเป็นมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมชุมชนนั้น ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างมากเลยค่ะ ปัจจุบันก็มีอาจารย์สจพ.ที่นำนักศึกษาไปชุมชนอยู่บ้าง ไปออกค่ายสร้างห้องน้ำ ห้องเรียนเล็กๆ อยู่ทุกปีค่ะ แต่ยอมรับเลยว่าไม่เคยเห็นนโยบายเรื่องการให้อาจารย์ออก field เข้าหาชุมชนมากขึ้น มีแต่นโยบายเรื่องงานวิจัย ไปเน้น excellence ทางด้านที่สู้ต่างชาติยากมากค่ะ
คุณบางทรายอาจสงสัยว่าทำไม มหาวิทยาลัยจึงไปเน้นทางด้านนี้ ก็เพราะว่า สกอ. (ทบวงมหาวิทยาลัยเดิม) ให้ทางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าตัวเองเป็นมหาวิทยาลัยประเภทใด มีให้เลือกอยู่ไม่กี่อย่างหรอกค่ะ ดังนั้นเกือบทุกมหาวิทยาลัยก็บอกว่า ฉันนี่แหละเป็น"มหาวิทยาลัยวิจัย" เวลามีเรื่องการ ranking เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มาวัดผลการวิจัยซึ่งนับกันที่ publications เป็นส่วนใหญ่ก็พบว่า ผลงานตีพิมพ์ไม่ได้ดีขนาดนั้น ดังนั้นมาตรการส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ออกมากระตุ้นเรื่องงานวิจัย มีการให้ incentives ในการทำงานวิจัย มีเงินสมนาคุณ ฯลฯ คนที่ได้ประโยชน์จากมหาวิทยาลัยกลุ่ม science&tech แบบที่ดิฉันอยู่ก็เป็นอุตสาหกรรมค่ะ ไม่ใช่ชุมชน ฟังแล้วเหนื่อยไหมคะ
เล่าสู่กันฟังค่ะ...