Thai Buddhist lost in Buddhism

ชาวไทยพุทธกลัวการเป็นพุทธ
ไม่น่าเชื่อใช่ไหมว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในเมืองพุทธบนผืนแผ่นดินไทยของเรา หรือว่าศาสนาพุทธไกล้ถึงจุดจบและเสื่อมทรามเต็มทีแล้ว? ความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปทำให้หลายคนไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นเลย เช่นเดียวกับสภาวะอากาศหรือปัญหาโลกร้อนของเรา ในเบื้องต้นการเปลิ่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกจะขึ้นๆลงๆเสมือนเส้นตรงในแนวทะแยงมุมที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งอุณหภูมิจะเปลื่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ชนิดที่ร้อนจัดจนสามารถทำให้น้ำท่วมโลกและหนาวจัดชนิดที่ทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปีสัตว์โลกหลายชนิดที่ปรับตัวไม่ทัน จึงต้องสูญพันธ์ไปในที่สุด สภาวะเช่นนั้นกำลังเกิดขึ้นกับศาสนาพุทธที่นี่และบนผืนแผ่นดินนี้!!!
หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นวัฏจักรเมื่อมีเจริญก็ย่อมมีเสื่อมถอย แต่ในความเป็นเช่นนั้นเองนั้นบางอย่างถูกจงใจกระทำให้เกิดขึ้น จึงเท่ากับว่าหาใช่ความเป็นเช่นนั้นเองไม่ชาวพุทธกลัวเป็นพุทธ เกิดขึ้นได้อย่างไร?หากย้อนไปช่วงการเปลี่ยนแปลงจากวิกฤตการเมืองการปกครองปลายปี 49 หลายคนคงไม่ทราบว่าได้มีวิกฤติหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวตัดข้อความ"พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธมามกะและพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"ออกรมว.ศึกษาธิการเสนอในที่ประชุมให้มีการเปลี่ยนแปลงและยกเลิกโครงการโรงเรียนวิถีพุทธไปเป็นโรงเรียนวิถีธรรมเพื่อรองรับการเรียนการสอนของศาสนาอื่นเรื่องนี้ไม่ทราบได้ว่าเกิดจากความไม่ตั้งใจหรือตั้งใจให้เกิดขึ้นกันแน่
เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเกิดมิจฉาทิฐิกลัวว่าหากใช้คำว่าพุทธแล้วจะทำให้ไม่เกิดความสมานฉันท์ซึ่งน่าจะเกิดจากสาเหตุอิทธิพลของปัญหาสามจังหวัดชายเดนภาคใต้ที่สังหารคนเป็นผักปลาและถูกใช้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดาน คนพุทธเองจึงไม่กล้าบอกว่าเราเป็นชาวพุทธแล้วจะให้เราไปเป็นอะไร ? ความกลัวกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในระบบการเมืองการศาสนาเช่นเดียวกับเหตุการณ์ 911!!!นอกจากสาเหตุปัญหาสามจังหวัดชายเดนภาคใต้แล้วเหตุใดจึงเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ขึ้น?
1.วัดวัตถุนิยม
วัดแทนที่จะถูกใช้เป็นสถานที่วัดจิตใจเพื่อการขัดเกลากลับกลายเป็นวัตุนิยม ซุ้มประตูวัดมูลค่าหลายแสนหลายล้านบาทวิหารอาคารสิ่งปลูกสร้างหลายสิบหลายร้อยล้านผุดขึ้นเช่นเดียวกับกระแสวัตถุนิยม ความสวยงามของสิ่งปลูกสร้างไม่สามารถบ่งบอกได้ถึงความสวยงามของจิตใจคน ชาวบ้านยังยากจนถูกมอมเมาจาก อบายมุขสิ่งเสพติดและการพนัน แทนที่เงินบริจาคจะถูกใช้ในการพัฒนาคนและชุมชนกลับถูกใช้เพื่อการพัฒนาวัตถุ ชนิดที่ไม่พอเพียงไม่พอดี มันถูกต้องแล้วหรือกิเลสความอยากได้บุญอยากขึ้นสวรรค์ในใจคน ถูกนำมาใช้เพื่อการบริจาควัดแบบนี้จึงไม่ใช่วัด แต่เป็นวัดวัตถุนิยม กายนิยม
หากเราอ่านในพระบาลี จะพบว่าพระพุทธองค์สั่งสอนว่าตราบใดที่พระหรือนักปฏิบัติยังมีความยินดีในเสนาสนะป่าพระพุทธศาสนาจะไม่เสื่อมสลายหายจากโลกตราบนั้นความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่โตหรือความสวยงามเทียบสวรรค์ชั้นฟ้าของวัดวาอาราม การสร้างสิ่งสวยงามที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งดี แต่หากทำด้วยความไม่พอเพียง แข่งกันทำ ทำเหมือนๆกันหมด ความดีนั้นจะกลายเป็นไม่ดี
2.เสกพระให้เป็นพราหมณ์
พระเสกที่เขล็งไม่ขลังจริง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ปัญหานี้ทำให้การปลุกเสกพระจะต้องมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องจึงจะสามารถจัดการปลุกเสกได้ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนแต่ผลเสียของวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุนี้กลับส่งผลที่ร้ายแรงกว่า เพราะต่อไปจะมีของขลังที่ไม่ใช่พระถูกปลุกเสกมากขึ้น อย่างที่เป็นข่าว เช่นจตุคามรามเทพ ยิ่งปลอมยิ่งดัง ยิ่งออกหนังสือพิมพ์ก็ยิ่งได้"กรรมไร"
หนังสือพิมพ์เจ้ากรรมก็อยากขายข่าว โปรโมทโฆษณากันเข้าไป "กรรมมาไรๆ"แน่นอน
3.มารศาสนาไม่เสียค่าปรับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มารศาสนาที่ปลอมเป็นพระ และพระที่ปลอมเหล่านี้ อย่างมากก็ถูกจับสึกไม่ต้องเสียค่าปรับหรือถูกยึดทรัพย์แต่ประการใด สึกไปก็กลายเป็นคนรวยหรือมีทรัพย์สินให้พี่น้องได้เสวยสุขกฎหมายเพื่อการปกป้องศาสนาจึงจำเป็นและสมควรต้องมีไม่แปลกใจเลยที่มีข่าวยิงกันในวัดเพราะขัดผลประโยชน์ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ ชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจในความเป็นพุทธได้กระทำลบหลู่กับพระพุทธรูป เช่นการขึ้นไปขี่คอพระพุทธรูปแล้วถ่ายรูปเป็นต้น หลังจากเจ้าหน้าที่ชี้แจงให้เข้าใจพร้อมปรับเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย ฝรั่งผู้นั้นยอมเสียค่าปรับอีกครั้งเพื่อกลับไปกระทำผิดใหม่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p>4.บุญนิยม นิยมทุน</p><p>โยมฝึกพระให้เสียนิสัยจากสิ่งที่มาแต่งเติมสร้างเปลือกพอกศาสนาให้หนาขึ้นจนยากที่จะเข้าถึงในภายหลังนี้บางอย่างก็ทำให้พระเสียนิสัยเช่นไปสวดจะต้องได้ซอง ไม่ต่างอะไรกับทำงานต้องได้ค่าจ้าง หากยังยึดติดกับค่าจ้างแล้วจะมีจิตใจในการพัฒนาตนพัฒนางานได้อย่างไรบวชพระสมัยนี้จึงรวย สึกออกมาแล้วก็มีเหลือเก็บเรื่องนี้จึงควรเป็นจิตสำนึกส่วนบุคล(พระ)มากกว่าบางรูปท่านก็บริจาคส่วนนี้เข้าวัดหรือนำไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์อย่างอื่น ส่วนโยมก็ไม่เข้าใจว่าการได้บุญมากหรือไม่มากนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนทางกายภาพแต่เป็นปริมาณแรงใจที่ได้ออกไป(บุญเชิงคุณภาพ) และส่วนใหญ่ก็ทำบุญหวังได้ขึ้นสวรรค์หวังว่าชาติหน้าจะสบายอยู่ โยมประเภทนี้จึงตกเป็นเหยื่อของพวก “บุญนิยมนิยมทุน” </p><p> 5.ศาสนา บันดาศักดิ์</p><p>เปลือกจำเป็นต่อการอยู่รอดและการเจริญของต้นไม้แต่เปลือกที่ถูกพอกหนาจนเกินไป เต็มไปด้วยกาฝากและเถาวัลย์ จะทำให้ต้นไม้ต้นนั้นแบกภาระหนัก ใบขาดแสงสว่างเพื่อสังเคราะห์แสงและต้องเหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด หากเราสังเกตุดีๆจะพบว่าเปลือก,กะพี้และแกนของไม้บางชนิดจะมีความแข็งแต่แก่นจะเป็นไส้กรวงที่ว่างเปล่า</p><p>พระมีความหมายว่าผู้เจริญ มีรากศัพท์มาจากคำว่า วระ ซึ่งมีการใช้ตัว “พ” แทนตัว “ว” ในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 วระแปลว่าผู้ขอ คำว่าพระจึงมีความหมายที่แท้จริงว่าผู้ขอที่มีจิตใจอันประเสริฐการที่พระพุทธองค์ทรงเรียกการไปขออาหารเพื่อเลี้ยงชีพนี้ว่า การไปโปรดสัตว์เนื่องจากเมื่อมีผู้ขออันประเสริฐมาขอทาน หากชาวบ้านมีจิตเมตตาหรือศรัทธาในคุณงามความดีและจริยวัตรอันงดงามของผู้ขอการให้ทานโดยบริจาคอาหาร จึงเป็นการลดความคับแคบของจิตใจเป็นเงื่อนไขให้เกิดบุญเกิดกุศล ในสมัยนั้นผู้ขอก็ไม่ต่างอะไรกับขอทานการที่วระอุ้มบาตรไปขออาหารเพื่อเลี้ยงชีพจึงเป็นการขอทาน แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์คือ เมื่อผู้ขออันประเสริฐมาขอทานผู้ขอกลับเป็นผู้ให้ทาน คือเป็นผู้จุดประกายของความเมตตาขึ้น การขอจึงเป็นการให้ส่วนผู้ให้ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับเป็นเงื่อนไขที่เกื้อหนุนให้เกิดเมตตาธรรมขึ้นในจิตใจของผู้คนดังกับคำว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลกดังนั้นในความเป็นจริงพระก็ไม่ได้ต่างอะไรกับขอทาน แต่เป็นผู้ขออันประเสริฐดังนั้นไม่ว่าจะได้ยศได้ศักดิ์เป็นอะไรได้ปกครองสงฆ์มากแค่ไหน ก็ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าเป็นหัวโขนของหัวหน้าขอทานผู้ประเสริฐนั่นเอง ดังที่พระพยอม ท่านพูดว่าอาตมาเป็นพระ ต้องทำงานให้คุ้มค่าข้าวที่ชาวบ้านใส่บาตรมาซึ่งน่ายกย่องที่ท่านเป็นพระแท้ พระนักพัฒนา ที่พัฒนาทั้งทางด้านวัตุและด้านจิตใจให้กับชาวบ้าน ,วัดและชุมชน</p><p> 6.ไม่ดีให้ไปวัด</p><p>วัดเปรียบดังส้วมสำหรับการถ่ายของเสีย นิสัยที่ไม่ดีก็ให้ไปขจัดที่วัดของไม่ดีใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ก็บริจาควัดหมาแมวตัวไหนขี้แหร่หรือเลี้ยงไม่ไหวก็ไปปล่อยวัดเด็กคนไหนเกเรหรือไม่มีที่เรียนก็ไปฝากเป็นลูกศิษย์วัด คนสติไม่สมประกอบ คนพิการหรือแม้กระทั่งคนแก่ก็พาไปปล่อยวัด คนที่เคยติดคุกติดตะรางคนนิสัยไม่ดีรวมทั้งคนว่างงานไม่มีอะไรทำ ก็ให้พาไปบวชดังนั้นวัดจึงเป็นสถานที่รวมของสิ่งไม่ดี หากพระหัววัด หรือพระเจ้าอาวาสไม่มีความสามารถในการจัดการ หรือฝึกหัดนิสัยไม่ดีเหล่านี้แล้ว ก็ยากที่จะมีพระดีๆอยู่ในวัด </p><p> 7.พระเทียมพุทธไม่แท้ </p><p>ศาสนาพุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยหลังจากศาสนาพราหมณ์แต่ด้วยความเป็นพุทธจึงจำเป็นต้องเผยแพร่อย่างสมานฉันท์พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยนั้นจึงยังคงเป็นสมมุติเทพและไม่ได้ทำลายหรือกวาดล้างความเชื่อของศาสนาพราหมณ์เสียทีเดียวสังเกตุได้จากพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนายังคงมี พิธีการแบบพราหมณ์อยู่พื้นฐานความเชื่อของชาวไทย จึงปนอยู่กับพุทธ,พราหมณ์,จีน,เขมร,พม่าและมาลายูปัจจุบันชาวพุทธไทยส่วนใหญ่จึงยังไม่เป็นพุทธแท้ ยังคงกราบไหว้ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าศาลพระพรหมณ์ นับถือผีสางเทวดาหรือกราบใหว้แม้กระทั่งตอไม้พืชหรือสัตว์อะไรที่เกิดมาผิดธรรมชาติแปลกประหลาด แม้กระทั่งเรื่องดูหมอดูดวงสเน่ห์ยาแฝดอยู่ แต่ถ้าจะถามว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ต้องบอกว่า สิ่งที่มองไม่เห็นมีอยู่จริงแต่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเคารพกราบใหว้บูชาอย่างสูงสุดคำถามก็คือถ้าผีสางเทวดา เทพชั้นฟ้า ยังคงมีพฤติกรรมเป็น”เทวดาคอรัปชั่น”ด้วยการติดสินบนจนต้องแก้บนกันอยู่ ยังหลงยินดีเมื่อมีคนมาประจบสอพลอกราบใหว้บูชาโดยหวังสิ่งตอบแทนอะไรบางอย่างเทวดาเหล่านั้นจะมีความน่าเชื่อถือให้สมควรปกครองหรือกระทำการใดๆเพื่อหรืออยู่เหนือมนุษย์หรือไม่? </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ส่วนผีก็ไม่ต่างอะไรกับรุ่นพี่พอถึงเวลารุ่นน้องอย่างพวกเราทุกคนก็คงได้เลื่อนชั้นเรียนส่วนจะตกชั้นหรือข้ามชั้นไปเป็นอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับความดีที่ได้กระทำ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>see 5,000 years of religion in 90 seconds</p>
พระเทียมพุทธไม่แท้ในสมัยนี้จึงมีอยู่มาก แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นชาวพุทธยังไม่เข้าใจพุทธศาสนาแกรงกันว่าถ้าจะบอกว่าเราเป็นพุทธแล้วจะทำให้ไม่สมานฉันท์
</span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในความเป็นจริงแล้วมีข้อมูลทางสถิติมากมายที่บ่งบอกได้ว่าการเป็นพุทธทำให้เกิดความสมานฉันท์ ตัวอย่างที่ทนท้าต่อการพิสูจน์อย่างหนึ่งก็คือในประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธไม่เคยเกิดสงครามระหว่างศาสนาหรือแม้กระทั่งสงครามระหว่างลัทธิขึ้นเพราะหากเกิดขึ้น ผู้นั้นกลุ่มชนนั้นจะไม่ใช่พุทธทันทีในมุมกลับกันชาวพุทธทำสงครามอยู่ตลอด เป็น PeaceWarriorสงครามที่แท้จริงจึงมิใช่สงครามภายนอกแต่เป็นการทำสงครามกับกิเลสตัณหาในใจตน และสังหารความไม่รู้ให้กับผู้คนต่างหาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> คำว่าคุณธรรมแม้จะใช้ได้สากลกับทุกศาสนา แต่จากผลการวิจัยพบว่าประเทศที่ใช้หลักคุณธรรมสากล แทนศีลธรรมจริยธรรมศาสนาจะมีแนวโน้มที่คนในชาติไม่มีศาสนามากขึ้น พร้อมทั้งเกิดลัทธิใหม่ๆผุดขึ้นมาอย่างมากมาย ใครอยากจะรวยเร็วก็ให้ก่อตั้งลัทธิใหม่กันตัวอย่างเช่นวัดบางวัดที่มีจานบินตั้งอยู่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการหลุดพ้นที่ไม่ได้สอนให้ยึดติดในตัวตน แม้ว่าการไม่ยึดติดกับตัวตนจะเป็นสิ่งสำคัญแต่การมีตัวตนเพื่อก้าวไปสู่การหลุดพ้นนั้นก็สำคัญด้วย</p><p>การที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้คำว่าพุทธหรือไม่นั้นสามารถอุปมาให้เข้าใจได้ง่ายๆดังนี้การใส่เสื้อเหลืองของชาวไทย สามารถทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปหากใส่เสื้อเหลืองแล้วกินเหล้าเข้าพับร์เข้าบาร์ ก็กะไรอยู่ แม้การบวชเป็นพระมิได้อยู่ที่การห่มผ้าเหลืองแต่ผ้าเหลืองผืนเดียวยังทำให้คนเคารพกราบใหว้และศรัทธา ทั้งนี้เนื่องจากบารมีในคุณงามความดีและธรรมานุภาพของพระพุทธเจ้าผ้าเหลืองจึงมีทั้งพลานุภาพและพุทธานุภาพ การบวชเป็นพระแม้ว่าจะใช้การบวชใจได้แต่การห่มผ้าเหลืองก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเช่นเดียวกันกับการใช้คำว่าพุทธ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การเรียนการสอนวิถีพุทธ จึงสำคัญ หากใช้คำว่าพุทธแล้วไม่ปฎิบัติแบบพุทธก็ไร้ความหมาย ซ้ำร้ายอาจจะก่อให้เกิดผลเสีย เช่นเดียวกับการที่พระไม่เป็นพระและชาวพุทธไม่เป็นพุทธแท้นั่นเอง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">~ตื่นเถิดชาวไทยอย่าหลับไหลลุ่มหลง ชาติ,ศาสนาจะพินาศลงก็เพราะเราทั้งหลาย~ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าไม่ตื่นจะรู้ว่าหลับได้อย่างไรถ้าไม่ตื่นจะรู้ว่าฝันได้อย่างไร?</p><p> ข้อมูลอ้างอิง</p><p>ศูนย์ข่าวพระพุทธศาสนาพระไทยดอทเนต</p><p>An Inconvenient Truth trailers </p><p>Global warming </p><p>กระบี่อยู่ที่ใจใจอยู่ที่กระบี่</p><p>ใช้กระบี่โดยไร้ใจคือการสังหารตนเอง</p><p>หลอมกระบี่เป็นหนึ่งเดียวกับใจซามูไรตาบอด</p><p>แม้ไร้ซึ่งกระบี่ หลื่นลี้ร้อยปีสามารถสังหาร</p><p>สุดยอดซามูไรคือทิ้งใจทิ้งกระบี่ :ศิษย์โง่อยากเรียนเซ็น </p><p> </p>

เนื่องจากกำลังสนทนากับอาจารย์มัท อย่างได้อรรถรสและสาระประโยชน์ จึงต้องมาเขียนเรื่องนี้ใหม่
จุดประสงค์หลักของการเขียนบทความนี้
เรื่องที่กำลังสนทนา
มาแว้วววววว แต่พี่ไม่ได้ save comment ไว้หน่ะสิ -_-'
เสียดายจัง
ครับผม น่าเสียดายครับ.... เพราะเรากำลังติเพื่อก่อ ถกกันเพื่อการออกกำลังสมอง ^^
จำได้ว่าประเด็นสำคัญที่เรากำลังถกกันอยู่ อยู่ที่
มีการวกกันออกนอกเรื่องบ้างพอประปราย หยิกแกมหยอกกันเล็กน้อย ^^ เข้าประเด็นกันดีกว่าครับ
1.เนื้อหาเขียนสนับสนุนการใช้คำว่าพุทธในรัฐธรรมนูญ และผลการวิจัยบอกว่า
ประเทศที่ใช้หลักคุณธรรมสากล แทนศีลธรรมจริยธรรมศาสนาจะมีแนวโน้มที่คนในชาติไม่มีศาสนามากขึ้น พร้อมทั้งเกิดลัทธิใหม่ๆ
แต่ตัวผมเองกลับบอกว่า
Real Love Are not for Love Somebody,It for Everybody & Nobody.
และ Real Battles Are Within ซึ่ง Love และ Peace ต่างก็เป็นคุณธรรมสากล จึงเป็นอะไรที่ขัดแย้งในตัวเอง
คุณธรรมข้อหนึ่งที่คานธีใช้ก็คือขันติ คุณธรรมนั้นจึงเป็นสากลจริง Peace และ Love ในศาสนาอื่นก็มีเช่นกัน แต่ไม่ใช่คุณธรรมสากลจริงไม่เพราะถ้าสากลจริงจะต้องไม่มีสงครามศาสนาเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์
ธรรมะของพระพุทธเจ้าเปรียบดังเกลือ จะหยิบเม็ดไหนขึ้นมาชิมก็เค็ม จึงเป็นคุณธรรมที่สากลจริง
คุณธรรมสากลที่ไม่สากลจริง เปรียบดังน้ำทะแล น้ำทะแลที่มองไม่เห็น หาเค็มจริงไม่ น้ำกร่อยริมชายฝั่งก็ไม่เค็ม เมื่อไม่เค็มจริง หรือเค็มไม่ทั่วถึง ปลาจึงเน่า(สงครามศาสนา)
Real Love Are not for Love Somebody,It for Everybody & Nobody.
Real love ในที่นี้คือรักของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเมตตาต่อสัตว์โลกที่ทนทุกข์ ดังกับคำที่ว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
2.การใช้คำว่าพุทธ ระดับนโยบายหรือในรัฐธรรมนูญ
คำว่าพุทธ คืออัตลักษณ์ของเราที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อการก้าวเข้าสู่การไร้ตัวตน เราต้องมีหลักให้ยึดก่อนทิ้งหลัก
การว่างโดยไม่ใช่ความว่างจริง
คำว่าพุทธคืออัตลักษณ์ของเรา เปรียบดังแถบสีขาวในธงชาติไทย คำถามก็คือหากมีใครสักคนจะลบแถบสีขาวในธงชาติของเราออก เราจะยอมไหม ?
เขารู้ว่า การเผาวัดฉีกพระคัมภีร์ทำไม่ได้แน่นอน แต่สิ่งที่อาจจะทำได้ก็คือ หากสามขาล้มเสียสักขา แผนการต่อไปที่จะล้มขาที่เหลือก็จะล้มได้ง่ายขึ้น
ถ้าเราที่เป็นเมืองพุทธสูญเสียความเป็นพุทธ แล้วจะให้ประเทศไหนลุกขึ้นมาสู้แทนเรา ความเป็นพุทธไม่ใช่เพียงสันติภาพของประเทศเท่านั้น ยังเป็นสันติของโลกใบนี้อีกด้วย
We Fight For Protector, With Peace For Peace
ปล. คำว่าสากลในที่คือ "universal" ไม่ใช่ "international" นั่นเองค่ะ
พุทธในนโยบายที่เป็นตัวอักษรนั้น อาจมีโทษมากกว่าประโยชน์ ตรงนี้ขอความเห็นเพิ่มเติมจากอาจารย์มัทด้วยครับ
ลัทธิชาตินิยมก็มีข้อเสียที่เข้าขั้นอันตรายเลยเช่นกัน (มาจากข้อเขียนเรื่อง ลัทธิชาตินิยม ซึ่งต้องใช้เวลาค้นแหล่งที่มาของงานเขียน มาให้พิจารณาครับ)
เช่น ไม่ต้องมีศาสนาก็ได้ แต่รักธรรมชาติให้มาก อย่างพวก ecologist หลายๆคน ที่เห็น ความเกี่ยวข้องกันของสรรพสิ่ง เข้าใจความรัก ความเมตตา ต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน
ธรรมชาติคนเรา จะรักกันมากขึ้นถ้ามีศัตรูร่วมกัน น่าเศร้าแต่จริง
หรือเราต้องรอให้เอเลี่ยนบุก คนทั้งโลกถึงจะมองออกว่าเรามันก็ชาวโลกเหมือนกัน มีบ้านเดียวกัน บ้านที่พวกเราเองกำลังทำลายลงวันละนิดวันละหน่อย
-------------------------------------------------------
แมนเขียนว่า
พี่มาคิดดู แมนว่าพี่คิดถูกรึเปล่าว่า พี่มองว่า จริงๆแล้วแมนหวง "ความเข้าใจในธรรมะ" และแมนเชื่อว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่ ี่ทำให้้คนเข้าถึงสภาวะความจริงของธรรมชาติได้
ในประเด็นนี้พี่เห็นด้วยมากๆกับความต้องการที่จะให้คนเราเข้าถึงเกลือ แต่พี่เชื่อว่า มีหลายวิธี ที่เข้าถึงธรรมะได้้ เราสอนหลักพุทธรรมได้โดยที่ไม่ต้องให้คนเปลี่ยนมานับถือ หรือปฏิบัติตามประเพณีพุทธ
-------------------------------------------------------
พี่เข้าใจว่าแมนมีความคิดสูงขึ้นไปอีก แมนห่วงทั้งโลกมากกว่าแค่ความคงอยู่ของคนเชื้อชาติ
(แมนเขียนว่า ลูกหลานของเราจะยังคงอยู่ เพราะเรากระจายไปทั่วโลกแฉกเช่นชาวจีน)
พี่เห็นด้วยมากๆที่เราควรมองว่า ไอ้เราทั้งโลกมันก็พี่น้องกันหมด บรรพบุรุษก็คนเดียวกัน มาจากแอฟริกาเหมือนกัน
เพียงแต่ว่า ถ้าเราไปแบ่งชัดทางนโยบายระดับชาติว่า เมืองไทยคือเมืองพุทธ
คนที่รักเมืองไทย มองว่าตนเองคือคนไทย แต่เค้าเป็น กระเหรี่ยง ม้ง มอญ จีน แขก หรือแม้แต่ฝรั่ง หล่ะ
เค้าไม่ใช่คนไท แต่เค้าก็เป็นคนไทย ประเทศไทยคือประเทศที่แสนจะดี ยอมรับให้คนนับถือศาสนาอะไรก็ได้ มีในหลวงที่ทรงงานเพื่อประชาชน มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์
-------------------------------------------------------
พี่อยากให้เมืองไทยเป็นประเทศตัวอย่างไปเลยด้วยซ้ำ ว่านี่และตัวอย่างของ คำว่า torerance
ไหนๆคนไทยก็ชอบพูดว่า "อะไรก็ได้" "หยวนๆ" "ก็มันเรื่องของเค้า" "ไม่เป็นไร" "ปล่อยไป" หรือมีอะไรก็ยิ้มสู้ คิดอะไรไม่ออกก็ยิ้มไว้ก่อน หัวเราะได้กับความผิดพลาด
ถึงแนวความคิดแบบนี้จะมีโทษในบางครั้ง แต่มันก็เป็นนิสัยคนไทยจริงๆ ที่เราควรมาช่วยกันทำให้ถูกใช้ไปในทางที่ดีมีประโยชน์
(เคยคิดว่าเราเป็นกันแบบนั้น เพราะศาสนาพุทธนี่แหละ แล้วที่ผ่านมาบ้านเมืองก็ค่อนข้างสงบ ผู้คนไม่ต้องลำบากมากมาย)
แต่วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว การหวงศาสนาใดศาสนาหนึ่งว่าเป็นอัตลักษณ์ของประเทศ อาจเป็นโทษให้เกิดความแตกแยกได้
-------------------------------------------------------
กรณี อินเดีย และ ปากีสถานนั้น เค้าก็อยู่กันมาได้ จนกระทั่ง อังกฤษมา colonize แล้วก็มาแบ่งผลประโยชน์ต่างกัน ประจวบกับผู้นำทางการเมืองเคร่งศาสนา นำศาสนามารวมกับการเมือง เรื่องก็ยิ่งแรงขึ้น
อย่างอเมริกาสมัยบุชที่พยายามเอาศาสนาศริสต์กับ การเมืองมารวมกันนั้น (church-state) พี่ว่ามันแย่มากๆ
-------------------------------------------------------
พี่คิดว่าเราควรสนับสนุนให้ใครนับถือศาสนาอะไรก็ได้ โดยที่ไม่มีปัจจัยจากทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง รัฐบาลควรอยู่ตรงกลาง
ส่วนหน้าที่ที่จะส่งเสริมการเข้าถึง สภาวะความจริงของธรรมชาติผ่านพุทธศาสนานั้น ควรเป็นหน้าที่ี่ของคนอื่น ใครก็ได้ที่ไม่ใช่รัฐบาล
สิ่งที่รัฐทำได้ให้ส่วนขาวของธงชาติยังอยู่คือ การขยายความของธงชาติ = เสรีภาพในการนับถือศาสนา ในขณะเดียวกันก็ ็ส่งเสริมให้แต่ละศาสนาเข้าถึง เกลือ ของแต่ละศาสนามากกว่าที่จะบอกว่า พุทธเท่านั้น พุทธดีที่สุด หาวิธีใส่เกลือ (คุณธรรมสากล= universal moral principle) แบบที่น้องแมนว่านั่นแหละ - เอ...แปลว่าน้องก็เห็นด้วยกับพี่ระดับหนึ่ง!
ถ้าประเทศไทยทำได้ ประเทศอื่นก็จะเห็นเป็นตัวอย่าง
-------------------------------------------------------
ปัญหาทางใต้นั้น ซับซ้อนเกินกว่าที่พี่จะปกธงยืนยันว่าพี่เข้าใจได้ แต่พี่คิดว่า มันไม่ใช่แค่คนไทยด้วยกันที่เคยอยู่ร่วมกันได้มาทะเลาะ กันเองแค่นั้น มันมีอะไรมากว่านั้นที่พี่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้กันอย่างไร
พี่ทำได้แค่ยอมรับความแตกต่าง ไม่โกรธ หรือ พยายามล้างแค้น
-------------------------------------------------------
พี่เชื่อว่าศาสนาพุทธไม่หมดไปจากเมืองไทยหรอก แต่มันอาจจะแปรรูปไปเป็นศาสนาเกลือซักวัน ศาสนาเกลือที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวถึงเป็น ปณิธาน ฝากไว้กับคนรุ้นหลังว่า
สำเร็จเมื่อใด โลกก็เป็นนครอมตมหานิพพาน
[อ้างอิงจาก: พุทธทาส ลิขิตข้อธรรม "บันทึก นึกได้เอง" ว่าด้วย ชีวิต สังคม การเมือง สันติภาพ และ หลักคิดสำคัญๆ ISBN 974-92189-0-6]
-------------------------------------------------------
จบแล้ว โอ้วเหนื่อย
มา เรามาหาวิธีทำให้ปณิธานท่านพุทธทาสกลายเป็นความจริงกัน ไม่ได้หมด แต่เอาเป็นจุดมุ่งหมายในอุดมคติก็ยังดี
ใครส่องดูก็ย่อมเห็นเป็นคนนั้น
ถ้าไม่แยกแยะให้ชัดเจนแต่แรก
ก็มักเกิดอคติได้เสมอ
เมื่อไม่มีกระจกแล้ว ท่านก็ไม่สามารถมองเห็นตัวท่านเองหรือ
<div class="content" align="center"> story 13

Play </div>
ใช้สยามแทน ไทย เปลี่ยนชุดใหม่ให้ดูดี
เนื้อตัวเหม็น คาวโลกี เปลี่ยนกี่ทีก็ยังเหม็น
ขวดเก่าแต่ เหล้าใหม่ ช่างปะไรเมาช่างมัน
แขกฝรั่งคงขำขัน คงงงกัน มันเป็นอะไรดี
ไม่มีพุทธบนกระดาษ ไม่มีธงชาติแถบสีขาว
ไม่สมานฉันท์ เรื่องมันยาว จะเป็นขาวหรือดำดี
ภาพเสรีเท่าเทียมกัน กระดาษนั้น น่าฉงน
90ที่ปะปน มันชอบกล สิบคนเปลี่ยน
สิ่งที่เราน่าจะหวงคือ "ความเป็นไทย" หรือ "ความเป็นพุทธ" แต่ทำไมยังอยากเปลี่ยนเป็นสยาม เขาต้องการให้คนมีความรักชาติไม่แบ่งแยกความเป็นไท หรือกำลังทำให้ความเป็นไทยที่มีกว่าช่วงอายุคน 2482-ปัจจุบัน สูญหายกันแน่ ที่มีอยู่แล้วไม่ดีและร้ายแรงจนทำให้แตกแยก ฆ่าล้างเผ่าพันธ์กันหรือ?
ถ้าเปลี่ยนเป็นสยามแล้วจะรักกันจนเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือ? โจรใต้จะหยุดก่อความไม่สงบหรือ?
กรณี อินเดีย และ ปากีสถานนั้น เค้าก็อยู่กันมาได้ จนกระทั่ง อังกฤษมา colonize แล้วก็มาแบ่งผลประโยชน์ต่างกัน ประจวบกับผู้นำทางการเมืองเคร่งศาสนา นำศาสนามารวมกับการเมือง เรื่องก็ยิ่งแรงขึ้น คลั่งศาสนาอะไร? ถ้าคลั่งพุทธมันจะไม่ยิ่งทำให้สันติหรือ
ติช นัท ฮัน ท่านดาไล ลามะ เป็นพุทธ ทั้งจิตวิญญาณ แล้วดีไหม?
ผู้นำประเทศ นักการเมืองอวุโสที่เป็นพุทธทั้งกายใจ ในประอดีตมีท่านไหนไม่ดีหรือ
แต่วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ในเมื่อเราเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย หากเราไม่เขียนคำว่าพุทธไว้ในกระดาษแผ่นนั้น แล้วจะให้เราไปเขียนไว้ข้างฝาบ้านหรือ?
หากอ้างประชาธิปไตยสิทธเสรีภาพความเท่าเทียมกัน ทำไมไม่ถามคนไทย ไม่ถามพระ ไม่ถามเจ้าของประเทศละ เท่าเทียมหรือมีเสรีภาพจริงหรือ
แปลกใจไหม ที่นักการเมืองสมัยนี้จึงหาคนที่จะคลั่งพุทธ หรือเป็นพุทธทั้งจิตวิญาณนั้นหายากเต็มที ถ้าเขียนคำว่าพุทธไว้ในใจทุกคนได้ก็คงจะดี
อย่างอเมริกาสมัยบุชที่พยายามเอาศาสนาศริสต์กับ การเมืองมารวมกันนั้น (church-state) พี่ว่ามันแย่มากๆ ฆ่าคนได้โดยไม่บาปมันจะไม่แย่ได้อย่างไร และพุทธคงจะไม่ไป convert ใครหรือทำให้เป็นประเทศพุทธ100% แน่นอน
การหวงศาสนาใดศาสนาหนึ่งว่าเป็นอัตลักษณ์ของประเทศ อาจเป็นโทษให้เกิดความแตกแยกได้ มันจะร้ายแรงถึงขนาดฆ่าล้างเผ่าพันธ์เพราะเป็นพุทธหรือ หรือว่าความเป็นพุทธก่อให้เกิดปัญหาภาคใต้งั้นหรือ ยกตัวอย่างให้เห็นได้ไหม ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ่าง ทั้งๆที่ตลอดระยะเวลา ที่มีคำว่าพุทธในรัฐธรรมนูญนั้นก่อให้เกิดความแตกแยกร้ายแรงขึ้นไหม
การไม่เขียนไว้ในนโยบายแล้วจะทำให้เข้าถึงเกลือกันทุกคนงั้นหรือ สิ่งที่รัฐทำได้ให้ส่วนขาวของธงชาติยังอยู่คือ การขยายความของธงชาติ = เสรีภาพในการนับถือศาสนา ปัจจุบันเราไม่มีเสรีภาพงั้นหรือ? แล้วศาสนาพุทธไม่ดีที่สุดงั้นหรือ สันติที่ยาวนานถึง2550ปีของศาสนาพุทธมิได้พิสูจน์ว่าดีที่สุดหรือ เมื่อความจริงเป็นเช่นนั้น เราจึงไม่ต้องเขียนในกระดาษว่าดีที่สุด เราเพียงเขียนว่าเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อความคงอยู่ของสิ่งที่ดีที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องอวดอ้างแต่อย่างใด ดีมันพิสูจน์ตัวของมันเอง
ความสงบสุขสันติ ที่ผ่านมาก่อนการก่อความไม่สงบ ไม่ได้พิสูจน์ให้ประเทศอื่นเห็นหรือ?
คุณธรรมสากล ที่ ท่าน ติช นัท ฮัน ท่านดาไล ลามะ นำเกลือสีเหลือง,เกลือสินเธาไปให้ มันไม่ได้พิสูจน์ว่าเค็มจริงหรือ ?
พี่เชื่อว่าศาสนาพุทธไม่หมดไปจากเมืองไทยหรอก แต่มันอาจจะแปรรูปไปเป็นศาสนาเกลือซักวัน ศาสนาเกลือที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวถึง เกลือไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นเกลือ แค่ปรับวิธีการใส่เกลือต่างหาก
กระบี่อยู่ที่ใจใจอยู่ที่กระบี่
ใช้กระบี่โดยไร้ใจคือการสังหารตนเอง
หลอมกระบี่เป็นหนึ่งเดียวกับใจซามูไรตาบอด
แม้ไร้ซึ่งกระบี่ หลื่นลี้ร้อยปีสามารถสังหาร
สุดยอดซามูไรคือทิ้งใจทิ้งกระบี่
ทิ้งกระบี่ หรือปล่อยให้กระบี่สนิมเขรอะ ก่อนการหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับใจ มันจะไปสังหารมารที่ไหนได้ สังหารตนเองเสียมากกว่า
การไม่มีอักษรระบุบนกระดาษ เป็นสัญญาณของสนิมบาดทะยัก ที่นับวันจะกินจนไร้คมเข้าไปทุกที
</span>
Siam not Thailand
มา เรามาหาวิธีทำให้ปณิธานท่านพุทธทาสกลายเป็นความจริงกัน ไม่ได้หมด แต่เอาเป็นจุดมุ่งหมายในอุดมคติก็ยังดี
แม้ท้ายที่สุด ด้วยกำลังอันน้อยนิดของเรา ผลจะออกมาเช่นไร จะหยุดหรือยับยั้งสนิมบาดทะยักได้หรือไม่ แต่อย่างน้อย นักดาบฝึกหัดขี้โรคขอเอากระบี่สนิมเขรอะออกไปฟันอากาศสักฉับ สองฉับ
วิธีการใส่เกลือที่ซึมเข้าตัวปลาได้ดีสุดนั้น นอกจากเกลือ universal moral principle แล้ว ยังมี Zen อีกด้วย อย่างเช่นภาพยนต์ the matrix ที่ผสมผสานzen พุทธปรัชญาและความเชื่อแบบคริสต์ วิทยาศาสตร์ QuantumPhysic, Zionism และเทคโนโลยี ฯลฯ.ได้อย่างลงตัว
the matix ได้ก่อให้เกิดกระแส weak up ได้เป็นวงกว้าง อย่างน้อยสุดก็เป็นภาพยนต์ที่คนดูแล้วไม่เข้าใจ ที่ทำรายได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง และสะกิดใจคนให้คิดมากขึ้นได้บ้าง
Play
All book same as black & white
Play
มีหูอยู่รอบตัวแต่ฟังไม่ถนัด
มีปากอยู่รอบกายแต่พูดไม่ชัด
มีใจอยู่มากมายแต่ไม่อาจแยกแยะ
มาร่วมแจมแม้ไม่ได้วาดหวัง...มากเท่าคุณ Man In Flame หรืออาจารย์มัทที่คุยกันในระดับ universal "โลกเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตาแห่งธรรมในพุทธดำรัส" แต่สิ่งหนึ่งที่กะปุ๋มทำและไม่หยุดทำ "ด้วยกำลังอันน้อยนิดของเรา " (สำนวนคุณMan - Devil) คือ การได้มีโอกาสช่วยให้ทุกคนพบและรู้จัก "ความทุกข์" และหนทางแห่งการพ้นทุกข์ โดยที่บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องมาเรียนรู้ศาสนามาก แต่ให้เห็นหนทางดั่งเช่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชี้ทางให้แก่พวกเรา เมื่อคนเราเห็นหนทางนั้นแล้ว ก็จะเดินเข้ามาสู่ร่มกาสาวพักตร์นี้ตาม "จิต" ที่เกิดความละเอียดแปรเปลี่ยนมองเห็น "ธรรมะ" มากขึ้น
ขอบคุณทั้งอาจารย์มัทและคุณMan In Flame นะคะ...
(^___^)
กะปุ๋ม
------------------------------------------------------
2. แต่ในสถานการณ์ที่คล้ายๆกัน ถ้าเราระบุในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ผลที่ตามมาอาจร้ายแรง อาจมีคนเอาไปอ้างเพื่อทำให้คนแตกแยกได้
"ความเป็นพุทธก่อให้เกิดปัญหาภาคใต้งั้นหรือ"
- เหตุการณ์ไม่ได้เริ่มที่ปัญหาทางศาสนา แต่ถ้าเราไม่ละเอียดอ่อนกับสถานการณ์แล้วหล่ะก็ คนที่ไม่หวังดีจะเอามาเป็น"ข้ออ้าง"ได้
"ยกตัวอย่างให้เห็นได้ไหม ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งๆที่ตลอดระยะเวลา ที่มีคำว่าพุทธในรัฐธรรมนูญนั้นก่อให้เกิดความแตกแยกร้ายแรงขึ้นไหม"
- อย่าลืมว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอด เราจะมาใช้วิธีเดิมๆ เมื่อมีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาไม่ได้เสมอไป
"เราเพียงเขียนว่าเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อความคงอยู่ของสิ่งที่ดีที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องอวดอ้างแต่อย่างใด ดีมันพิสูจน์ตัวของมันเอง"
- ใช่แล้ว พี่เห็นว่าของดีมันพิสูจน์ตัวเอง ไม่เขียนว่าเป็นศาสนาประจำชาติมันก็ยังอยู่ ไม่ใช่หรือ?
------------------------------------------------------
3. พี่เห็นด้วยกับ ดร.ไสว ที่เขียนไว้ในบันทึกคุณ จารุวัจน์ นะว่าเราต้องคิดดีๆว่า
"ใส่เข้าไปทำไม? อะไรจะตามมา?"
ผมเองมีความคิดว่า "รัฐธรรมนูญ" เป็นกฎหมาย กำหนด "การกระทำ"ของคนในชาติ ถ้า"ไม่กระทำ"ตามนั้นก็จะมีบทลงโทษ ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีถานะเป็น "ปทัสถาน" หรือ Norm ของการกระทำของคนในชาติด้วย
ส่วนศาสนานั้นมีเป้าหมายเพื่อ "ให้คนพ้นทุกข์ และไปพบความสุข" เป็นสำคัญ ทุกศาสนาครับ มีข้อกำหนดให้กระทำหรือปฏิบัติมากมาย แต่ละข้อล้วนแต่ต้องการให้"พ้นทุกข์ไปสู่สุข" ทั้งสิ้น ใครไม่ทำตามก็ไม่ถูกจับขังคุก ------------------------------------------------------
สรุป:
1.ในสภาวะที่ล่อแหลม คนส่วนใหญ่ในยุคข้อมูลข่าวสารจะรู้ว่าเปลี่ยนทำไม ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็จะวุ่นวาย หรืออีกนัยหนึ่งรัฐต้องสื่อสารออกไปให้มวลชนทราบว่ามีเหตุอันใดที่สมควร (ควบคุมมวลชน) และต้องถามคนไทส่วนใหญ่ว่าเห็นด้วยหรือไม่
2.เรากลัวข้ออ้าง ที่ไม่จริงไปทำไม ขึ้นว่า"ข้ออ้าง" ความหมายก็เป็นไปในมุมข้างๆคูๆอยู่แล้ว เราต้องกลัวสิ่งเท็จด้วยหรือ เราต้องกลัวอำนาจมืดด้วยหรือ หน้าที่ของเราไม่ใช่การต่อสู้กับความมืดหรือ ไม่ต่อสู้เราก็จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมืดนั้น การเอาข้ออ้าง ของผู้ไม่หวังดีมาอ้างเพื่อทำตามสิ่งที่ตนต้องการไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
อย่าลืมว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอด มันเกิดจากการตั้งใจให้เกิด ตามธรรมชาติข้อหนึ่งของน้ำที่ไหลลงที่ต่ำ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เลวร้ายลงเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือ ตัวอย่างเช่นแฟชั่นนุ่งสั้น สายเดี่ยว นั้นเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือ มันเปลี่ยนจนปัจุบันเราเห็นเป็นปกติ ต้องไม่ปกติชนิดที่ไม่ใส่ชุดชั้นในไปงานสังคมจนต้องลงหน้าหนังสือพิมพ์ใช่ไหม เราจึงสะดุ้งขึ้นมาสักครั้งแล้วจึงได้สติพอที่จะเรียกมันว่าผิดปกติ
พี่เห็นว่าของดีมันพิสูจน์ตัวเอง ไม่เขียนว่าเป็นศาสนาประจำชาติมันก็ยังอยู่ ไม่ใช่หรือ? ไม่เขียนในกระดาษดีมันก็พิสูจน์ตัวมันเอง แต่ไม่ดีก็จะพิสูจน์ตัวมันเองเช่นกัน เนื่องจากไม่ดีมีอำนาจ มีเงิน มีพรรคพวก คุณธรรมศีลธรรมมันต่ำลงจน ไม่ดีนั้นพิสูจน์ด้วยการไปอยู่ในการโกงกินคอรัปชั่นระดับบ้านเมืองอย่างเด่นชัดกว่า แล้วคิดว่าดีจะมีกำลังพิสูจน์ตัวมันเองมากพอหรือถ้าไปเขียน"ดี"อยู่ที่ข้างฝาบ้าน ดีมันจะอยู่ยาก
3.เป็นคำถามที่ต้องช่วยกันคิด ใส่เข้าไปทำไม ใสหรือไม่ใส่แล้วอะไรจะตามมา
ศาสนาไม่ได้จับใครเข้าคุกเมื่อกระทำผิด เราจึงเห็นสังคมกระทำผิดได้เด่นชัดในปัญหาบ้านเมือง และนักการเมือง ถ้าไม่ใช้"ปทัสถาน" หรือ Norm ของการกระทำของคนในชาติด้วย แล้วศาสนาอย่างเดียวจะเอาไม่อยู่ ขนาดมีอยู่ใน Norm แล้วยังเอาไม่อยู่เลย (เห็นๆสิ่งที่เกิดขึ้นกันอยู่) นี่จะตัด Norm ที่เราก็รู้อยู่แก่ใจว่าดีที่สุดออก(ดีโดยไม่ต้องอวด) แล้วมันจะไม่มีอะไรตามมาหรือ?
สรุป
ที่มา larndham
“มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สินทธรรม จำแขนขาด ราษฎร์จน ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล”
เราจะเห็น ถิ่นกาขาว จะชัดเจนขึ้น
เหมือนเคยหาบันทึกนี้ค่ะ แสดงว่าน้องลบไปใช่ไหมค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ คนเราควรเลือกจำค่ะ โดยเฉพาะแต่สิ่งที่ดี ๆ ของคนอื่น ขอบคุณที่นำบันทึกนี้กลับมาค่ะ
ประเทศมหาอำนาจ เมื่อพ่ายแพ้สงครามเวียตนาม ได้มีการวิเคราะห์บทบาทความผิดพลาดในยุทธศาสตร์การรบใหม่ได้ผลสรุปว่า "การยึดครองที่ถาวรต้องยึดครองพื้นที่ ทาง สมองให้ได้" จึงได้ทุ่มทุนค้นคว้าหาวิธีการ ซึ่งเป็นโครงการลับเฉพาะ อันจะทำให้ประเทศอเมริกาเป็นมหาอำนาจเพียงชาติเดียว และหนึ่งในนั้นก็คือ โครงการ "เปลี่ยนสภาพสังคม มนุษย์ใหม"่(Change Human Mankind Project).
อันเป็นต้นแบบที่มาของนโยบาย ONE WORLD ORDER นั่นเอง โครงการนี้เน้นหนักในการสื่อสารระหว่างมนุษย์ทุกชนิดที่ มีผลต่อการสั่งการของสมอง โดยเฉพาะเรื่อง "สมาธิจิต" และคลื่นความถี่ในระดับต่างๆ ที่สามารถสั่งการหรือควบคุมมนุษย์ได้ทั้งโดยการดู ฟัง หรือการสร้างภาพให้เกิดจินตนาการตามคลื่นที่สั่งนั้น โครงการดังกล่าว ได้ถูกใช้อย่างได้ผล ในประเทศอาเจนติน่า บราซิล โคลัมเบีย และประเทศในแถบแอฟริกา การขยายผล และยึดครอง จึงกระจายไปทั่วโลก และในที่สุด ก็ถูกนำมาใช้ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มที่ ประเทศไทยเป็นหลักในปี พ.ศ.๒๕๒๕
อนึ่ง จากการวิเคราะห์สถานการณ์บทเรียนในเวียตนาม ทำให้ได้ทราบเป็นอย่างดีว่า ไม่สามารถล้มล้างสถาบันพระพุทธศาสนาได้ง่าย หากพุทธศาสนิกชน ยังมีความศรัทธาใน พระสงฆ์ และองค์กรคณะสงฆ์ยังรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นงานหลักจะต้องทำลายศรัทธาของประชาชนที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยสร้างความเชื่อใหม่ สลายศรัทธาเดิม เพื่อยึดครองพื้นที่ทางสมองให้ได้ เพื่อให้เกิดความขัดแย้งในแนวคำสอน ตามพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเอง โดยการสร้างคำสอนขึ้นมาใหม่
และในเวลาเดียวกัน ต้องสร้างความแตกแยกและทำลายองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทยซึ่งมี ๒ นิกายไม่ให้มีการรวมตัวได้ รวมไปถึงการทำลายแนวต่อต้านคริสต์ศาสนา โรมัน คาทอลิค ส่วนเครื่องมือในการดำเนินการ ต้องอาศัย สื่อสารมวลชนเป็นหลัก ใช้อำนาจทางการเมือง ยึดครองแบบเบ็ดเสร็จให้ได้ ซึ่งการปฏิบัติการ ทั้งทางด้านการเมืองและศาสนา ดังกล่าว ไม่อาจใช้อาวุธเป็นเครื่องมือได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้แผนการกลืนแบบช้าๆ
ที่มา
คัดลอกจาก หนังสือ "อนันตริยกรรมในเวียดนาม"
please read new world order.
หนังสือเล่มนี้เขียนนานแล้ว กลยุทธ์ต่างๆ จึงซับซ้อนยิ่งขึ้น มองเห็นยากขึ้น
-------------------------------------------------------------------
the matrix ที่ผสมผสานzen พุทธปรัชญาและความเชื่อแบบคริสต์ วิทยาศาสตร์ QuantumPhysic, Zionism และเทคโนโลยี ฯลฯ.ได้อย่างลงตัว เป็นการปลุกให้ตื่น ซึ่งสวนทางกับการกลืนแบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน
weak up
เรามาปลุกให้ตื่นแบบไม่รู้ตัวกัน ต่อต้านการกลืนกันเถอะ
เซน…..คืออะไร
ที่มา นิตยสาร FUN
แปลโดย แสงดาว
นอกจาก universal moral principle แล้ว นี่คือเกลือที่เราตามหา
ขอบคุณครับอาจารย์
Peace Warior
We Fight With Peace For Peace .
"เรากลัวข้ออ้าง ที่ไม่จริงไปทำไม"
"เรากลัวข้ออ้าง ที่ไม่จริงไปทำไม"
ถูกใจ สามบันทัดนี้จัง :) รู้อยู่แก่ใจว่าอ้าง แต่ทำอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม ช่างเสรีอยุติธรรมกันจริงๆ
ต่อไปนี้คงไม่มีโอกาศสนทนาด้วยแล้วครับ ภาระกิจที่ไม่มีโอกาศออนไลน์มาถึงแล้ว
อ้าว….ครูอ้อยกำลังชอบอ่าน …ก็จะเลิกเขียนซะแล้ว …อดเลย