AnthroCat-Thailand
นาย ปรัชญาณินทร์ วงศ์อทิติกุล

คุณค่าของสัตว์เลี้ยง


แม่บอกว่า “คุยกับเฉาก๊วย ก็หายเหงาได้เยอะ เมื่อไหร่ลูกจะกลับมาบ้านเสียที”

           เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ผมได้สุนัขมาเลี้ยงตัวหนึ่ง โดยเลี้ยงต่อจากน้องชายที่อุตส่าห์รวมหัวกับแฟนเขาเอาทองไปขายเพื่อซื้อสุนัขตัวนี้มาเลี้ยง แต่สุดท้าย ก็ตกมาอยู่ในความดูแลของผมและคุณแม่ หมาตัวนี้ น่าจะเป็นหมาพันธุ์สปริท (เขียนชื่อพันธุ์ไม่ถูก เพราะไม่มีความรู้เรื่อง "เชื้อชาติของหมา" เท่าใด) 

          ลักษณะของเจ้าตัวนี้หรือครับ ไม่รู้ว่า ถูกต้องตามตำราสุนัขศาสตร์หรือไม่ แต่ว่าเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ สีดำ หางดอก มีถุงเท้าสีขาว (น้องผมว่างั้น) อยู่ตรงฝ่าตีน (จะใช้ "เท้า" ก็เห็นว่า เคยอ่านเจอการอธิบายเกี่ยวกับการใช้คำที่เหมาะสมระหว่างคนกับสัตว์มา แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน  - -  อย่าไปสนใจเลย)

          ด้วยที่มันมี ขนส่วนมากเป็นสีดำ จึงได้ชื่อว่า เฉาก๊วย หรือเรียกกันในบ้านว่า น้องเฉาก๊วย เพราะเป็นตัวเมีย (เพศหญิง ????)

          ตอนเล็ก เฉาก๊วย ยังเล็กนัก ไม่ประสีประสา แต่เวลาปวดฉี่ จะเห่าและเดินมาใกล้ ๆ ที่เรานั่ง แบบเนียนมาก โดยที่เราเองก็ไม่ทันสังเกตว่า เฉาก๊วย เดินมาทำไม (ตอนแรก)

           พอเราเผลอกันเพียงแค่เศษเสี้ยวนาที เฉาก๊วย ก็ค่อย ๆ บรรจงกางขาหลังสองข้างออก แล้วค่อย ๆ ย่อส่วนบั้นเอวอันน้อยนิดลง และแล้ว ก็ ฉี่ .......               

            การบรรจงฉี่อย่างงดงามของ เฉาก๊วย ในตอนแรกเราสังเกตไม่เห็น แต่ก็ได้รู้ถึงวัตถุประสงค์ที่เฉาก๊วยเดินมาหาแล้วมาอยู่ใกล้ ๆ ก็เพราะ น้ำอุ่น ๆ ที่ไหลเนืองนองมาถึงก้นเรา พอฉี่เสร็จ ก็สะบัดขาหลังสองข้างที่เปียกฉี่ เดินจากไปได้ระยะสัก 2 เมตร ก็หยุดเดิน แล้วหันหน้ามามองเรา ประมาณ 30 วินาที แล้วค่อย ๆ เดินไปนอนเล่นที่เดิม

          กาลเวลาผ่านไป ไวมาก ๆ เพราะเราไม่ทันได้สังเกต จนกระทั่งเรากลับลงมาที่กรุงเทพฯ

          แล้ววันหนึ่ง คุณแม่ก็โทรมาหาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ละล่ำละลักบอกเราว่า เนี่ย เฉาก๊วย มันต้องเป็นสาวแล้วแน่ ๆ เลย

          เราก็ถามไปว่า แม่รู้ได้ยังไง

          คุณแม่บอกว่า ถ้ามีกล้องจะถ่ายรูป จิ๊ ของเฉาก๊วยให้ดู มันใหญ่ผิดรูป (คงไม่หยาบ เพราะเป็นเรื่องของหมา)

          เราก็ขำ หัวเราะคิกคัก แต่คุณแม่ก็ เล่าต่อว่า แหม แต่มันน่าโมโหนัก ไอ้เฉาก๊วยนี่  

          เราชักตื่นเต้นตาม เพราะประโยคหลังของคุณแม่ที่ออกอาการโมโห ปนน้อยใจในตัว ลูกสาว เฉาก๊วย

          เลยถามไปว่า มันเป็นอะไร

          ก็ มันไม่รักดีสิ แม่อุตส่าห์เอาไปทิ้งไว้กับหมาของป้าลี แต่มันก็ไม่ยอม

          หมาของป้าลีเป็นหมาพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช้พันธุ์เดียวกันกับ เฉาก๊วย

            เอ๊า ทำไมล่ะครับ เราถาม เพราะอยากรู้เหมือนกัน

           ก็มันคงไม่ชอบหมาฝรั่งเหมือนกัน

          อืม....เราฟังต่อ

          พอเอากลับมาบ้าน แม่เผลอทำงานแป๊บเดียวได้ยินเสียง เง้ง คิดได้ว่า เสียงเฉาก๊วย ก็เลยวิ่งไปดู เห็นมันกำลังโดนหมาของป้าจัน X อยู่ ดู...สิดู เอาไปให้หมาหล่อ ๆ ฝรั่ง ๆ ก็ไม่ยอม มาได้เสียกับหมาบ้าน ๆ ข้างบ้านนี่เอง

          เมื่อต้นมกราคมที่ผ่านมา เราได้โอกาสกลับบ้านอีกครั้ง เลยไปสังเกตดูเฉาก๊วยว่าเป็นอย่างที่แม่พูดจริงไหม

           เอ้อ...จริงแฮะ เฉาก๊วย เป็นหมาที่มีรสนิยมที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของมันเองจริง ๆ เพราะ เราเผลอไม่ได้ ต้องแอบไปให้เจ้าหมา บ้าน ๆ ข้างบ้าน X ทุกที ทั้ง ๆ ที่เราปล่อยให้ไปฉี่ (เยี่ยว???) เท่านั้น แหม...ไวจริง ๆ

          ลักษณะของเจ้าหมาข้างบ้าน ที่มีลักษณะบ้านนี่ เป็นหมาขนสีน้ำตาลเกรียน หัวใหญ่กว่าตัว ขาสั้นใหญ่ หางไม่ยาวนัก สัดส่วนของตัวไม่สมดุล เห็นแล้วคิดในใจ เฮ้อ เฉาก๊วย ไม่รักดีจริง ๆ

            ความรู้สึกโมโหที่เกิดขึ้น คงเหมือนที่คุณแม่รู้สึก

            อิ อิ จริง ๆ ก็ไม่อยากให้เฉาก๊วยได้เสียกับหมาบ้าน ๆ แบบนั้น แต่ก็ต้องทำใจ ก็เลยไปพูดเล่น ๆ กับป้าจันว่า ป้า หมาผมเสียสาวให้หมาป้า ป้าต้องรับผิดชอบละงานนี้

           แกได้ยินแบบนี้ แกขำก๊าก ว่าเราเพี้ยน แล้วอีกอย่างแกก็ออกตัวว่าหมาของแกก็เป็นหมาพันธุ์เหมือนกัน

            ท่าจะจริงเพราะหมาย่อมมีพันธุ์ของมันไม่งั้นมันจะสืบพันธุ์มาได้ยังไง

            ล่าสุด โทรไปถามว่า เฉาก๊วย มันตั้งท้องหรือเปล่า

             แม่บอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไร นมก็ไม่โต จิ๊ ก็เล็กลงแล้ว สงสัยไม่ท้องมั๊ง

             เราถามต่อว่า แล้วตอนนี้มันทำอะไรอยู่

            แม่ตอบว่า โน่น มันไปวิ่งไล่ฟัดกับลูกไก่อยู่ที่ลานบ้าน เดี๋ยวนี้ดื้อมาก พูดอะไรก็ไม่ฟัง

           แม่บอกว่า คุยกับเฉาก๊วย ก็หายเหงาได้เยอะ เมื่อไหร่ลูกจะกลับมาบ้านเสียที

 

 

หมายเลขบันทึก: 89816เขียนเมื่อ 11 เมษายน 2007 21:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 17:55 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (1)

 

คราวนี้มาเล่าต่อว่า เฉาก๊วยออกลูกมาทั้งหมด 5 ตัว มี ตัวผู้ 4 ตัว เป็นสีดำหางดอก หน้าแด่น ถุงเท้าขาว 2 ตัว สีน้ำตาลหน้าแด่น หางดอก ถุงเท้าขาว 2 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว สีขาวล้วน แต่ก็มองเห็นว่าหางดอก หน้าแด่น และถุงเท้าขาว ได้

 

ลูก ๆ ที่ออกมา ทำไมมี สีน้ำตาลล่ะเนี่ย ? เลยหันไปดูหมาตัวที่เป็นแฟนเฉาก๊วยที่เป็นหมาของป้าข้างบ้าน เอ้อ มันสีน้ำตาล

แม่เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เฉาก๊วยจะออกลูก 1 วัน เฉาก๊วยวิ่งพล่านขึ้นลงไปมาระหว่างใต้ถุนบ้านและบนบ้าน ถ้าขึ้นไปบนบ้านเฉาก๊วยจะพยายามเข้าไปในห้องนอนของคุณแม่ให้ได้ จะเข้าไปมุดใต้เตียง แต่คุณแม่ก็ไม่รู้ว่าเฉาก๊วยกำลังหาที่เหมาะ ๆ สำหรับออกลูก แม่ก็เลยเอ็ดเข้าให้ แล้วก็ปิดประตูอย่างแน่นหนา (เหมือนกับว่า เฉาก๊วย จะเอาอะไรมางัดเข้าไปอย่างนั้นแหละ)

พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันพระ (แฮ่ ๆ วันดี) แม่ก็ตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว รีบไปทำบุญตักบาตรที่วัดตามปกติของคุณแม่ ซึ่งคนทางเหนือจะไปใส่บาตรที่วัดในวันพระของช่วงเข้าพรรษา คุณแม่ก็รีบออกไปโดยที่ไม่ได้สนใจจะเรียกหาเฉาก๊วย (คุณแม่บอกว่า นึกว่าเฉาก๊วยยังไม่ตื่น))

จนกระทั่งเสร็จจากการไปวัด คุณแม่ก็กลับมาที่บ้านเวลาประมาณ 10.00 น. รับประทานอาหารเช้าจนอิ่มดีแล้ว ก็เริ่มเรียกหาเฉาก๊วย เรียกครั้งแรกเฉาก๊วยไม่ออกมาหา คุณแม่ก็เลยเรียกซ้ำอีกหน คราวนี้เฉาก๊วยออกมาจากห้องเก็บรถมอเตอร์ไซค์ เดินมาอย่างอ่อนแรง แกว่งหางไปมา แต่ออกมาได้นิดหน่อย ก็วิ่งกลับเข้าไป เหมือนจะให้คุณแม่ไปดูอะไรสักอย่าง คุณแม่ก็เลยสงสัย ว่า เอ๊ะ ทำไม? ก็เลยตามไปดู ปรากฏว่าเฉาก๊วยออกลูกในตอนเช้าของวันพระวันนั้นเอง (เสียดายลืมจดวันที่ไว้) 

คุณแม่ก็เลยเปรยกับเฉาก๊วยว่า เอ้อ....มาออกลูกอยู่ที่นี่เอง ถึงว่าทำไมเมื่อวานแก วิ่งขึ้นวิ่งลง แล้วนี่ เรียกให้ตามมาเพื่อจะอวดลูกแกละสิ 

หลังจากเฉาก๊วยออกลูกได้ประมาณ 3 อาทิตย์ คุณพ่อก็สิ้นบุญ ระหว่างที่จัดงานศพคุณพ่อ ก็มีคนมาดูลูก ๆ เฉาก๊วยกันยกใหญ่ ต่างคนต่างดู ต่างคนต่างจอง จนในที่สุดลูก ๆ ของเฉาก๊วยถูกจองไปจนหมดทุกตัว มีเจ้าตัวสีขาวนั่นแหละที่กะว่าจะเลี้ยงไว้ แต่คุณแม่ไม่ยอม บอกว่าแค่เฉาก๊วยตัวเดียวก็จะแย่แล้ว ไปไหนไม่ได้ ไม่สะดวกใจ ห่วงมัน!!!! ประจวบกับที่หลานสาว (ลูกของเพื่อน) มาเห็นและขอเจ้าตัวสีขาวนี้ไปเลี้ยง ก็เลยจำต้องยกให้ไป แต่กำชับอย่างหนึ่งว่า ต้องเรียกชื่อเจ้าตัวสีขาวนี้ว่า กะทิ นะ หลานสาวก็อือออและก็เอาไปเลี้ยงโดยตั้งชื่อตามที่เราขอ

ทุกวันนี้ โทรศัพท์ไปคุยกับคุณแม่ทีไร ประโยคหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เฉาก๊วยไปไหน? และคำตอบที่ได้รับก็คือ เนี่ย นอนอยู่ข้าง ๆ แม่นี่แหละ พร้อมกับเสียงหัวเราะของคุณแม่ที่ระคนความเอ็นดูเจ้าหมาตัวนี้ ดูแม่สุขใจดีที่มีเฉาก๊วยเป็นเพื่อน 

คุณแม่ก็พูดเหมือนเดิมว่า เฉาก๊วยดื้อจะตาย เขาเอาลูกไปเลี้ยงก็ไม่เห็นจะห่วงหาอะไรเลย ซึ่งก็จริง ตอนที่ลูก ๆ เฉาก๊วยอายุได้ครบ 1 เดือน เฉาก๊วยเริ่มเดินหนี ไม่ยอมให้ลูก ๆ กินนมอีก แต่ยังคงหวงก้าง คอยป้องกัน วิ่งออกไปเห่าไล่หมาตัวอื่น ๆ ที่วิ่งเข้ามาในบริเวณลานบ้าน

แม่ก็ถามเหมือนเดิมว่า เรียนจบแล้ว หางานทางบ้านเรานะ หาได้เมื่อไหร่ให้กลับไปทันที 

ฮ้อ...แล้วนี่ ก็ไม่เห็นจะมีงานอะไรรองรับตามที่ได้ร่ำเรียนมาเลยที่ เชียงรายเนี่ย............รอหน่อยนะครับคุณแม่ และเฉาก๊วย
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี