แม่บอกว่า “คุยกับเฉาก๊วย ก็หายเหงาได้เยอะ เมื่อไหร่ลูกจะกลับมาบ้านเสียที”

           เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ผมได้สุนัขมาเลี้ยงตัวหนึ่งโดยเลี้ยงต่อจากน้องชายที่อุตส่าห์รวมหัวกับแฟนเขาเอาทองไปขายเพื่อซื้อสุนัขตัวนี้มาเลี้ยงแต่สุดท้าย ก็ตกมาอยู่ในความดูแลของผมและคุณแม่ หมาตัวนี้ น่าจะเป็นหมาพันธุ์สปริท (เขียนชื่อพันธุ์ไม่ถูกเพราะไม่มีความรู้เรื่อง "เชื้อชาติของหมา" เท่าใด) 

          ลักษณะของเจ้าตัวนี้หรือครับไม่รู้ว่า ถูกต้องตามตำราสุนัขศาสตร์หรือไม่ แต่ว่าเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ สีดำ หางดอกมีถุงเท้าสีขาว (น้องผมว่างั้น) อยู่ตรงฝ่าตีน (จะใช้ "เท้า" ก็เห็นว่าเคยอ่านเจอการอธิบายเกี่ยวกับการใช้คำที่เหมาะสมระหว่างคนกับสัตว์มาแต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน  - -  อย่าไปสนใจเลย)

          ด้วยที่มันมี ขนส่วนมากเป็นสีดำ จึงได้ชื่อว่า เฉาก๊วย หรือเรียกกันในบ้านว่า น้องเฉาก๊วย เพราะเป็นตัวเมีย (เพศหญิง ????)

          ตอนเล็ก เฉาก๊วย ยังเล็กนัก ไม่ประสีประสา แต่เวลาปวดฉี่ จะเห่าและเดินมาใกล้ ๆ ที่เรานั่ง แบบเนียนมาก โดยที่เราเองก็ไม่ทันสังเกตว่า เฉาก๊วย เดินมาทำไม (ตอนแรก)

           พอเราเผลอกันเพียงแค่เศษเสี้ยวนาที เฉาก๊วย ก็ค่อย ๆ บรรจงกางขาหลังสองข้างออก แล้วค่อย ๆ ย่อส่วนบั้นเอวอันน้อยนิดลง และแล้ว ก็ ฉี่ .......               

            การบรรจงฉี่อย่างงดงามของ เฉาก๊วย ในตอนแรกเราสังเกตไม่เห็น แต่ก็ได้รู้ถึงวัตถุประสงค์ที่เฉาก๊วยเดินมาหาแล้วมาอยู่ใกล้ ๆ ก็เพราะ น้ำอุ่น ๆ ที่ไหลเนืองนองมาถึงก้นเราพอฉี่เสร็จ ก็สะบัดขาหลังสองข้างที่เปียกฉี่ เดินจากไปได้ระยะสัก 2 เมตร ก็หยุดเดิน แล้วหันหน้ามามองเรา ประมาณ 30 วินาที แล้วค่อย ๆ เดินไปนอนเล่นที่เดิม

          กาลเวลาผ่านไป ไวมาก ๆ เพราะเราไม่ทันได้สังเกต จนกระทั่งเรากลับลงมาที่กรุงเทพฯ

          แล้ววันหนึ่ง คุณแม่ก็โทรมาหาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ละล่ำละลักบอกเราว่า เนี่ย เฉาก๊วย มันต้องเป็นสาวแล้วแน่ ๆ เลย

          เราก็ถามไปว่า แม่รู้ได้ยังไง

          คุณแม่บอกว่า ถ้ามีกล้องจะถ่ายรูป จิ๊ ของเฉาก๊วยให้ดู มันใหญ่ผิดรูป (คงไม่หยาบ เพราะเป็นเรื่องของหมา)

          เราก็ขำ หัวเราะคิกคัก แต่คุณแม่ก็ เล่าต่อว่า แหม แต่มันน่าโมโหนัก ไอ้เฉาก๊วยนี่ 

          เราชักตื่นเต้นตาม เพราะประโยคหลังของคุณแม่ที่ออกอาการโมโห ปนน้อยใจในตัว ลูกสาว เฉาก๊วย

          เลยถามไปว่า มันเป็นอะไร

          ก็ มันไม่รักดีสิ แม่อุตส่าห์เอาไปทิ้งไว้กับหมาของป้าลี แต่มันก็ไม่ยอม

          หมาของป้าลีเป็นหมาพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช้พันธุ์เดียวกันกับ เฉาก๊วย

            เอ๊า ทำไมล่ะครับ เราถาม เพราะอยากรู้เหมือนกัน

           ก็มันคงไม่ชอบหมาฝรั่งเหมือนกัน

          อืม....เราฟังต่อ

          พอเอากลับมาบ้าน แม่เผลอทำงานแป๊บเดียวได้ยินเสียง เง้ง คิดได้ว่า เสียงเฉาก๊วย ก็เลยวิ่งไปดู เห็นมันกำลังโดนหมาของป้าจัน X อยู่ ดู...สิดู เอาไปให้หมาหล่อ ๆ ฝรั่ง ๆ ก็ไม่ยอม มาได้เสียกับหมาบ้าน ๆ ข้างบ้านนี่เอง

          เมื่อต้นมกราคมที่ผ่านมา เราได้โอกาสกลับบ้านอีกครั้ง เลยไปสังเกตดูเฉาก๊วยว่าเป็นอย่างที่แม่พูดจริงไหม

           เอ้อ...จริงแฮะ เฉาก๊วย เป็นหมาที่มีรสนิยมที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของมันเองจริง ๆ เพราะ เราเผลอไม่ได้ ต้องแอบไปให้เจ้าหมา บ้าน ๆ ข้างบ้าน X ทุกที ทั้ง ๆ ที่เราปล่อยให้ไปฉี่ (เยี่ยว???) เท่านั้น แหม...ไวจริง ๆ

          ลักษณะของเจ้าหมาข้างบ้าน ที่มีลักษณะบ้านนี่ เป็นหมาขนสีน้ำตาลเกรียน หัวใหญ่กว่าตัว ขาสั้นใหญ่ หางไม่ยาวนัก สัดส่วนของตัวไม่สมดุล เห็นแล้วคิดในใจ เฮ้อ เฉาก๊วย ไม่รักดีจริง ๆ

            ความรู้สึกโมโหที่เกิดขึ้น คงเหมือนที่คุณแม่รู้สึก

            อิ อิ จริง ๆ ก็ไม่อยากให้เฉาก๊วยได้เสียกับหมาบ้าน ๆ แบบนั้น แต่ก็ต้องทำใจ ก็เลยไปพูดเล่น ๆ กับป้าจันว่า ป้า หมาผมเสียสาวให้หมาป้า ป้าต้องรับผิดชอบละงานนี้

           แกได้ยินแบบนี้ แกขำก๊าก ว่าเราเพี้ยน แล้วอีกอย่างแกก็ออกตัวว่าหมาของแกก็เป็นหมาพันธุ์เหมือนกัน

            ท่าจะจริงเพราะหมาย่อมมีพันธุ์ของมันไม่งั้นมันจะสืบพันธุ์มาได้ยังไง

            ล่าสุด โทรไปถามว่า เฉาก๊วย มันตั้งท้องหรือเปล่า

             แม่บอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไร นมก็ไม่โต จิ๊ ก็เล็กลงแล้ว สงสัยไม่ท้องมั๊ง

             เราถามต่อว่า แล้วตอนนี้มันทำอะไรอยู่

            แม่ตอบว่า โน่น มันไปวิ่งไล่ฟัดกับลูกไก่อยู่ที่ลานบ้านเดี๋ยวนี้ดื้อมาก พูดอะไรก็ไม่ฟัง

           แม่บอกว่า คุยกับเฉาก๊วย ก็หายเหงาได้เยอะ เมื่อไหร่ลูกจะกลับมาบ้านเสียที