วันนี้ผมเดินเข้าห้องสัมมนาวิชา Social Technology & Culture ก็เห็นเอกสารสองแผ่นวางอยู่บนโต๊ะ เป็นข่าวจาก asianmedia.ucla.edu   ครับ หัวข้อ THAILAND: YouTube disappears from Thailand Internet

ก็สรุปว่าวันนี้ผมเป็นคนเริ่มสัมมนาหัวข้ออย่างไม่เป็นทางการ ผมก็เล่าถึงต้นเหตุที่เกิดจากชายชาวสวิสฯ ถูกจับ และถูกตัดสินไปเมื่อไม่กี่วันก่อน รวมถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลไทยปิด YouTube หนแรกเนื่องจากมีวิดีโอของอดีตนายกเผยแพร่ (เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาผมค้นข่าวมาพอสมควร เพราะผมนำไปเขียนรายงานอีกวิชาหนึ่งเกี่ยวกับการวิเคราะห์สื่อ) แล้วก็เล่าถึงระบบความเชื่อ วัฒนธรรมของประเทศไทย ระบบกษัตริย์ และเหตุการณ์การเมืองช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนในชั้นก็ทราบอยู่แล้ว

ทุกคนในชั้นซึ่งเป็นอเมริกันเสียส่วนใหญ่ให้ความสนใจและถกเถียงกัน ทั้งยกกรณีคล้ายคลึงกันมาเป็นข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจีน ของตุรกี ที่มีการปิดกั้น YouTube เหมือนกัน ไม่มีข้อสรุปจากชั้นสัมมนาครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้ เข้าเรียนพร้อมคำถามที่ท่านอาจารย์ให้ เลิกเรียนพร้อมกับคำถามที่มากกว่าเดิมทุกทีไป

แต่ที่น่าสนใจมีอยู่สองประเด็นครับ

ประเด็นที่หนึ่ง คือหลังจากที่ผมบอกกับเพื่อนในชั้นว่า กรณีนี้ทาง ICT ได้ขอร้องไปทาง YouTube แล้ว เขาไม่ยอมนำวิดีโอลง โดยอ้างว่าไม่ขัดนโยบาย ทาง ICT ก็เลยต้องปิด YouTube ไปเสีย อาจารย์ก็เลยเปิด YouTube แล้วลองตรวจสอบนโยบายกันดู ผมขอลงนโยบายไว้ด้านล่างนี้นะครับ

Terms of Use (http://www.youtube.com/t/terms) …
C. In connection with User Submissions, you further agree that you will not: (i) submit material that is copyrighted, protected by trade secret or otherwise subject to third party proprietary rights, including privacy and publicity rights, unless you are the owner of such rights or have permission from their rightful owner to post the material and to grant YouTube all of the license rights granted herein; (ii) publish falsehoods or misrepresentations that could damage YouTube or any third party; (iii) submit material that is unlawful, obscene, defamatory, libelous, threatening, pornographic, harassing, hateful, racially or ethnically offensive, or encourages conduct that would be considered a criminal offense, give rise to civil liability, violate any law, or is otherwise inappropriate; (iv) post advertisements or solicitations of business: (v) impersonate another person.

ทุกคนในชั้นเห็นตรงกันว่าประเด็นนี้ตรงกับข้อ C.iii เพราะในวิดีโอ (จากที่อ่านในรายงานข่าว ไม่ได้มีการเปิดวิดีโอให้ดูในชั้นเรียน) มีข้อความไม่เหมาะสม และผิดกฎหมายอาญาไทย ถ้าทาง YouTube ไม่ยอมนำวิดีโอนี้ลง เพราะบอกว่าไม่ขัดกับนโยบาย ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ มองยังไง ผมก็ไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็น censorship นะครับ ผมมองว่าเป็นประเด็นทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีล้วนๆ เพราะคำว่า Free Speech นี่แหละครับที่เป็นปัญหา เราไปอยู่บ้านไหนเมืองไหน ก็ต้องทราบกฎหมายเขา (ทางสถานทูตสวิส เองยังเข้าใจผลการตัดสินของเรา) แต่ในเมื่อเหตุเกิดในอินเตอร์เน็ต ก็บอกไม่ได้ว่าอยู่ในพื้นที่ของใคร

ผมไม่เห็นด้วยนักที่จะเอากฎหมายของสหรัฐฯ หรือเอานโยบายของ YouTube เป็นหลัก แต่ควรจะเอากฎหมาย วัฒนธรรม ระบบความเชื่อ ของแต่ละสังคมเข้ามาช่วยในการทำความเข้าใจ ผมถึงยืนยันว่ายังไงเราก็ต้องปิดกั้นไปจนกว่า YouTube จะเอาลง ไม่ใช่เปิดไว้ให้คนไทยเขาไปดูสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม กรณีนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง เรื่อง Little Buddha และ Anna and The King ที่บ้านเราไม่ได้ดู สองเรื่องนี้ ถึงแม้จะไม่ตรงกับความเห็นของรัฐบาลและถูกห้ามฉายในบ้านเรา แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ฝรั่งตั้งใจทำเพื่อให้เป็นงานศิลปะ ซึ่งอาจเป็นการตีความที่ต่างกัน หรือเป็นความเห็นของบุคคลที่เล่าเรื่องนั้นๆ แต่วิดีโอคลิปนี้จงใจทำร้าย ทำลายกันเท่านั้นเองครับ

ประเด็นที่สองนั้นเกี่ยวโยงกับเรื่องหนังสองเรื่องที่ผมอ้างถึงข้างต้นครับ ผมสงสัยว่าถ้ามีการเปิดให้ดูวิดีโอคลิปนี้แล้วจะมีใครดู คนที่ดูจะถูกคนไทยสาปแช่งไหม ถึงแม้จะมีวิดีโอคลิปแบบเดียวกับเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันแรก ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ได้เข้าไปดูอีกเลย เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผมนำมาพูดต่อกับเพื่อนนอกชั้นเรียน โดยเพื่อนเปรียบเทียบว่าถ้ามีคนทำหนังเกี่ยวกับศาสดาในศาสนาที่เขาเคารพในมุมมองที่ต่างออกไป และรุนแรง ท้าทาย เขาจะดูเพื่อที่จะได้รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แล้วความเชื่อที่เขามีอยู่จะเปลี่ยนแปลงไหม แต่ถ้าเขาเล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อเขาฟัง คุณพ่อเขาคงไม่ไปดู

แม้กรณีวิดีโอคลิปใน YouTube นี้จะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับเรื่องที่เพื่อนผมเล่าให้ฟังได้ เพราะไม่ได้เป็นการตีความใหม่ หรือมุมมองที่แตกต่าง แต่เป็นการโจมตี ลบหลู่ดูแคลนโดยตรง ซึ่งผลที่ตามมาคือความโกรธเกลียดของผู้ได้เห็น (อย่างที่เขาต้องการจะให้เป็น) ผมลองดูในพันทิพย์ และใน gotoknow ก็มีความคิดเห็นทั้งในทางสร้างสรรค์ เช่นให้ช่วยกัน Post วิดีโอของในหลวง ช่วยกัน Flag วิดีโอคลิปต้นตอนี้ แต่ก็มีหลายเสียงที่สาปส่ง และด่าทอรุนแรง

ผมนำประเด็นมาแลกเปลี่ยนให้เห็นถึงความเห็นของคนทั่วไปในอเมริกา ซึ่งเข้าใจดีว่าจอร์ช บุช ไม่ใช่บุคคลที่จะนำมาเปรียบเทียบกับในหลวง ทุกคนก็เข้าใจ และรับรู้ถึงความต่างทางความเชื่อ และวัฒนธรรมดีครับ