คุณแว้บ คะ ดิฉันประทับใจประโยค ที่ว่า
"เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่เกี่ยวกับ Censorship แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบทางสังคม และศีลธรรม"
ดิฉันเคยตั้งหน้าตั้งตาอภิปราย(แปลว่าเถียงกันหน้าดำหน้าแดง)กับคุณพ่อเรื่องนึงค่ะ คือเรื่องหลักคิด
ประเด็นย่อยๆที่นำมาอภิปรายกันอย่างเอาจริงเอาจังที่โต๊ะกินข้าว (ทั้งนี้หลังจากรับประทานข้าวเสร็จแล้ว) คือเรื่องความเชื่อ สิทธิในการเลือกที่จะเชื่อ และผลของการลงมือปฏิบัติจริง ตามความเชื่อนั้น
(บนพื้นฐานตรรกะที่ว่า เราเชื่ออย่างไร เราก็จะมีหลักคิดเช่นนั้น หลักคิดจะนำไปสู่วิธีคิด และวิธีคิดจะนำไปสู่วิธีทำ เช่นนั้นด้วย)
เช่น เมื่อเขาเป็นโจร เขาก็ต้องปล้น เพราะ การปล้นคืออาชีพของโจร ถ้าไม่ให้ปล้น...แล้วโจรจะเอาอะไรกิน
คำถามคือ "เมื่อเขาเป็นโจร เขาก็ต้องปล้น" ตรรกะนี้ถูกต้องหรือไม่ ถูกต้องโดยหลักอะไร ไม่ถูกต้องโดยหลักอะไร ไล่ขึ้นไปถึง ความเป็นมนุษย์ ว่า "ควร" ใช้หลักอะไร แล้วก็เถียงกันต่อเรื่องความเป็นมนุษย์ที่ดี ฯลฯ
หรือ เช่น เรือลำหนึ่งบรรทุกโจรเกือบเต็มลำแล้ว เพื่อหนีภัยจากเกาะที่กำลังจะถล่ม จะให้คนลงเรือได้อีกเพียงสามคนเท่านั้น ทันใดนั้น...มีคนวิ่งหน้าตั้งมาขอลงเรืออีกหกคน เป็นโจรสามคน และเป็นพระอีกสามรูป .....
คำถามคือคนข้างบนนั่นจะเลือกรับใครลงเรือ?....
ในวงอภิปรายที่โต๊ะกินข้าว สนุกมากนะคะ เพราะดิฉันกับพ่อไม่มีใครยอมใคร แต่ก็ไม่โกรธกัน (แค่ไม่ยอมกันเฉยๆ) จากนั้นดิฉันก็ไปสอนเด็ก คือไปหาเรื่องให้เด็กๆเถียง เอ๊ยอภิปรายกันเรื่อง(คล้ายๆอย่างนี้)ต่อ
- คิดว่าเด็กๆปริญญาตรีจำเป็นต้องฝึกคิดเรื่องลักษณะนี้อย่างยิ่ง เพราะสักวันเขาต้องออกไปสร้างวิธีคิดวิธีทำของเขาเอง
- และสักวัน ผลนั้นจะกลับคืนสนองสู่สังคม โดยที่ครูผู้ร่วมในเส้นทางการผลิตได้แต่มองผลตาปริบๆ เพราะเขาพ้นอกเราไปเสียแล้ว
- ดิฉันคิดตามประสาครูบ้านนอกว่า ครูต้องสอนและฝึกเด็ก เรื่อง ผิดชอบชั่วดี นะคะ
- ไม่ได้แปลว่าครูจะเป็นฝ่ายถูกเสมอ แต่แปลว่า(คือดิฉันคิดว่า)ครูต้องฝึกทั้งตัวเอง และฝึกนักเรียน ให้คิดเรื่อง ผิดชอบชั่วดี ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตามค่ะ :)
ปล. ขอให้คุณแว้บเรียนอย่างมีความสุขนะคะ (ดิฉันชอบ "บันทึกความคิดของคุณแว้บ" มาก)