เป็นที่คาดหวังว่าภายในสัปดาห์นี้ (9-12 เม.ย.) หรืออย่างช้าสัปดาห์หน้า (18-20 เม.ย.) หลังเทศกาลสงกรานต์ รัฐบาลชุดนี้จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมออกมาเป็นแพ็กเกจ โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ และมาตรการด้านภาษีของกระทรวงการคลัง เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2550 และเป็นกรอบเดียวกับเวลาของรัฐบาลนี้ที่เหลืออยู่ หลังเห็นสัญญาณการบริโภคของประชาชน และการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งดัชนีชี้เศรษฐกิจที่สำคัญ ในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปีนี้ ต่างชะลอตัวต่อเนื่องในขณะที่ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลังเลที่จะปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 2550 ที่ตั้งไว้ที่ 4.00-4.50% และ 4.00-5.00% เช่นเดียวกับที่ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกฯ และรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม เรียกความเชื่อมั่นจะดันจีดีพีปีนี้โตอย่างน้อย 4.00% ต่างจากมุมมองของต่างชาติ ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2550 เป็นต้นมา ทยอยปรับลดประมาณการจีดีพีของไทยลงแล้ว เริ่มตั้งแต่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประมาณการ จีดีพีของไทยอยู่ที่ 4.00% (และประมาณการจีดีพีปี 2551 ไว้ที่ 5.00 %) ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดประมาณการจีดีพีจาก 4.6% เหลือ 4.3% จากปี 2549 ที่จีดีพีอยู่ที่ 5.00% ส่วนค่ายเอกชนอย่าง บริษัท ฟิทช์ เรตติ้งส์ฯ คาดการณ์จีดีพีของไทยอาจโตต่ำกว่า 4.00% ท่ามกลางการเฝ้าจับตาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เสียงส่วนใหญ่เทความหวังไปที่การดำเนินนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ โดยตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าไปแล้วว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 11 เม.ย. 2550 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 3 ของปีนี้ กนง .จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีวัน ลงจาก 4.50% เหลือ 4.00% เหตุเพราะเชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ ต้องการลดดอกเบี้ยที่แรงพอ ซึ่งดอกเบี้ยที่ลง 0.50% จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยให้เพิ่มขึ้นได้บ้าง และอาจส่งผลไปถึงการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอื่น ๆ เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากข้อกังวลของทางการ คือ 2 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของทั้งผู้ประกอบการและ รายย่อยยังชะลอตัว โดยปรากฏว่ายอดการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีเพียง 7,000-8,000 ล้านบาท น้อยกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่ทำยอดได้สูงถึง 12,000 ล้านบาท และทำให้ตัวเลขรายได้ภาษีที่เกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. เป็นเงื่อนไขที่คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมของรัฐบาลเฝ้ารอดู ก่อนที่จะนัดประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน หลังจากที่คณะกรรมการชุดนี้การหารือกันมาแล้ว 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.และ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าไปบ้างแล้ว <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ในส่วนของกระทรวงการคลังเอง มีรายงานข่าวว่า “ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน” รมว.คลัง เตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับแรก รวมถึงมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ จากที่ก่อนหน้านี้ ใช้การขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่งให้เร่งการปล่อยสินเชื่อ</p>มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะถูกบรรจุในแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามไอเดีย รมว.คลัง ที่เห็นว่าเพื่อช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์แล้ว จะทำให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อานิสงส์ด้วย ในวงกว้าง ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้ “ขรรค์ ประจวบเหมาะ” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หาแนวทางที่เหมาะสม มีกระแสข่าวว่าความเป็นไปได้ของมาตรการช่วยภาคอสังหาฯ คือ เดินตามมาตรการเก่าที่เคยใช้มาแล้ว เช่น ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง และภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง อาจเห็นภาคอสังหาฯ ฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จากข้อมูลในไตรมาสแรกที่มีสัญญาณไม่ดีนัก เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายที่ดินทั่วประเทศ เดือน ม.ค.50 มีจำนวน 38,665 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6% และลดลงจากเดือนธ.ค.50 ที่มีมูลค่าซื้อขายที่ดินทั่วประเทศ 58,969 ล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้ มาตรการภาษีที่ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ล่าสุด “สมหมาย ภาษี” รัฐมนตรีช่วยคลัง ได้อนุมัติให้มีการขยายเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตรา 7% ที่จะครบกำหนดในเดือนกันยายน 2550 นี้ ออกไปอีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดเดือนกันยายน 2551 ไปแล้วโมเดลกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้อยู่ในขณะนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อ 6 มี.ค. 2550 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงข่าวตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 4 ของปี 2549 และประมาณการ จีดีพี ปี 2550 รวมทั้งมีข้อเสนอถึงมาตรการทางเศรษฐกิจที่ต้องดำเนินการในปี 2550 เพื่อสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ และช่วยการปรับตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวนั้น เป็นโมเดลที่ไม่ได้แตกต่างกัน ซึ่งอาจจะหมายถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมีข้อจำกัด มาตรการเศรษฐกิจที่ต้องดำเนินงานในปี 2550 ซึ่งสภาพัฒน์เสนอ ประกอบด้วย หนึ่ง เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรัฐบาลและงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 2550 โดยเฉพาะงบประมาณตามกรอบยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของจังหวัด สอง ดูแลประชาชนในท้องถิ่นโดยรักษาราคาสินค้าเกษตร สาม ส่งเสริมการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยหาตลาดส่งออกใหม่ สี่ ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานและการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง และ ห้า สร้างความเข้าใจและความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เช่นเดียวกับแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมระยะเร่งด่วน ที่ได้ไฟเขียวจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ 27 มี.ค. ได้แก่ เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ โดยมาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2550 ให้ได้ ตามเป้าหมาย 85% ให้ทุกกระทรวงที่มีงบในหมวดที่ดินและสิ่งก่อสร้าง เร่งประมูลงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 ในส่วนของการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐวิสาหกิจนั้น กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 เม.ย.) สมหมาย ภาษี รมช.คลัง เรียกรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 17 แห่ง มอบนโยบายและแนวทางเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนสำหรับปีงบประมาณ 2550 วงเงิน 354,592 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังห่างเป้าหมายอยู่อีกมาก เพราะ 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค.49-ก.พ.50) รัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายได้จริงประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือ 14.15% ของเป้าหมายจากที่คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ถึง 90% ซึ่งในช่วงที่เหลือนี้จะต้องเร่งเบิกจ่ายงบออกไปให้ได้อีก 210,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ ครม.ยกตัวอย่างการกระตุ้นการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ กรณีการลงทุนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวงเงินลงทุนสูงถึง 5.8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการเพิ่มงบประมาณเพื่อกระจายตรงสู่ท้องถิ่น เช่น แนวทางการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินตามยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด 5,000 ล้านบาท โดยครม.มีมติจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้กับโครงการดังกล่าวเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาทเป็น 10,000 ล้านบาท รวมกับโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 5,000 ล้านบาท ทำให้ทั้งปีงบประมาณ2550 จะมีงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท แม้ว่าความคาดหวังของหลายฝ่ายจะจับตามติ กนง. 11 เม.ย.นี้ และมาตรการด้านภาษี ประกอบกับการที่ภาครัฐจะพยายามผลักดันให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ประมวลความเห็นของต่างชาติและนักลงทุนไทย เห็นตรงกันว่า ทั้งอัตราดอกเบี้ยและภาษีนั้นเป็นเพียงมาตรการที่ช่วยเสริมการตัดสินใจของนักลงทุน แต่การตัดสินเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับปัจจัยการเมืองและมาตรการที่จะเรียกความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขมากกว่า เช่น การดำเนินมาตรการที่จะสร้างโอกาสในการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น เช่น การเจรจาและการลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและระบบโลจิสติกส์ เป็นต้น <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก “ดร.คาซี มาร์ติน” ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ขณะนี้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งปัจจัยที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน เช่น การลงนาม JTEPA การปรับปรุง พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว เป็นต้น ต้องเรียกว่าขณะนี้รัฐบาลปัจจุบันเดินมาแล้วครึ่งทาง (ต.ค.49-มี.ค.50) ซึ่งต้องจับตากันต่อไปว่า ครึ่งทางที่เหลือจากนี้ไป ก่อนการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะมาถึงในปลายปีนี้ ภาครัฐจะตัดสินใจเลือกจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างไร เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน</p>
กางโมเดลกระตุ้นศก. ลุ้น รัฐ !!! หั่นดอกเบี้ย-ลดภาษี
กางโมเดลกระตุ้นศก. ลุ้น รัฐ !!! หั่นดอกเบี้ย-ลดภาษี
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
สายน้ำความคิด · 9 เม.ย. 2550
รสช.ตันหยงลุโละ · 9 เม.ย. 2550
สิงห์ ป่าสัก · 9 เม.ย. 2550
SHIBO... · 9 เม.ย. 2550
กมลวัลย์ · 9 เม.ย. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 9 เม.ย. 2550