จะเลิกบ่น เลิกว่า แต่ยังไม่เลิก “นินทาเมีย”


... ชีวิตคนเรานั้นมันไม่แน่นอนเลย ทำไมเราไม่ใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันสร้างสรรค์แต่สิ่งดีๆ ทำไมเราต้องบ่นต้องว่ากันตลอดเวลา เราน่าจะสร้างสรรค์ว้นเวลาดีๆ ร่วมกันให้มากๆ เพราะถึงวันหนึ่งเราก็ต้องจากกันไป ...

เอาอีกแล้วพูดเรื่องเมียอีกแล้ว เรื่อง KM สำหรับผมกลายเป็นเรื่อง Khun Mia ไปซะแล้ว เหตุการณ์ที่ผมจะเล่าให้ฟังในวันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเองโดยเฉพาะเรื่องที่ชอบบ่นชอบว่าภรรยา แต่ผมไม่ได้บอกนะว่าจะเลิก นินทาเมีย

 

เรื่องมีอยู่ว่า... ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ภรรยาผมน้ำหนักหายไปกว่า 10 กิโล ตอนแรกคุณเธอก็รู้สึกดีเพราะเนื่องจากน้ำหนักเกินมาตรฐานอยู่ประมาณ 12-13 กิโล แต่ครั้นเมื่อน้ำหนักลดเข้าจริงๆ กลับมีคนทักมากมายว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า จนเป็นเหตุให้ต้องไปตรวจร่างกายและตรวจเลือดในที่สุด ตอนแรกผมก็ตั้งใจว่าจะไปเป็นเพื่อนภรรยาที่โรงพยาบาล แต่พอหมอนัดมาตรงกับว้นพุธซึ่งเป็นว้นที่ สคส. มีการประชุมประจำสัปดาห์ทุกเช้าว้นพุธ และพุธที่ผ่านมาช่วงบ่ายก็มีการประชุมกรรมการนโยบาย (Board) อีกด้วย ผมจึงต้องปล่อยให้เธอไปพูดคุยกับหมอคนเดียว

 

ช่วงบ่ายในขณะที่กำลังประชุมกรรมการนโยบายอยู่นั้น ผมได้รับโทรศัพท์จากภรรยาบอกว่าหมอรู้แล้วล่ะว่าเธอเป็นโรคอะไร เธอหยุดเพื่อหายใจสักพัก ก่อนที่จะบอกว่าเป็นโรค ไทรอยด์ และต่อท้ายด้วยคำพูดว่า ชนิดเป็นพิษ ผมรู้สึกว่าเสียงเธอสั่นๆ ก่อนที่เธอจะพูดต่อว่า... แล้วค่อยเจอกันที่บ้านเย็นนี้ ....ผมกลับเข้ามาประชุมต่อ แต่ก็ไม่ได้เกาะติดเรื่องที่ประชุมเท่าไร ในใจยังคิดเรื่องภรรยาอยู่ รู้สึกผิดว่าไม่น่าปล่อยเธอไปรับฟัง ข่าวร้าย คนเดียวเลย ...ทำให้คิดต่อไปว่าแท้จริงแล้วชีวิตคนเรานั้นมันไม่แน่นอนเลย ทำไมเราไม่ใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันสร้างสรรค์แต่สิ่งดีๆ ทำไมเราต้องบ่นต้องว่ากันตลอดเวลา เราน่าจะสร้างสรรค์ว้นเวลาดีๆ ร่วมกันให้มากๆ เพราะถึงวันหนึ่งเราก็ต้องจากกันไป ...คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกอยากกลับบ้านไปเจอภรรยา ตั้งใจว่าจะเข้าไปกอดและบอกเธอว่าให้ทำใจดีๆ ไม่ต้องคิดมากอะไร ...ส่วนในใจก็มีแต่คำถามว่าโรคนี้ร้ายแรงเพียงใด รักษาหายไหม?

ในที่สุดทนไม่ได้ต้องโทรไปหาหมอที่วินิจฉัยโรคว่าเป็นอะไร ร้ายแรงขนาดไหน ...จึงได้ทราบชื่อโรคที่เป็นทางการว่า “toxicgoiter” หมอบอกว่าไม่ต้องตกใจใช้ยารักษาได้ คือให้ทานยาไปเรื่อยๆ ...ผมได้พูดคุยกับหมอแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากเลิกประชุมผมตัดสินใจกลับบ้านทันที วันนี้จึงถึงบ้านเร็วเป็นพิเศษคือยังไม่ถึงห้าโมงเย็น ไปถึงบ้านพบว่าภรรยายังมาไม่ถึง ใจก็ยิ่งเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น โทรไปหาเธอก็ไม่มีคนรับสาย ทำเอาวุ่นวายใจเป็นอันมาก จากความรู้สึกผิดที่ให้เธอไปหาหมอคนเดียว เปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกห่วงเมื่อทราบว่าเธอป่วยไม่สบาย เปลี่ยนมาเป็นอารมณ์ที่โรแมนติกอยากจะใกล้ชิดอยากจะพูดให้กำลังใจ กลายมาเป็นความหงุดหงิดใจที่ติดต่อกับเธอไม่ได้ ทั้งเป็นห่วงทั้งเริ่มโกรธว่าทำไมไม่มารับสาย กระวนกระวายใจอยู่เกือบชั่วโมง แล้วคุณเธอก็กลับถึงบ้าน

ภรรยาผมมีสีหน้าและทุกอย่างดูเป็นปรกติดี ผมเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ไปไหนมา? เธอตอบว่า แวะไปสระผมมา และยังถามกลับมาด้วยว่า ทำไมวันนี้กลับมาเร็ว ผมเองพูดอะไรไม่ค่อยออก เพราะที่ผมวาดภาพไว้ต่างๆ นานาว่าภรรยาผมคงรู้สึกไม่ดีที่ทราบว่าเธอป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้ แท้จริงแล้วดูเธอปรกติดี เธอไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วทำไมตอนที่เธอพูดกับผมทางโทรศัพท์ถึงเสียงสั่นๆ ก็ได้รับคำตอบว่า คงเป็นเพราะเหนื่อย เนื่องจากจอดรถไกล และตอนที่โทรก็เพิ่งเดินมาถึงรถ ส่วนคำถามสุดท้ายที่ทำให้ผมหงุดหงิดใจอย่างยิ่งก็คือ ทำไมไม่รับสาย? เธอตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ...เธอตอบว่า ช่วงที่อยู่ร้านทำผม สงสัยจะลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ!” ผมฟังแล้วแทบจะยั้งไม่อยู่ เพราะเคยว่าเธอหลายครั้งแล้วว่า การมีมือถือก็เพื่อให้ติดต่อกันได้สะดวก ถ้ามีมือถือแล้วไม่เอาติดมือไป จะมีมือถือไว้ทำไม...

 

ไปๆ มาๆ นี่ผมกำลังจะว่าภรรยาผมอีกแล้วหรือ คนเรานั้นช่าง ตกร่องอารมณ์ ได้ง่ายจัง ก็ไหนว่าจะกลับตัว กลับใจ เลิกบ่น เลิกว่าภรรยาแล้วไม่ใช่หรือ? นี่แหละหนาอารมณ์ความรู้สึกของคน ช่างแปรเปลี่ยนไปได้ง่ายเหลือเกิน ไม่รู้ว่าอารมณ์โรแมนติกที่รู้สึกในตอนแรกนั้นหายไปไหนหมดแล้ว กลายเป็นโทสะกลับเข้ามาครอบงำได้ตามเดิมอีก นี่เป็น หลักฐาน ที่เห็นได้ จะจะ ว่าผมยังคงต้องหมั่นฝึก ตามรู้ ตามดู ต่อไปจนกว่า สติตัวจริง จะเกิด!!

หมายเลขบันทึก: 89231เขียนเมื่อ 9 เมษายน 2007 08:44 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 เมษายน 2012 16:37 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (40)
  • อาจารย์จะกอดภรรยาของอาจารย์ได้เสมอค่ะ  ดังที่อาจารย์คิดไว้  ยังไม่สายหรอกค่ะ ผู้หญิงต้องการแบบนี้เสมอค่ะ..ลึก ๆ ท่านต้องการกำลังใจ   
  • โรคนี้รักษาให้หายขาดได้  ขอเป็นกำลังใจให้ภรรยาของอาจารย์ให้หายเร็ว ๆ นะคะ และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวของอาจารย์ด้วยค่ะ

คุณอ้อ เข้ามาเร็วมากเลยครับ ทำให้ผมได้สติด้วย เพราะตอนที่บันทึกความรู้สึกว่าจะเข้าไปกอดภรรยานั้น ตอนพิมพ์ก็ "ลังเล" เหมือนกันครับว่าควรจะเอาความรู้สึกมา "ตีพิมพ์" หรือไม่ กลายเป็น "ไม่มั่นใจ" ในการทำสิ่งดีๆ ซึ่งถ้าคนส่วนใหญ่รู้สึกเช่นนี้ สังคมคงจะไม่ค่อยดีนะครับ ถ้าคนรู้สึก "ขัดเขิน" เวลาจะทำสิ่งดีๆ ไม่กล้าแม้ที่จะ "กอด" แต่กลับกล้าที่จะ "เกลียด" กันและกัน ...และก็อย่างที่คุณอ้อว่า "เราน่าจะกอดกันได้บ่อยๆ" ....ขอบคุณครับ

สุดยอดสื่อแห่งการเรียนรู้เลยครับอาจารย์
    สื่อจากภายใน .. เทคโนโลยีสมัยใหม่  ไม่จำเป็น .. ยิ่งหลับตา ยิ่งเห็นชัดนะครับ ..  อยู่ในที่มืดก็สว่างได้ .. แปลกจังเลย .. มองข้างในเนี่ย.
ยิ่งถ้ามีเสียงจากภายนอก (ปรโตโฆษะ) มีกัลยาณมิตร อย่างท่านอาจารย์ Handy ช่วยมอง ช่วยสะท้อนด้วย ก็ยิ่งทำให้มุมมองกว้างขวางขึ้นครับ ....ขอบคุณครับ
  • โรคไทรอยเป็นพิษกินยาต่อเนื่องก็จะหายครับ เพื่อนเป็นกินอยู่ประมาณสองปีครับ มาเป็นกำลังใจให้ภรรยาอาจารย์ครับ
  • ผมก็เป็นบางครั้ง (แม้จะยังไม่มีภรรยา) คือหงุดหงิดเวลาโทรหาแล้วไม่รับสายครับ ยิ่งถ้ามีธุระบางครั้งจะยิ่งหงุดหงิด คงต้องไปตามรู้ตามดูเช่นกันครับ ขอบพระคุณครับ

อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วเห็นเลยค่ะ ว่าอาจารย์มีสติตามรู้ทันตัวเองตลอด เห็นอารมณ์ทั้งหลายของตนเองตั้งแต่ รู้สึกผิด เป็นห่วง เสียใจ โรแมนติก หงุดหงิด ฯลฯ ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องปรกติที่อาจารย์จะรู้สึกอย่างนี้ เพราะถ้าเป็นดิฉันก็คงประมาณกัน ; ) 

ที่ดีก็คือ เราสามารถใช้สติที่เกิดมาปรับการกระทำของเราในเชิงสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นได้ เช่น หาเวลา และให้เวลากับคนที่เรารักมากขึ้นอีก ให้พอดีๆ และไม่คาดหวังกับผลหรือส่งจิตออกนอกคิดไปล่วงหน้ามากนะคะ เดี๋ยวจะเป็นทุกข์อีก เพราะต่างคนต่างจิตต่างใจ ต่างจริตกันค่ะ เพราะฉะนั้นต้องทำแต่พอดี (ซึ่งยากพอควร) ค่ะ

อ่านที่อาจารย์กมลวัลย์เขียนแล้วรู้สึกชื่นบานขึ้นมาก และคงเป็นเพราะว่า Aj Kae บอกว่าโรคนี้รักษาหายได้ด้วย ...ขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากครับ

เรียน ท่านอ.ดร.ประพนธ์ค่ะ

  • อาจารย์แพทย์ผู้หญิงที่ทำงานท่านหนึ่งเป็นค่ะ..น้องพยาบาลคนนึงก็เป็น...ขี้หงุดหงิด  ใจน้อย  ขี้บ่น..พูดเร็ว..ใจร้อน....ขี้โมโห...ตอนนี้หายแล้วค่ะเพราะทานยา.....
  • อาจารย์เป็นคนใกล้ตัวเธอไม่ควรเพิ่มความเครียดให้เธอค่ะ.....
  • อาจารย์พูดคล้ายดุว่าเธอ....แท้จริงคือความรัก  ความห่วงใยที่มีให้เธอ...อยากจะแสดงออกให้เธอทราบแต่เธอไม่อยู่รับรู้ ณ ตอนนั้นต่างหาก...เธอคงสัมผัสได้ดีถึงความตั้งใจนี้ค่ะ....
  • สำหรับดิฉัน..บางครั้งถ้านึกฉุน..เพราะติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ได้(เช่นเขาไปตีกอล์ฟ..แล้วเราอยากคุยเรื่องกับข้าวเย็น..เธอดันทิ้งโทรศัพท์ไว้ในรถมั้ง)...พอกลับมาพบกัน..ฉันอาจจะแค่ถามว่า"โทรศัพท์ป๊าเป็นอะไร...ติดต่อไม่ได้"..(ส่วนไอ้ความไม่พอใจที่เหลือ...ไม่ออกจากปากค่ะ...แค่คิดในใจยาววว....ดีออก...เขาไม่รู้ว่าเราว่าเขายังไง..อิ..อิ...)....เดี๋ยวเวลาผ่านไป  อารมณ์เราก็ดีขึ้นเองค่ะ
  • ตอนนี้อาจารย์ต้องเข้าใจอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของเธอ(เธอเป็นผู้ป่วย)....มันเป็นเพราะโรคนี้ค่ะ....อย่าโกรธและดุเธออีกนะคะ....ขอร้อง.....
  • ขอส่งกำลังใจมาให้ภรรยาสุดที่รักของอาจารย์หายไวๆค่ะ....(อ้อ..ลืมบอกไปค่ะ...การเข้าร้านเสริมสวยเป็นความสุขมากๆอีกทางหนึ่งของผู้หญิงค่ะ...)
  • ขอบคุณค่ะ
  • ดิฉันในอดีตก็เป็น "ไทรอยด์เป็นพิษ" ค่ะ
  • ก็กินยามาเรื่อยๆ ค่ะ ตอนสุดท้ายได้รับการรักษาด้วยการกินน้ำแร่ จน overdose กลับมาเป็น Hypothyroid (มีไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ) ... กำลังโทษว่า รูปร่างท้วม (ไม่อยากบอกว่า อ้วน) เพราะ Hypothyroid นี่ละคะ
  • ขณะนี้ก็รักษาตัวด้วยการกิน ไทรอยด์ฮอร์โมน เสริมเข้าไป
  • ปัจจุบัน ดิฉันได้เรียนรู้ค่ะ ว่า "เมื่อเราเป็นโรคอะไร เราก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคที่เป็น ด้วยการรักษาที่เหมาะสมทั้งทางด้านยารักษา หรือการบำบัด รวมทั้งอาหารการกิน และการทำให้ร่างกายแข็งแรงค่ะ"
  • รวมทั้ง สุขภาพจิตก็ต้องแข็งแรง ... กรณีหลังนี้ต้องการผู้ใกล้ชิดสนับสนุนนะคะ ... ก็ย้อนกลับมาหาอาจารย์จนได้ละค่ะ เพราะเราต้องเชียร์ฝ่ายหญิงอยู่แล้ว
    ท่านอาจารย์ครับที่ผมได้ฟังการบรรยายทางวิชาการของท่านอาจารย์ว่าสุดยอดแล้ว  การบรรยายเกี่ยวกับ Khun  Mia  ของท่านอาจารย์  ยิ่งยอดเลยครับมองเห็นภาพชัดแจ๋วเลยครับ  ผมว่า  เป็นเรื่องเล่าที่แฝงด้วยธรรมะได้ข้อคิดจริง ๆ ครับ   เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ Handy  มาก ๆ ครับ(แต่เสียอย่างเดียวครับนึกภาพหน้าตาศรีภรรยาของท่านอาจารย์ไม่ออกครับ) 
  • ได้อ่านชื่อหัวข้อเรื่องมีคำว่า " นินทาเมีย" น่าสนใจเลยต้องรีบเข้ามาอ่านค่ะเพราะตัวเองก็อยู่ในทีม Khum Mia เหมือนกันอยากรู้คุณผู้ชายเค้าคิดอย่างไรกับคนที่เป็นภรรยาน่ะค่ะ พออ่านแล้วรู้สึกดีจังค่ะ อจ ต้องทำอย่างนี้บ่อยๆน่ะค่ะ เออออ ไปเถอะค่ะอย่าไปโกรธเธอเลยผู้หญิงต้องการกำลังใจและสัมผัสจากคนที่รักยามเจ็บป่วยและมีปัญหาค่ะ แต่อย่าลืมสติบ่อยนะคะขอเป็นกำลังใจให้ภรรยา อจ.ด้วยนะคะ 
ต่อไปผมจะตั้งชื่อคุณกฤษณาใหม่ให้เป็น "คุณติ๋ว ...ติวเข้ม" ดีไหมครับ (อันนี้แซวนะ) ในฐานะที่ติวผมมาซะยืดยาว แต่จะทำตามคำแนะนำที่ว่า ...."คนใกล้ตัว ไม่ควรเพิ่มความเครียดให้เธอ" ...เธอไม่ค่อยเครียดหรอกครับ ผมเองนั่นแหละที่เครียด แค่ฟังว่าเธอเป็นโรคอะไร ผมก็ใจไม่สบายแล้ว ในขณะที่เธอเองกลับแวะร้านทำผมเฉยเลย....
ขอบคุณหมอนนท์ที่แชร์ประสบการณ์ ผมจะส่งผ่านข้อความดีๆ เหล่านี้ให้กับภรรยาครับ และก็จะพยายามปรับตัวปรับใจไม่โมโหใส่ภรรยาอย่างที่เคยปฏิบัติมาจนเป็นนิสัย ...รู้สึกจะเชียร์กันแต่ฝ่ายหญิงนะครับ ...มีใครเชียร์ฝ่ายชายบางครับ ...อ้อ เห็นแล้ว คุณโสภณ คำสวาสดิ์ นั่นเอง ...อ่านไปอ่านไป...อ้าวนึกว่าจะมาเชียร์เรา กลับมาขอดูภาพภรรยาเราซะนี่ ....เดี๋ยวจะไปขออนุญาตเจ้าตัวก่อน แล้วจะเอาภาพมาลงให้ดูครับ คุณโสภณ

สงสัย คุณ Laddawan อยากจะรู้ว่าผม "นิททาเมีย" ว่าอะไร ใช่ไหมครับ ...เป็นความสุขของบรรดาสามีที่ได้พูดเรื่องที่เกี่ยวกับภรรยา ...ปล่อยให้ทำไปเถอะครับ ดีกว่าที่ไม่พูดถึงเลย!

  ขอบคุณครับท่านอาจารย์ไม่ใช่แค่อยากดูภาพศรีภรรยาอาจารย์อย่างเดียวหรอกครับ  คือคนเรามื่อดูภาพแล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับเมื่อเราสอนนักเรียนก็ต้องมีสื่อการสอนนะครับ(พูดเล่นนะครับไม่ให้ดูก็ไม่เป็นไรครับ)     เหมือน Model Platoo (ไม่รู้เขียนถูกไหม ถ้าไม่ถูกก็ขออภัยอาจารย์มาก ๆ ด้วยครับ)ของอาจารย์นะครับ     อาจารย์ครับผมนี่ก็แพ้เมียทุกทีครับ  เวลาถกเถียงกัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง  ศาสนา  ปรัชญา  การบ้าน  การเมือง  ในช่วงที่คุณทักษิณมีอำนาจเธอเชียร์ทักษิณเต็มที่เลยครับ  ผมก็พยายามชี้ถูกชี้ผิดเธอก็ชี้ถูกชี้ผิดเหมือนกันหวิดจะฆ่ากันตายนะครับ  สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายเงียบนะครับ  เพื่อความสมานฉันท์นะครับ  ผมก็เลยให้เธอไม่ฝ่ายชนะเพราะเธอเริ่มเสียงดัง  เอาสันติภาพไว้ก่อน  เอะนี่ท่านผู้หญิงทั้งหลายฟังอยู่หรือเปล่าครับนี่  อิ อิ(เดี๋ยวจะบาปเอา)

ตอนแรกที่ผมตั้งชื่อบันทึกนี้ว่า "นินทาเมีย" พอเขียนไปแล้ว รู้สึกเองว่า ไม่ได้ออกมาเป็นการนินทาเท่าใดนัก แต่ตั้งแต่เริ่มพูดคุยกับคุณโสภณ ตอนนี้น่าจะ "เข้าข่าย" นินทาเมียแล้วนะครับ ...ไม่แน่สิ่งที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ อาจจะเป็นการก่อกำเนิด CoPs (ชุมชน หรือ ก๊วน) ของผู้ที่ชอบพูดเรื่องเมียก็ได้ ตกลงผมกับคุณโสภณ เป็นสมาชิกก่อตั้งนะครับ ...เรื่องรูปกำลังหาอยู่ครับ

สวัสดีค่ะอาจารย์ ดร.ประพนธ์

  • รู้สึกว่า   เรื่องราวที่อาจารย์เขียนบันทึกนี้  ก็คล้ายๆ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวครูอ้อย  ที่ไม่รับโทรศัพท์   หรือ  โทรศัพท์ไปตอนที่เธอขับรถ  หรือ  มีโทรศัพท์เข้ามาตอนที่ครูอ้อยขับรถ  หรือประชุม  หรือตั้งเครื่องแบบสั่น  แล้วไม่รู้สึก  อะไรหลายๆอย่าง

แต่แล้ว  ..เวลาที่ไม่สบายจริงๆ   เธอก็มารับทุกทีไปค่ะ

พูดถึงบ้างก็ดีค่ะ...

  • ผู้หญิงนินทาสามีเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่เดือดร้อนเท่า...เอ้อ...นินทาเจ้านายหรอกค่ะ

ขอบคุณค่ะ

  ขอโทษครับอาจารย์  ขอแก้ไขข้อความข้างบนนิดหนึงนะครับ  บรรทัดที่สองจากข้างล่าง  ที่ว่า  "ผมก็เลยให้เธอไม่ฝ่ายชนะเพราะเธอเริ่มเสียงดัง"    เป็น   " ผมก็เลยให้เธอเป็นฝ่ายชนะเพราะเธอเริ่มเสียงดัง"     ไปก่อนหละครับอาจารย์เพราะแอบเขียนอยู่คนเดียว   เดี๋ยวมีใครมาแอบยืนอยู่ข้างหลัง  อิ อิ อิ...
  • สุดยอดค่ะ....อาจารย์ประพนธ์แค่คิดได้อย่างนั้นก็ซึ้งใจแล้วค่ะ
  • หากทำได้ยกมือเชียร์ค๊า

เป็นความตั้งใจดีที่น่าเอาเป็นตัวอย่างมากครับ...

แต่ผมว่าการที่เราบ่นบ้าง ว่าบ้าง เพราะความเป็นห่วง ก็ดีนะครับ แต่ว่าอย่าให้มากเกินไปเป็นพอครับ...

ขอบคุณมากครับ...

 

  ท่านอาจารย์ครับท่าจะบานปลายกันไปใหญ่ไหมครับนี่  ถ้าถึงจะก่อเกิดเป็นชมรม  อิอิ  ที่ได้ฟังแต่ท่านทั้งหลายก็ขอเคารพดัง ๆ ในความคิดเห็นนะครับ ดี ๆ ทั้งนั้น  อย่าง ท่าน Laddawan  บอกว่าอย่าลืมสติ  ผมชอบจริง ๆ ครับ  อย่างนี้เป็น KM   แน่นอนครับ สติมามาปัญญาเกิด  สติเตลิดจะบังเกิดเภทภัย  นะครับ

ครูอ้อยครับ ปัญหาของผมคือชอบ "จัดการ" มากเกินไป เข้าใจว่าเป็นผลของการใช้ "สมองฝั่งซ้าย" บางทีก็ไม่ค่อยได้สนใจด้านความรู้สึก (สมองฝั่งขวา) ชอบติ ชอบแนะว่า "น่าจะทำอย่างนั้น อย่างนี้" ก็เลยมีเรื่องรบกวนจิตใจภรรยา (และผมด้วย) อยู่ตลอดเวลา ...ตอนนี้เริ่ม "รู้สึกตัว" ขึ้นบ้างแล้วครับ ...ตั้งใจว่าจะกลับตัวกลับใจ ...คิดว่าน่าจะทำได้ครับ

ขอบคุณ คุณอัมพร ด้วยครับที่ให้กำลังใจ (คุณเมตตา หายไปไหนครับ ฝากบอกด้วยว่าผมถามถึง...)

ใช่เลยครับ Mr. Direct ... "บ่นบ้าง ว่าบ้าง แต่อย่าให้มากเกินไป"  แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า ที่ผ่านมาหลายปี ผมเองไม่เคยรู้สึกเลยว่าที่บ่นภรรยานั้น "มากเกินไป" เข้าใจเอาเองว่าเป็นการบ่นการว่าแบบ "พอดีๆ" ทั้งๆ ที่ภรรยาพูดเสมอว่า "หยุดบ่นเสียที" นี่แหละครับ ผลของการไม่เคยฝึก "รู้สึกต้ว"
  • มีท่านผู้ที่ถูกเรียกว่าปรมาจารย์เคยกล่าวไว้ (ในห้องผ่าตัด) ว่า..."ถ้าสามีท่านใดเชื่อฟังภรรยา(หลวง)....มักจะเจริญค่ะ"....อิ...อิ....และ
  • "หากภรรยาที่อยู่กับสามีขี้บ่นแล้วอดทน...ปิดหู...ปิดตา...แถมปิดปากด้วยก็จะเจริญยิ่งๆขึ้นไปเช่นกันค่ะ"...อิ...อิ.....
  • เห็นด้วยค่ะ....อิ...อิ.....
  • สติมาปัญญาเกิด   สติเตลิดไปไกลภรรยา จะบังเกิดภัยจากภรรยาตามมา ค่ะ...อิ...อิ... 

 สติมาปัญญาเกิด   สติเตลิดไปไกลภรรยา จะบังเกิดภัยจากภรรยาตามมา ....  ใช่เลยครับ คุณติ๋ว

คุณโสภณ ผมทำตามที่สัญญา... นำรูปภรรยามาลงไว้แล้วที่นี่ http://gotoknow.org/file/prapon/wife%26son.jpg ถ่ายคู่กับลูกชายคนเล็กในวันบวชที่วัดผาณิตาราม จ. ฉะเชิงเทรา เมื่อ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา

เห็นรูปแล้วต้องตามมาขอเรียนว่าอาจารย์เป็นเนื้อคู่ที่ต้องเป็นหนังคู่ กระดูกคู่แน่ๆเลยค่ะ โหงวเฮ้งบอก พระเอกคนเล็กของอาจารย์ใช่คนที่เคยทำให้อาจารย์เป็นกังวลกับความรู้สึกอยู่ทั้งวันนั้นหรือเปล่าคะ เธอดูหน้าตาเอาการเอางานจังนะคะ

ฝากกำลังใจมาถึง KM (ตามศัพท์ของอาจารย์) ด้วยนะคะ ไม่น่ากังวลอะไรจริงๆค่ะโรคนี้

ขอบคุณครับ คุณโอ๋ เวลาไป มอ. ทีไร ผมมักจะโฆษณาอย่างภูมิใจว่าเป็น "เขยหาดใหญ่" ภรรยาผมเป็นคนหาดใหญ่ครับ คุณโอ๋จำแม่นมากเรื่อง Case ลูกชายที่เคยเล่าไว้เป็นปีแล้ว ...ใช่ครับ คนนี้ นี่แหละครับ โตเร็วมาก ตอนนี้สูงที่สุดในบ้านแล้ว !

สวัสดีวันปีใหม่ไทยกับทุกๆ ท่านครับ

  • แอบเข้ามาดูรูปภรรยาสุดที่รักของอาจารย์และลูกชายแล้วค่ะ...
  • อยากจะเรียนอาจารย์ว่า....ภรรยาอาจารย์เป็นผู้หญิงที่ใจเย็น  อารมณ์ดี...อย่างแน่นอนค่ะ...เธอยิ้มสวยมาก...
  • และอยากจะเดาว่า.....เมื่ออาจารย์บ่น...เธอจะไม่พูดอะไร...เธอจะรอๆๆๆๆ...จนสุดท้ายจะหันไปพูดกับอาจารย์ว่า.."ที่รัก...คุณพูดจบหรือยังคะ....ฉันง่วงนอนแล้ว...ขอนอนก่อนละนะ...good  nightค่ะ"
  • ....มีความสุขที่ได้อ่านบันทึกนี้และขอขอบคุณอาจารย์และครอบครัวที่ทำให้เกิดข้อคิดและความสุขนี้ค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ

คุณติ๋ว จินตนาการดีมากเลยครับ แต่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงนะครับ (รู้ไว้ซะด้วย)...เพราะในชีวิตจริงมีบ่อยครั้งที่เธอหันมาทำตาดุๆ แล้วก็พูดว่า "หยุดพูดได้แล้ว" หรือบางครั้งก็พูดว่า "เลิก Lecture เสียที!!" ....เห็นไหมครับว่าที่ "วาดภาพ" ไว้นั้น ...มันไม่ตรง!!

  • ว้า....จ๋อยเลยเรา.....
  • สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ
 อจ.คะ ยังสงสัยอีกประเด็นเดียวค่ะ ตอนที่ อจ.บอกว่า " ผมฟังแล้วแทบยั้งไม่อยู่ "  เลยอยากรู้ว่าอจ.จะทำอะไร Khun Mia เหรอค่ะ อยากรู้จริงๆค่ะ อิอิอิ...
ที่ว่า "แทบจะยั้งไม่อยู่" หมายถึงว่า ...ผมเพิ่งจะตั้งปณิธานว่า "จะเลิกบ่น เลิกว่า" แต่ก็เกือบจะหลุดปากไปอีกแล้ว....
ขอยืม KM นี้ไปใช้หน่อยนะครับอาจารย์

อ่านของอาจารย์เรื่องโทรศัพท์ช่างเหมือนกันจริงๆที่จริงเขามีสมาธิกว่าเราที่ยอมละวางแต่เราต่างหากไม่ยอมละวาง  ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังอย่าเป็นเรื่องจริงก็แล้วกัน  ชายหนุ่มสองคนไปเล่นกอล็ฟกับเพื่อนเมามันมากไปหน่อยติดหล่มอารมณ์ซะตีสามตามประสาชายหนุ่ม  เรื่องมันยากตอนจะกลับบ่านจะตอบหัวหน้าครอบครัวตัวจริงที่รออยู่อย่างไร  คนแรกได้ความคิดเอาไม้ทีตั้งลูกเหน็บหู  จะพูดความจริงพอเจอหน้าเมียก็บอกว่าพี่กลับดึกไปหน่อยติดลมไปเที่ยวผับกับเพื่อน ขอโทษด้วย  แต่เมียไม่เชื่อบอกแกอย่ามาโกหกชั้นแกคงไปเล่นกอล็ฟตอนกลางคืนเพลินจนลืมบ้านทียังติดหูอยู่เลย   คนที่สองเอาแบบนี้ดีกว่าพอเจอหน้าเมียก็บอกว่า  แม่จ๋าพ่อขอโทษด้วยที่ตีกอล็ฟมันเลยเล่นเลยถึงกลางคืนด้วย  เมียหน้าเขียวตอบว่าอย่ามาเรียกชั้นแม่ชั้นไม่เคยมีลูกชั่วๆแบบแก

เลือกเอาเองว่าจะตอบแบบไหนหนุ่มนักกอล็ฟทั้งหลาย

ชีวิตมีเรื่องเคลียดมากแล้วเอาเรื่องแบบนี้บ้างขออนุญาตอาจารย์ด้วย  ผมมาเป็นสมาชิกใหม่วันแรกครับ

   ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ดร.ประพนธ์ มาก ๆ ครับ  ผมเห็นรูปขอบคุณพี่ผู้หญิงและลูกชายคนเล็กของท่านอาจารย์แล้วครับ  ดูท่าทางท่านใจดีมีเมตตา และดูอบอุ่นดีครับ   ผมไม่อยู่บ้านหลายวันครับ  ผมกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ จ.ร้อยเอ็ดครับ  และพึ่งกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ ครับ  ผมว่าท่านอาจารย์เปิดประเด็นเรื่องนี้ดีมากครับได้ความรู้ที่ใกล้ตัวที่สุดครับ  คือได้ธรรมะสำหรับการครองเรือน  สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันครับ

คุณโสภณครับ ผมเองก็ไปต่างจังหวัดมาเช่นกันครับ ขอบคุณสำหรับการพูดคุยกันในบันทึกนี้ครับ พูดหลายคนดีกว่าพูดคนเดียวครับ

คุณเอกชัย เล่าเรื่องได้สนุกมาก สงสัยจะมีเรื่องแบบนี้อยู่อีกมาก น่าจะเปิด blog เล่าเรื่องทำนองนี้ โดยเฉพาะเรื่องผัวๆ เมียๆ มีคนสนใจมากครับ

คุณรองจบ นำไปใช้ได้เลย ไม่สงวนสิขสิทธิ์ครับ

แวะมาเยี่ยมเยียนคะ เคยฟังอาจารย์ National forum ครั้งที่ 8 รู้สึกชอบมากคะ แต่มาอ่านหัวข้ออ.น่าสนใจและอยากติดตามว่าผู้ชายเวลานินทาภรรยา เค้าจะนินทายังไง อ่านแล้วนินทาสิ่งที่สร้างสรรและน่ารักมากคะ คุณภรรยาอาจารย์ต้องปลื้มมากคะ   อยู่ชมรมภรรยาเหมือนกัน คุณสามีที่บ้านก็ชอบถามและซักว่าไปใหนมา ทำไมไม่รับโทรศัพท์เหมือนคะ แต่ฟังความคิดอาจารย์ ความห่วงใยที่มีต่อภรรยาสุดที่รักแล้ว เข้าใจถึงความปราถนาดีและความห่วงใยของสามีขึ้นเป็นกองคะ โรคทัยรอยด์เป็นพิษไม่ได้อันตรายมากมายอะไรคะ ตัวเองก็เคยเป็นแต่ตอนนี้รักษาหายแล้ว อ้วนท้วมสมบูรณ์ดี เพียงแต่ต้องทานยาอย่างต่อเนื่อง พักผ่อนเป็นเวลาและเพียงพอ ไม่เครียด สามีจะเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการหายของโรค กำลังใจที่ดีโรคหายเป็นครึ่ง แต่จะฝากบอกคุณภรรยาอ.อย่างหนึ่งคือยารักษาทัยรอยด์เป็นพิษขมมาก ๆๆๆ

สวัสดีค่ะอาจารย์

ตกลงเป็นการนินทาเมียด้วยความรัก แต่ลงท้ายด้วยหงุดหงิดที่ใช้มือถือแต่ไม่ถือติดมือ

อ่านแล้วขำๆ ยิ้มๆ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอาจารย์ได้โรแมนติกหลังจากเขียนบันทึกรึยังคะ ^___<

ขอให้ภรรยาอาจารย์หายป่วยเร็ววันนะคะ

^___^

  • เหตุการณ์ก็คล้ายๆ กันเลยค่ะ เพราะเมื่อกี้ก่อนอ่านบันทึกอาจารย์เพิ่งฝากให้คุณสามีเอาโทรศัพท์มือถือมาให้ด้วย เพราะคิดว่าลืมไว้บ้าน ก็ดูในกระเป๋าแล้วไม่มี ก็นั่งรอซักพัก ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น...ลั้น ลั่น ลั้น ลา เป็นเสียงลูกสาวข้างๆหู ..ก็เลยขำตัวเองว่า เออ !! ท่าจะบ้านะชั้น ก็โทรศัพท์อยู่กระเป๋าตัวเองแท้ๆ แต่หาไม่เจอ...อิ อิ
  • อาจารย์ขา ...การลืมมือถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ฮ่ะ ฮ่า

การลืมมือถือเป็นเรื่องธรรมชาติ . . การนินทาเมียก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสามีครับ (เพราะไม่กล้าพูดต่อหน้า) . . ฮ่ะ ฮ่า

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี