<p style="margin: 0cm 1.3pt 0pt 0cm; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%; tab-stops: 414.0pt" class="MsoNormal">เอาอีกแล้วพูดเรื่องเมียอีกแล้ว เรื่อง KM สำหรับผมกลายเป็นเรื่อง Khun Mia ไปซะแล้ว เหตุการณ์ที่ผมจะเล่าให้ฟังในวันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเองโดยเฉพาะเรื่องที่ชอบบ่นชอบว่าภรรยา แต่ผมไม่ได้บอกนะว่าจะเลิก “นินทาเมีย”</p> <p style="margin: 0cm 1.3pt 0pt 0cm; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%; tab-stops: 414.0pt" class="MsoNormal">เรื่องมีอยู่ว่า… ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ภรรยาผมน้ำหนักหายไปกว่า 10 กิโล ตอนแรกคุณเธอก็รู้สึกดีเพราะเนื่องจากน้ำหนักเกินมาตรฐานอยู่ประมาณ 12-13 กิโล แต่ครั้นเมื่อน้ำหนักลดเข้าจริงๆ กลับมีคนทักมากมายว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า จนเป็นเหตุให้ต้องไปตรวจร่างกายและตรวจเลือดในที่สุด ตอนแรกผมก็ตั้งใจว่าจะไปเป็นเพื่อนภรรยาที่โรงพยาบาล แต่พอหมอนัดมาตรงกับว้นพุธซึ่งเป็นว้นที่ สคส. มีการประชุมประจำสัปดาห์ทุกเช้าว้นพุธ และพุธที่ผ่านมาช่วงบ่ายก็มีการประชุมกรรมการนโยบาย (Board) อีกด้วย ผมจึงต้องปล่อยให้เธอไปพูดคุยกับหมอคนเดียว</p> <p style="margin: 0cm 1.3pt 0pt 0cm; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%; tab-stops: 414.0pt" class="MsoNormal">ช่วงบ่ายในขณะที่กำลังประชุมกรรมการนโยบายอยู่นั้น ผมได้รับโทรศัพท์จากภรรยาบอกว่าหมอรู้แล้วล่ะว่าเธอเป็นโรคอะไร เธอหยุดเพื่อหายใจสักพัก ก่อนที่จะบอกว่าเป็นโรค “ไทรอยด์” และต่อท้ายด้วยคำพูดว่า“ชนิดเป็นพิษ” ผมรู้สึกว่าเสียงเธอสั่นๆ ก่อนที่เธอจะพูดต่อว่า… “แล้วค่อยเจอกันที่บ้านเย็นนี้” ….ผมกลับเข้ามาประชุมต่อ แต่ก็ไม่ได้เกาะติดเรื่องที่ประชุมเท่าไร ในใจยังคิดเรื่องภรรยาอยู่ รู้สึกผิดว่าไม่น่าปล่อยเธอไปรับฟัง “ข่าวร้าย” คนเดียวเลย …ทำให้คิดต่อไปว่าแท้จริงแล้วชีวิตคนเรานั้นมันไม่แน่นอนเลย ทำไมเราไม่ใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันสร้างสรรค์แต่สิ่งดีๆ ทำไมเราต้องบ่นต้องว่ากันตลอดเวลา เราน่าจะสร้างสรรค์ว้นเวลาดีๆ ร่วมกันให้มากๆ เพราะถึงวันหนึ่งเราก็ต้องจากกันไป …คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกอยากกลับบ้านไปเจอภรรยา ตั้งใจว่าจะเข้าไปกอดและบอกเธอว่าให้ทำใจดีๆ ไม่ต้องคิดมากอะไร …ส่วนในใจก็มีแต่คำถามว่าโรคนี้ร้ายแรงเพียงใด รักษาหายไหม?</p>
ในที่สุดทนไม่ได้ต้องโทรไปหาหมอที่วินิจฉัยโรคว่าเป็นอะไร ร้ายแรงขนาดไหน ...จึงได้ทราบชื่อโรคที่เป็นทางการว่า “toxicgoiter” หมอบอกว่าไม่ต้องตกใจใช้ยารักษาได้ คือให้ทานยาไปเรื่อยๆ ...ผมได้พูดคุยกับหมอแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากเลิกประชุมผมตัดสินใจกลับบ้านทันที วันนี้จึงถึงบ้านเร็วเป็นพิเศษคือยังไม่ถึงห้าโมงเย็น ไปถึงบ้านพบว่าภรรยายังมาไม่ถึง ใจก็ยิ่งเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น โทรไปหาเธอก็ไม่มีคนรับสาย ทำเอาวุ่นวายใจเป็นอันมาก จากความรู้สึกผิดที่ให้เธอไปหาหมอคนเดียว เปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกห่วงเมื่อทราบว่าเธอป่วยไม่สบาย เปลี่ยนมาเป็นอารมณ์ที่โรแมนติกอยากจะใกล้ชิดอยากจะพูดให้กำลังใจ กลายมาเป็นความหงุดหงิดใจที่ติดต่อกับเธอไม่ได้ ทั้งเป็นห่วงทั้งเริ่มโกรธว่าทำไมไม่มารับสาย กระวนกระวายใจอยู่เกือบชั่วโมง แล้วคุณเธอก็กลับถึงบ้าน
ภรรยาผมมีสีหน้าและทุกอย่างดูเป็นปรกติดี ผมเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ไปไหนมา?” เธอตอบว่า “แวะไปสระผมมา” และยังถามกลับมาด้วยว่า “ทำไมวันนี้กลับมาเร็ว” ผมเองพูดอะไรไม่ค่อยออก เพราะที่ผมวาดภาพไว้ต่างๆ นานาว่าภรรยาผมคงรู้สึกไม่ดีที่ทราบว่าเธอป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้ แท้จริงแล้วดูเธอปรกติดี เธอไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วทำไมตอนที่เธอพูดกับผมทางโทรศัพท์ถึงเสียงสั่นๆ ก็ได้รับคำตอบว่า “คงเป็นเพราะเหนื่อย เนื่องจากจอดรถไกล และตอนที่โทรก็เพิ่งเดินมาถึงรถ” ส่วนคำถามสุดท้ายที่ทำให้ผมหงุดหงิดใจอย่างยิ่งก็คือ “ทำไมไม่รับสาย?” เธอตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ...เธอตอบว่า “ช่วงที่อยู่ร้านทำผม สงสัยจะลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ!” ผมฟังแล้วแทบจะยั้งไม่อยู่ เพราะเคยว่าเธอหลายครั้งแล้วว่า “การมีมือถือก็เพื่อให้ติดต่อกันได้สะดวก ถ้ามีมือถือแล้วไม่เอาติดมือไป จะมีมือถือไว้ทำไม...”
<p style="margin: 0cm 1.3pt 0pt 0cm; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%; tab-stops: 414.0pt" class="MsoNormal">ไปๆ มาๆ นี่ผมกำลังจะว่าภรรยาผมอีกแล้วหรือ คนเรานั้นช่าง “ตกร่องอารมณ์” ได้ง่ายจัง ก็ไหนว่าจะกลับตัว กลับใจ เลิกบ่น เลิกว่าภรรยาแล้วไม่ใช่หรือ? นี่แหละหนาอารมณ์ความรู้สึกของคน ช่างแปรเปลี่ยนไปได้ง่ายเหลือเกิน ไม่รู้ว่าอารมณ์โรแมนติกที่รู้สึกในตอนแรกนั้นหายไปไหนหมดแล้ว กลายเป็นโทสะกลับเข้ามาครอบงำได้ตามเดิมอีก นี่เป็น “หลักฐาน” ที่เห็นได้ “จะจะ”ว่าผมยังคงต้องหมั่นฝึก “ตามรู้ ตามดู” ต่อไปจนกว่า “สติตัวจริง” จะเกิด!!</p></span>
คุณอ้อ เข้ามาเร็วมากเลยครับ ทำให้ผมได้สติด้วย เพราะตอนที่บันทึกความรู้สึกว่าจะเข้าไปกอดภรรยานั้น ตอนพิมพ์ก็ "ลังเล" เหมือนกันครับว่าควรจะเอาความรู้สึกมา "ตีพิมพ์" หรือไม่ กลายเป็น "ไม่มั่นใจ" ในการทำสิ่งดีๆ ซึ่งถ้าคนส่วนใหญ่รู้สึกเช่นนี้ สังคมคงจะไม่ค่อยดีนะครับ ถ้าคนรู้สึก "ขัดเขิน" เวลาจะทำสิ่งดีๆ ไม่กล้าแม้ที่จะ "กอด" แต่กลับกล้าที่จะ "เกลียด" กันและกัน ...และก็อย่างที่คุณอ้อว่า "เราน่าจะกอดกันได้บ่อยๆ" ....ขอบคุณครับ
สุดยอดสื่อแห่งการเรียนรู้เลยครับอาจารย์
สื่อจากภายใน .. เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่จำเป็น .. ยิ่งหลับตา ยิ่งเห็นชัดนะครับ .. อยู่ในที่มืดก็สว่างได้ .. แปลกจังเลย .. มองข้างในเนี่ย.
ยิ่งถ้ามีเสียงจากภายนอก (ปรโตโฆษะ) มีกัลยาณมิตร อย่างท่านอาจารย์ Handy ช่วยมอง ช่วยสะท้อนด้วย ก็ยิ่งทำให้มุมมองกว้างขวางขึ้นครับ ….ขอบคุณครับ
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วเห็นเลยค่ะ ว่าอาจารย์มีสติตามรู้ทันตัวเองตลอด เห็นอารมณ์ทั้งหลายของตนเองตั้งแต่ รู้สึกผิด เป็นห่วง เสียใจ โรแมนติก หงุดหงิด ฯลฯ ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องปรกติที่อาจารย์จะรู้สึกอย่างนี้ เพราะถ้าเป็นดิฉันก็คงประมาณกัน ; )
ที่ดีก็คือ เราสามารถใช้สติที่เกิดมาปรับการกระทำของเราในเชิงสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นได้ เช่น หาเวลา และให้เวลากับคนที่เรารักมากขึ้นอีก ให้พอดีๆ และไม่คาดหวังกับผลหรือส่งจิตออกนอกคิดไปล่วงหน้ามากนะคะ เดี๋ยวจะเป็นทุกข์อีก เพราะต่างคนต่างจิตต่างใจ ต่างจริตกันค่ะ เพราะฉะนั้นต้องทำแต่พอดี (ซึ่งยากพอควร) ค่ะ
อ่านที่อาจารย์กมลวัลย์เขียนแล้วรู้สึกชื่นบานขึ้นมาก และคงเป็นเพราะว่า Aj Kae บอกว่าโรคนี้รักษาหายได้ด้วย …ขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากครับ
เรียน ท่านอ.ดร.ประพนธ์ค่ะ
ท่านอาจารย์ครับที่ผมได้ฟังการบรรยายทางวิชาการของท่านอาจารย์ว่าสุดยอดแล้ว การบรรยายเกี่ยวกับ Khun Mia ของท่านอาจารย์ ยิ่งยอดเลยครับมองเห็นภาพชัดแจ๋วเลยครับ ผมว่า เป็นเรื่องเล่าที่แฝงด้วยธรรมะได้ข้อคิดจริง ๆ ครับ เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ Handy มาก ๆ ครับ(แต่เสียอย่างเดียวครับนึกภาพหน้าตาศรีภรรยาของท่านอาจารย์ไม่ออกครับ)
ต่อไปผมจะตั้งชื่อคุณกฤษณาใหม่ให้เป็น "คุณติ๋ว ...ติวเข้ม" ดีไหมครับ (อันนี้แซวนะ) ในฐานะที่ติวผมมาซะยืดยาว แต่จะทำตามคำแนะนำที่ว่า ….”คนใกล้ตัว ไม่ควรเพิ่มความเครียดให้เธอ” …เธอไม่ค่อยเครียดหรอกครับ ผมเองนั่นแหละที่เครียด แค่ฟังว่าเธอเป็นโรคอะไร ผมก็ใจไม่สบายแล้ว ในขณะที่เธอเองกลับแวะร้านทำผมเฉยเลย….
ขอบคุณหมอนนท์ที่แชร์ประสบการณ์ ผมจะส่งผ่านข้อความดีๆ เหล่านี้ให้กับภรรยาครับ และก็จะพยายามปรับตัวปรับใจไม่โมโหใส่ภรรยาอย่างที่เคยปฏิบัติมาจนเป็นนิสัย …รู้สึกจะเชียร์กันแต่ฝ่ายหญิงนะครับ …มีใครเชียร์ฝ่ายชายบางครับ …อ้อ เห็นแล้ว คุณโสภณ คำสวาสดิ์ นั่นเอง …อ่านไปอ่านไป…อ้าวนึกว่าจะมาเชียร์เรา กลับมาขอดูภาพภรรยาเราซะนี่ ….เดี๋ยวจะไปขออนุญาตเจ้าตัวก่อน แล้วจะเอาภาพมาลงให้ดูครับ คุณโสภณ
สงสัย คุณ Laddawan อยากจะรู้ว่าผม "นิททาเมีย" ว่าอะไร ใช่ไหมครับ ...เป็นความสุขของบรรดาสามีที่ได้พูดเรื่องที่เกี่ยวกับภรรยา ...ปล่อยให้ทำไปเถอะครับ ดีกว่าที่ไม่พูดถึงเลย!
ขอบคุณครับท่านอาจารย์ไม่ใช่แค่อยากดูภาพศรีภรรยาอาจารย์อย่างเดียวหรอกครับ คือคนเรามื่อดูภาพแล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับเมื่อเราสอนนักเรียนก็ต้องมีสื่อการสอนนะครับ(พูดเล่นนะครับไม่ให้ดูก็ไม่เป็นไรครับ) เหมือน Model Platoo (ไม่รู้เขียนถูกไหม ถ้าไม่ถูกก็ขออภัยอาจารย์มาก ๆ ด้วยครับ)ของอาจารย์นะครับ อาจารย์ครับผมนี่ก็แพ้เมียทุกทีครับ เวลาถกเถียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ศาสนา ปรัชญา การบ้าน การเมือง ในช่วงที่คุณทักษิณมีอำนาจเธอเชียร์ทักษิณเต็มที่เลยครับ ผมก็พยายามชี้ถูกชี้ผิดเธอก็ชี้ถูกชี้ผิดเหมือนกันหวิดจะฆ่ากันตายนะครับ สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายเงียบนะครับ เพื่อความสมานฉันท์นะครับ ผมก็เลยให้เธอไม่ฝ่ายชนะเพราะเธอเริ่มเสียงดัง เอาสันติภาพไว้ก่อน เอะนี่ท่านผู้หญิงทั้งหลายฟังอยู่หรือเปล่าครับนี่ อิ อิ(เดี๋ยวจะบาปเอา)
ตอนแรกที่ผมตั้งชื่อบันทึกนี้ว่า "นินทาเมีย" พอเขียนไปแล้ว รู้สึกเองว่า ไม่ได้ออกมาเป็นการนินทาเท่าใดนัก แต่ตั้งแต่เริ่มพูดคุยกับคุณโสภณ ตอนนี้น่าจะ "เข้าข่าย" นินทาเมียแล้วนะครับ ...ไม่แน่สิ่งที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ อาจจะเป็นการก่อกำเนิด CoPs (ชุมชน หรือ ก๊วน) ของผู้ที่ชอบพูดเรื่องเมียก็ได้ ตกลงผมกับคุณโสภณ เป็นสมาชิกก่อตั้งนะครับ ...เรื่องรูปกำลังหาอยู่ครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ ดร.ประพนธ์
แต่แล้ว ..เวลาที่ไม่สบายจริงๆ เธอก็มารับทุกทีไปค่ะ
พูดถึงบ้างก็ดีค่ะ...
ขอบคุณค่ะ
ขอโทษครับอาจารย์ ขอแก้ไขข้อความข้างบนนิดหนึงนะครับ บรรทัดที่สองจากข้างล่าง ที่ว่า “ผมก็เลยให้เธอไม่ฝ่ายชนะเพราะเธอเริ่มเสียงดัง“ เป็น “ ผมก็เลยให้เธอเป็นฝ่ายชนะเพราะเธอเริ่มเสียงดัง" ไปก่อนหละครับอาจารย์เพราะแอบเขียนอยู่คนเดียว เดี๋ยวมีใครมาแอบยืนอยู่ข้างหลัง อิ อิ อิ...
เป็นความตั้งใจดีที่น่าเอาเป็นตัวอย่างมากครับ...
แต่ผมว่าการที่เราบ่นบ้าง ว่าบ้าง เพราะความเป็นห่วง ก็ดีนะครับ แต่ว่าอย่าให้มากเกินไปเป็นพอครับ...
ขอบคุณมากครับ...