ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับคุณครูพุฑฒิพงษ์
ณ ปัจจุบันนักกิจกรรมบำบัด หรือ OT พยายามเข้าไปแนะนำความรู้และการบริการทางกิจกรรมบำบัดในโรงเรียน แต่ปัญหามีอยู่สองเรื่องครับ คือ 1) ปัญหาการสร้างความเข้าใจในบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดกับครูการศึกษาพิเศษ และ 2) ปัญหาการสร้างโปรแกรมให้เด็กพิเศษร่วมกับระหว่างนักกิจกรรมบำบัดและครูการศึกษาพิเศษ
ที่มาที่ไปของปัญหา คือ หน่วยงานที่ดูแลโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ยังไม่เข้าใจในบทบาทของสองวิชาชีพ นักกิจกรรมบำบัด ที่มีความรู้ทางการแพทย์และการรักษาทางกิจกรรมบำบัด ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นครูกิจกรรมบำบัด ที่ให้การรักษาทางกิจกรรมบำบัดในโรงเรียนและแนะนำเทคนิคการรักษาแก่ครูการศึกษาพิเศษ แต่ขาดระบบการทำงานร่วมกัน ลืมนึกถึงระบบการคัดกรองและการประเมิน ที่ครูการศึกษาต้องนำเด็กพิเศษมาให้ครูกิจกรรมบำบัดประเมินแล้วร่วมกันสร้างโปรแกรมการรักษาจนถึงพัฒนากลายเป็นโปรแกรมการศึกษา จะเห็นว่าการรักษาจะทำให้เป็นการศึกษาได้ตามหลักสากลในระบบการศึกษาพิเศษ แต่การศึกษาให้เป็นการรักษานั้นยังไม่น่าจะทำได้เพราะครูการศึกษาพิเศษต้องได้รับการศึกษาจนได้วุฒิและวิชาชีพกิจกรรมบำบัด จนสามารถสอบได้ใบประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายครับ
ณ ขณะนี้ผมกำลังจะพัฒนาระบบการสร้างโปรแกรมร่วมกัน เพื่อเน้นการรักษาให้เป็นการศึกษา มากกว่าเน้นการศึกษาให้เป็นการรักษา ในหลักกิจกรรมบำบัด เราต้องการให้นักเรียนเข้ามารับการรักษาทางกิจกรรมบำบัดแล้วพัฒนาไปสู่การศึกษาต่อในโรงเรียนครับ หากเป็นการศึกษาให้เป็นการรักษา ผมมองว่าการศึกษาทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพร่างกาย จิตสังคม จนนักเรียนต้องกลับมารักษาในคลินิกกิจกรรมบำบัด
ผมขออนุญาตนำเมล์นี้ลงบล๊อกนะครับ เพื่อจะได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร) ต่อไป
หากมีสิ่งใดที่ผมทำได้ เช่น การบรรยายพิเศษในโรงเรียนของคุณครู เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาทั้งสองเรื่องข้างต้น ขอรบกวนช่วยทำจดหมายเชิญติดต่อผ่านคณะของผมได้ครับ
ด้วยความนับถือ
อาจารย์ป๊อป
จากการอ่านข้อความที่ อาจารย์พุฑฒิพงษ์ เพชรรัตน์ ครูการศึกษาพิเศษโรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี เขียนแลกเปลี่ยน ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างมากที่ทำให้ 2 ศาสตร์ทำงานด้วยกันอย่างมีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน เพื่อพัฒนาการเด็ก แต่ต่างกันที่ความชำนาญหรือความเฉพาะของแต่ละศาสตร์ ที่โรงเรียนมีนักกิจกรรมประจำโรงเรียน สำหรับการทำงานทางนักกิจกรรมจะทำแต่ในคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งโดยแนวคิดของโรงเรียนจะมองที่ความเป็นองค์รวม การบูรณาการเพื่อทำงานประสาน สร้างโปรแกรมร่วมกัน พูดคุยกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่อวางแผนในการทำงานทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ทางการศึกษาพิเศษและทางโรงเรียนมีความตั้งใจที่จะให้ศาสตร์ทาง OT เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเพื่อพัฒนาเด็ก ทั้งเด็กพิเศษและเด็กปกติ รวมทั้งสามารถให้ความรู้พื้นฐานสำหรับครูเพื่อเป็นมุมมองและการคัดแยกเบื้องต้นก่อนส่งสู่การประเมินของนัก OT สหวิทยาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการทำงานร่วมกับนัก OT มา 3 ปี น้องๆ ยังม่ค่อยจะพาตัวเองออกมาจากคลินิกที่ฝึกเด็กตัวต่อตัวมาเพื่อทำงานร่วมกับส่วนงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดิฉันก็เข้าใจว่า การฝึกเด็กในคลินิกเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่หากเราได้ทำงานกับผู้ปกครอง ครู และให้การทำงานกับเด็กที่ต้องได้รับการกระตุ้นเป็นโปรแกรมการศึกษาอย่างที่อาจารย์ป๊อบกล่าวถึงจะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ และสำหรับที่โรงเรียนต้องการให้เกิดขึ้นเช่นนั้นจริงๆ สำหรับความร่วมมือของครู ผู้ปกครอง ดิฉันให้ 80% ของการทำงานด้วยกัน การเดินหน้าเพื่อทำงานของนัก OT ขึ้นอยู่กับบุคลิกของแต่ละคนด้วยหรือไม่ หรือในขอบข่ายการทำงานเน้นที่การบำบัดในคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังเป็นคำถามที่อยากจะคลาย เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกันเช่นกัน หากอาจารย์ป๊อบมีคำแนะนำดิฉันยินดีมากเลยค่ะ และคิดว่าอยากจะเรียนเชิญอาจารย์และคณะมาเยี่ยมชมโรงเรียนและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทีมการศึกษาพิเศษ นักกิจกรรมที่โรงเรียน ร่วมทั้งผู้ปกครอง ครูที่เกี่ยวข้องอีกครั้งค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ดวงเพ็ญ
เห็นด้วยกับความคิดเห็นของอาจารย์ครับ จริงๆแล้วการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักการศึกษาพิเศษและนักกิจกรรมบำบัดในโรงเรียนมีความจำเป็นอย่างมาก ขณะนี้ทางอาจารย์มหิดลกำลังสร้างโปรแกรมตัวอย่าง คาดว่าจะเสร็จเป็นโครงร่างเร็วๆนี้ และจะนำไปพัฒนาร่วมกับนักการศึกษาพิเศษในเชิงวิจัยประยุกต์ต่อไป ผมตั้งใจแล้วว่าจะติดต่อไปที่โรงเรียนของอาจารย์เป็นสถานที่ร่วมพัฒนาแห่งแรก เพราะเห็นความตั้งใจจริงของอาจารย์ครับ
ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้คณะของผมได้เยี่ยมชมและจัดการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ ขอรบกวนอาจารย์ทำหนังสือมาที่คณะฯ ได้เลย และติดต่อผมที่ 08-52240707
ตอนนี้นักกิจกรรมบำบัดในสถานศึกษา(โรงเรียนและศูนย์การศึกษาพิเศษ)ได้ก่อตั้งชมรมครูกิจกรรมบำบัดได้เข้าปีที่สองแล้ว และได้ดำเนินการทำมาตรฐานการปฏิบัติงานกิจกรรมบำบัดในสถานศึกษาอยู่ การพัฒนางานกิจกรรมบำบัดในสถานศึกษาผ่านมาได้ประมาณ 10 ปี พร้อมๆกับการพัฒนาการศึกษาพิเศษแล้วแต่มันขาดช่วง สมัยก่อนนักกิจกรรมบำบัดยังมีจำนวนน้อย ตอนนี้ถึงพอรวมตัวกันได้ ดิฉันเข้าใจถึงความต้องการของเพื่อนครู และก็เข้าใจน้องๆที่ทำงานใหม่ เพราะการเรียนการสอนไม่ได้เตรียมให้ทำงานในโรงเรียน ตอนนี้ได้มีการปรับหลักสูตรสอนนักกิจกรรมบำบัดเรื่องงานกิจกรรมบำบัดในโรงเรียนแล้ว และการประชุมอบรมนักกิจกรรมบำบัดในสถานศึกษาที่ผ่านมา 2 ครั้งแล้ว ก็ได้มีการปรับกระบวนทัศน์ถึงวิธีการทำงานด้วย พยายามพูดคุยสื่อสารกันมากๆเพราะมัมมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน กำลังทำวิจัยอยู่
ขอบคุณครับน้องวิชิตา
ขอชื่นชมในความตั้งใจพัฒนางานกิจกรรมบำบัดในโรงเรียน
หากมีอะไรให้อาจารย์กิจกรรมบำบัดมหิดลช่วยเหลือด้านวิจัยหรือวิชาการก็ติดต่อได้นะครับ เราจะได้แนวคิดที่ปฏิบัติเป็นทีมระหว่างครูการศึกษาพิเศษและนักกิจกรรมบำบัดในโรงเรียน (บทบาทชัดเจนกว่าครูกิจกรรมบำบัดหรือโปรแกรม SI ที่ทำกันอยู่)
เพิ่งได้ทำงานในโรงเรียนค่ะ แต่ว่า เป็นโรงเรียนเด็กปกติ
มีเด็กพิเศษน้อยมาก อยากทราบว่า เราจะทำอะไรได้บ้างในเด็กปกติคะ
อยากให้เพ่ๆช่วยแนะนำ เพราะว่ามีเราเป็นนักกิจกรรมบำบัดในโรงเรียนคนเดียวค่ะ