วันนี้ผมยังอยู่ที่เชียงราย  มากับคณะครูนนทบุรี ที่  อบจ.เปิดโอกาสให้มาศึกษาดูงาน(เที่ยว)ที่เชียงรายและเชียงใหม่ 4 วัน ในโอกาสปิดภาคเรียน 
     ขณะเข้าพักที่โรงแรมก็เห็นรถทัวร์จากจังหวัดต่างๆพาชาวบ้านมาเปิดหูเปิดตากัน  สอบถามได้ความว่ามาจากเทศบาลบ้าง  อบจ.บ้าง  อบต.บ้าง เห็นคุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย เดินกระย่องกระแย่งลงจากรถทัวร์เข้าไปตักอาหารที่ภัตตาคารในโรงแรมหรูทาน อย่างเคอะๆเขินๆ ผมแอบยิ้มด้วยความดีใจ  ที่เดี๋ยวนี้ท้องถิ่นเข้าไปดูแลชาวบ้าน  คนเฒ่าคนแก่ใกล้ชิดมากขึ้น  ผมรู้สึกดีใจ แม้การลงทุนนี้จะดูเป็นการโปรยหว่าน  แต่ก็เกิดผลต่อความรู้สึกทางจิตใจชาวบ้านที่ประมาณค่ามิได้
     อดนึกถึงคุณพ่อของผมที่เสียชีวิตไปเมื่อผมอายุ 10 กว่าขวบ คุณแม่ของผมซึ่งท่านเสียชีวิตเมื่อผมเรียนจบใหม่ๆ  ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะดูแลท่านในการพาไปเที่ยวเช่นนี้ได้มากนัก  ผมเคยพาคุณแม่ไปเที่ยวทะเลที่เพชรบุรีได้ครั้งเดียว  ผมจำได้ว่าท่านตื่นเต้นมาก  และพูดกับผมว่า
     “เสียดายนะที่พ่อพวกเอ็งตายเสียก่อนโดยที่ยังไม่เคยเห็นทะเลเลย”
        ผมนึกถึงประโยคนี้คราใด ใจผมสะท้อน  อยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต  ได้อยู่กับผมจนถึงเดี๋ยวนี้  ผมจะพาท่านขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวตามที่ท่านอยากไป  พูดไปก็สายไปเสียแล้ว  ตอนนี้ทำบุญ/สวดมนต์ครั้งใดอุทิศส่วนกุศลให้ท่านก็ไม่รู้ว่าท่านจะได้รับหรือไม่  ใครที่มีพ่อมีแม่ก็รีบดูแลท่านเสียแต่ตอนนี้เถอะนะ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจเหมือนผม
        แม้แต่พี่ชายผมที่เป็นครูบ้านนอก  เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ท่านมีโอกาสได้ไปอบรมที่โรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรกในชีวิต  พอดีผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรอบรมที่นี่ด้วยพอดี  จึงเข้าไปดูแลพี่ชายเป็นพิเศษ  ประโยคแรกของพี่ชาย เมื่อผมเข้าไปหาในห้องพักท่านบอกว่า
       “เอ็งช่วยไปบอกโรงแรมให้เอาผ้าห่มมาให้หน่อย”  โดยที่พี่ชายผมไม่รู้เลยว่ามีผ้าห่มเบ็ดเสร็จอยู่บนเตียงแล้ว
       ผมฟังแล้วสะท้อนใจอย่างที่สุด (เดี๋ยวนี้ท่านเสียชีวิตแล้ว)