คืนวันที่ 29 มีนาคม 2550   ในห้องประชุมมรกต  โรงแรมโรสการ์เดนท์    อ. สามพราน  จ. นครปฐม    เป็นคืนหนึ่งที่ผมมีโอกาสเข้าร่วมเวทีเสวนา   และได้เรียนรู้ทั้งแง่คิด  และวิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของการสร้างสุขภาวะในสถานศึกษา

เวทีที่ว่านี้จัดกันแบบง่ายๆครับ   เป็นโปรแกรมพิเศษ  ที่จัดให้กับเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะ  มรภ.     มีลุงรินทร์ (ครูสุรินทร์  กิจนิตย์ชีว์)  เป็นผู้ดำเนินการสนทนา    แขกรับเชิญ 2 ท่าน  ซึ่งเป็นอะไรที่ลงตัวมาก  และไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ท่านแรก  นพ. ยงยุทธ  วงศ์ภิรมย์ศานติ์    คุณหมอผู้ซึ่งสนใจและทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษามาเป็นเวลาหลายปี      ท่านที่ 2   ทพ. พิชิต งามวรรณกุล  รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต  คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร    ทั้งสามท่านได้ทำให้บรรยากาศการพูดคุยในค่ำคืนนั้น   เต็มไปด้วยสีสัน   และแง่งามทางความคิดให้แก่บรรดาครูอาจารย์หลายๆท่านเลยทีเดียว

(จากซ้ายไปขวา - ทพ.พิชิต, ลุงรินทร์, นพ. ยงยุทธ)

ด้วยวิธีการชวนพูด  ชวนคุยแบบเป็นกันเองที่มีลุงรินทร์  เป็นผู้ทำหน้าทีด้วยการตั้งคำถามไปยังแขกรับเชิญทั้ง 2 ท่านสลับกันไปมา  และแทรกด้วยมุข  555  ที่แฝงด้วยสาระดีๆ   มุข classic ของคนกรุงเก่า  ที่ทำให้วงสนทนาได้หัวร่อ  คอโยก  คอเอียงกันเป็นระยะๆ      ลุงรินทร์ หรือคุณครูสุรินทร์ที่หลายท่านนิยมเรียก   ใช้เทคนิคตั้งคำถามเปิดประเด็นให้ ทพ. พิชิต  เล่าเรื่องเป็นช่วงสั้น   แล้วจากนั้นเบรคช่วง  ด้วยการหันมาถามความเห็น  หรือมุมมองของ นพ. ยงยุทธ   ต่อเหตุการณ์จากกรณีเรื่องเล่า  

ความลงตัวที่ผมเอ่ยก่อนหน้านี้นั้น   ก็เพราะว่า  ทพ. พิชิต  จะเป็นผู้เล่าเรื่องจากประสบการณ์ในคณะทันตแพทยศาสตร์  ม. นเรศวร    และจากนั้น  นพ. ยงยุทธ  จะเป็นผู้ที่ยกความคิดเชิงวิชาการมาตลบหลังการสนทนาอีกครั้งหนึ่ง  เป็นช่วงๆ   ทำให้วงสนทนามองเห็นภาพที่ชัดและกว้างขึ้น

แม้ว่าการสนทนาครั้งนี้   อาจารย์หลายท่านจะอ่อนเพลียจากการเดินทางบ้าง  จากการประชุมช่วงกลางวันมาทั้งวันบ้าง     แต่ไม่ปรากฏภาพคนง่วง  นั่งหลับในวงเลย     ตรงกันข้ามหลายท่านยังร่วมแจมประสบการณ์จากในมุมของตนด้วย   ทำให้บรรยากาศของการสนทนาคืนนั้นดีจริงๆ

นพ. พิชิต ยกเหตุการณ์ของคณะทันตแพทย์มาเล่าถึงเรื่อง   ภาวะอัตคัตความสุขของนักศึกษาทันตะ     หมอพิชิตเล่าจนเห็นภาพความทุกข์ที่อยู่ในร่างความครียดของนักศึกษา    ยิ่งเรียนสูงขึ้น  ยิ่งเครียดหนัก   นิสิตปี 4-5-6  ก็จะเครียดสูงกว่านิสิตปีต้นๆ       อาจารย์ก็พยายามทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น   แต่พบว่ายิ่งพยายามแก้เท่าไร   ก็ยิ่งพบปัญหาทีใหญ่และซับซ้อนขึ้น    จนไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรกับมันดี     ต้องทิ้งค้างไว้เพราะหาวิธีแก้ไขไม่ได้     

แต่ด้วยกุศล หรือเหตุบังเอิญอันใดไม่ทราบ  ทาง ผศ.ดร. วิบูลย์  วัฒนาธร   ทำ workshop KM ให้คณะต่างๆภายใน    หมอพิชิตก็เลยปิ๊งแว๊บ

เมื่อหมอกลับมาที่คณะทันตะ    ก็ลองทดสอบกระบวนการกับอาจารย์ก่อน   เห็นผลใช้ได้   เลยลองอีกที  หนหลังนี้มีนิสิตเข้ามาด้วย    ก็เห็นผลดี     จึงตัดสินใจทำทั้งคณะ     โดยพากันไปนอกสถานที่ให้อาจารย์และศิษย์ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน    จากนั้นเล่าเรื่องความสุข     นิสิตก็ให้เล่าเรื่องความสุขในระหว่างการศึกษาที่ผ่านมา    อาจารย์ก็เล่าเรื่องความสุขจากการทำงานในคณะที่ผ่านมา      หลังกระบวนการผ่านไปทั้งครูและศิษย์เข้าใจกันและกันมากขึ้น    ระหว่างเล่าเรื่องก็หมดกระดาษทิชชู่ไปหลายม้วน    หมอพิชิตเลยต้องทำหน้าที่บริการกระดาษทิชชู่ให้กลุ่มย่อยด้วย      และคณบดีซึ่งก็ร่วมกระบวนการอยู่ด้วยตลอด  ให้คำมั่นในท้ายการประชุมครั้งนั้นถึงการปรับเปลี่ยนภายในครั้งใหญ่    การเปลี่ยนที่ตั้งเข็มไปยังทิศแห่ง "ความสุข"  ของทั้งครูและศิษย์   

หมอยงยุทธ  ผู้ซึ่งเจอปรากฏการณ์ต่างๆในวงการศึกษาบ้านเรามามาก   สะท้อนมุมมองให้เห็นว่า    บางเรื่อง  บางปัจจัย นั้น  เป็นเรื่องดี   ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องดี   แต่แปลกที่เรื่องดีๆไม่มีปรากฏ   ในตัวชี้วัด ของการประเมินผล     กรณีของคณะทันตแพทยสาสตร์  ม.นเรศวร  นั้น  เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลง   โดยใช้กระบวนการ ทำให้เกิดการเปลี่ยนนั้น     แต่เวลามองคนมักจะมองไปที่ตัวชี้วัด   มากกว่ามองกระบวนการ       

ตัวชี้วัด  นั้น  เป็นสิ่งดี  แต่ก็มีมุมอับของมันเหมือนกัน   คุณหมอยงยุทธได้ยกแนวคิดของคุณ  Terry Smutylo ที่กล่าวถึงหายนะของการตัวชี้วัดว่าทำให้เกิด     การเดินผิดทาง ได้เช่นกัน หากใช้แบบไม่ฉลาดเท่าทันพอ    ซึ่งทำให้คนมองแต่ตัวชี้วัด   จนไม่สนใจกระบวนการ  กลไกข้างในที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี    และในที่สุดก็กลายสภาพมาเป็นทุกข์ที่มากับตัวชี้วัด  อย่างที่หลายหน่วยงานแบกเอาไว้บนบ่าในขณะนี้