ทำอย่างไรมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นกับผู้ทีทำกิจกรรมอยู่กับชุมชน..จะสามารถมาช่วยกันสร้างความรู้ พัฒนางานที่มีผลกระทบต่อชุมชน และสร้างบัณฑิตที่ตระหนักและรับรู้ปัญหา.
จัดการภารกิจติดค้างและเริ่มกิจกรรมใหม่อย่างไม่ทันตั้งตัว

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมามีภารกิจทางวิชาการติดค้างที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เคยไปช่วยคณะวิทยาศาสตร์ (สมัยดร.คนึงนิจ ภู่พัฒน์วิบูลย์ เป็นคณบดี 3-4ปีมาแล้ว ปัจจุบันท่านเป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย) ทำหลักสูตรปริญญาโทด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ และช่วยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้นักศึกษารุ่นแรกด้วย ต้องบอกว่ามน. เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านนี้ป็นแห่งแรกของประเทศไทย น่าชื่นชมบรรดาอาจารย์ที่เห็นความสำคัญของวิชาการด้านนี้และช่วยกันผลักดันจนเกิดได้ ไปเที่ยวนี้ก็ไปเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ไม่กี่ชั่วโมงก็เสร็จ

ตอนสายๆระหว่างที่นั่งรอการสอบ ทางสคส.โดยคุณแอนน์-ชุติมาได้ประสานกับอาจารย์วัลลา แม่ข่ายคนสำคัญแห่งเครือข่ายKM เบาหวานให้ได้คุยกันถึงงานที่อาจารย์คิดว่าเราน่าจะช่วยได้ อาจารย์ดีใจที่ทราบว่ากำลังอยู่ที่พิษณุโลกบอกว่าอยากให้ได้ไปดูงานกลุ่มที่ทำงานเรื่องKMเบาหวานที่โรงพยาบาลพระพุทธชินราช อาจารย์กรุณาประสานให้คุณอ้อมารับ-ส่งถึงที่ที่บัณฑิตวิทยาลัย

ยอมรับว่าไปแบบงงๆ ไม่เคยรู้เรื่องงานโรงพยาบาล ไม่เคยสนใจหาความรู้เรื่องโรคเบาหวาน ทีสำคัญนึกไม่ออกว่าตัวเองจะทำอะไรให้อาจารย์ได้ตรงตามความต้องการหรือเปล่า แต่ชั่วระยะเวลานั่งรถไปเกือบยี่สิบนาทีคุยกับคุณอ้อและอีกไม่ถึงชั่วโมงที่ได้พบปะพูดคุยกับคุณหมอนิพัทธ และทีมงานพยาบาลวิชาชีพอีกสองสามคน รู้สึกว่าได้ความรู้มากและเข้าใจเลยว่าโรคนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยต้องตระหนักและเรียนรู้ทั้งคนที่ป่วยอยู่ คนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็น และคนที่ยังไม่เป็น เลยปวารณาตัวไปแล้วว่าหากตัวเองทำอะไรที่จะเป็นประโยชน์ได้ในเรื่องนี้ขอโหนบุญไปด้วยคน

ระหว่างรอเครื่องบินกลับมีเวลานั่งคิด คิดไปถึงการทำวิทยานิพนธ์ด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาที่จะมีขึ้นต่อๆไป น่าจะคิดถึงโจทย์ในระดับท้องถิ่นที่เป็นปัญหาจริงๆ ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อสังคม-ชุมชน ไม่ใช่เอาตัวรอดแค่ได้ทำงานวิจัยเพื่อจบ อย่างกลุ่มที่ทำเรื่องKMเบาหวานนี้ มีประเด็นของการสื่อสารวิทยาศาสตร์อยู่หลายประเด็นและ ในท้องถิ่นไม่เพียงมีแต่เรื่องด้านสุขภาพเท่านั้น เรื่องการเกษตร สิ่งแวดล้อม หัตถกรรม อุตสาหกรรมครัวเรือน และวิสาหกิจชุมชนก็ยังมีประเด็นปัญหาให้วิจัยค้นคว้ามากมาย

สิ่งสำคัญก็คือต้องมีการสื่อสารบอกกล่าวประเด็นปัญหาในท้องถิ่นที่งานวิจัยสามารถช่วยได้ แล้วมีสายวิชาการนำเข้าสู่การหาความรู้ด้วยกระบวนการวิจัย ทำอย่างไรมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นกับผู้ทีทำกิจกรรมอยู่กับชุมชนไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหนจะสามารถมาช่วยกันสร้างความรู้ พัฒนางานที่มีผลกระทบต่อชุมชน และสร้างบัณฑิตที่ตระหนักและรับรู้ปัญหาดังกล่าว ให้หนุ่มสาวเหล่านี้มีความภาคภูมิใจในตนเองที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ ไม่เป็นเพียงบัณฑิตทีหลงทาง จบมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ หรืออาจเป็นบัณฑิตหลงตนและถือตนว่ามีความรู้เหนือคนอื่นเพราะมีใบปริญญา