เอ็ดดูแคร์ การศึกษาบนฐานของความเมตตา
สัตยาไสเริ่มต้นการศึกษาด้วยการพูดคุยกันในเรื่องดีๆ ตั้งคำถามดีๆ ให้เขาตอบออกมาจากใจ ดึงเรื่องดีๆที่เขามีอยู่ในตัวให้ปรากฏออกมา แล้วชีวิตของผู้เรียนก็จะเปลี่ยน สิ่งดีๆเหล่านี้หลับอยู่ในจิตใจของเด็ก ให้เด็กได้คิด พิจารณาด้วยตัวเอง ครูใช้วิธีตั้งคำถามเป็นหลัก
ระหว่างเด็กด้วยกันต้องให้เขาเรียนรู้แบบร่วมมือ ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อเอาชนะกัน แต่เราต้องให้เขาส่งเสริมซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน เด็กต้องฝึกการเอาชนะตัวเอง ไม่ใช่ฝึกเอาขนะคนอื่น ในการประเมินขอให้เขาได้รับการประเมินจากระดับของเขา ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ให้คะแนนเขาให้สูง
การประเมินความดี ต้องมาจากการสังเกตตลอดเวลา ครู เพื่อน ตัวเด็กเอง ผู้ปกครอง ต้องเดินไปด้วยกัน ผู้ปกครองก็คือครูที่บ้าน การเรียนรู้แบบร่วมมือต้องประเมินเป็นกลุ่ม และต้องประเมินตามที่เราสอน
ที่สำคัญคือต้องให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของเขาให้มากที่สุด จะเรียนอะไร อย่างไร ให้เริ่มจากความสนใจของผู้เรียนก่อน แล้วเขาจะเรียนได้ดีมาก เพราะมีความตั้งใจ สนใจ จะมีความกระตือรือร้นมาก ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๓ ก็สามารถเสนอได้แล้วว่าอยากจะเรียนอะไร เด็กที่เล็กกว่านั้นก็ให้มานั่งฟังพี่เสนอ เกิดการเรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ แล้วให้ทั้งหมดตกลงกันว่าอยากเรียนรู้เรื่องไหน จัดอันดับเรียงไปเรื่อยๆ
เราไม่สอน แต่ให้เด็กตั้งคำถามว่าอยากรู้อะไร นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ให้เด็กหาคำตอบด้วยตัวเขาเอง เด็กหาคำตอบจากคนอื่นได้ ยกเว้นจากครูผู้สอน เราสนับสนุนให้เขาหาคำตอบด้วยตัวเองจากการตั้งคำถาม ถ้าครูสอนอย่างเดียว เด็กก็ไม่ตั้งคำถาม ได้แต่ฟัง
บรรยากาศการเรียนการสอน
ทุกชั่วโมงเริ่มต้นด้วยการทำจิตใจให้สงบ เพื่อให้เกิดการสร้างแรงบันดาลใจได้ง่าย เป็นการจัดความคิดที่ฟุ้งให้เป็นระเบียบ ไม่ขวางทาง ครูต้องเข้าไปอยู่ในใจของเขาให้ได้ มีพลังเบื้องหลังคำพูด ทั้งความคิด และการกระทำ ที่ประสานกันอยู่เสมอ หากทำได้เข่นนี้ ผู้เรียนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในห้องเรียนต้องสร้างบรรยากาศ การส่งเสริมให้คิดโดยเสรี และสามารถแสดงออกทางความคิดได้อย่างปลอดภัย เพื่อนำคุณค่าความเป็นมนุษย์ออกมาจากภายใน และจะต้องบูรณาการเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์นี้เข้าไปในทุกวิชา และในทุกกิจกรรม ด้วยบทเพลง ด้วยนิทาน มีการแก้บทเรียนด้านลบให้เป็นด้านบวก
สอนให้รู้เท่าทันสังคมด้วยการคิดวิเคราะห์ สอนให้มีวิจารณญาณ ตั้งคำถามเสมอว่า สิ่งนี้ดีสำหรับเราไหม ดีสำหรับทุกคนไหม เราจะไม่โทษว่าทำไมสังคมถึงเลวร้ายอย่างนี้ การคิดในทางลบไม่ให้ผลดีกับเรา การที่มีคนมาด่าเรา ทำให้เราได้ฝึกเอาชนะตัวเอง ทำให้เรามีความเข้มแข็งขึ้น เขาเป็นครูของเรา เพราะเขามาสอนเรา เราเปลี่ยนเรื่องไม่ดีให้กลายเป็นบทเรียนสอนเราได้
อุปสรรคในชีวิตทำให้เราเรียนรู้วิธีการที่จะแกร่งขึ้น เจริญก้าวหน้าในชีวิตมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องดี ถ้าเรารู้จักคิดวิเคราะห์ในทางที่ดี ทำให้เรามีภูมิต้านทานต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี ไม่เป็นไปตามสังคม
เด็กที่จบออกไปจากสัตยาไส เกือบ ๑๐๐% ไม่ดื่มเหล้า และเป็นคนที่ยอมคน แต่ก็เป็นที่รักของคนอื่น ในสังคมใหม่เขาเสียสละ ทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม ด้วยความรู้ตัว ด้วยความเต็มใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้ โดยไม่คิดว่าถูกเอาเปรียบ เขากลายเป็นตัวอย่างของผู้อื่นในที่สุด และคนอื่นก็ค่อยๆ เริ่มคิดได้ด้วยตัวของเขาเอง
ผมเห็นด้วย 100 % ครับ ว่าเป็นการจัดกิจกรรมที่สร้างเสริมคุณธรรมในตัวผู้เรียน แต่ผมมีข้อคิดเห็นที่เป็นข้อจำกัด 2 ข้อ(เป็นความคิดเห็นส้วนตัสนะครับ อาจไม่ถูกต้อง) ข้อ 1 ผมเกรงว่าผลจากการสอนแบบสัตยาไสย นักเรียนจะเป็นคนดีในกลุ่มสังคมที่ดี แต่ในชีวิตจริง สภาพสังคมจอมปลอม นักเรียนจะปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมในชีวิตจริงได้ยาก และ ไม่มีความเข้มแข็งที่จะต่อสู้ และ ข้อ 2 สอนแบบ ไชลด์เซ็นเตอร์ ตามแนวสัตยาไสย ผมเกรงว่าผู้เรียนจะมีความรู้ไม่แน่น เป็นความรู้ฟ่ามๆ เท่าที่เขาสนใจ เท่านั้นเอง ผิดถูกต้องขออภัยด้วยครับ
หากจะตามหาความจริงคงต้องลองพูดคุยแบบเจาะลึกกับเด็กๆที่จบจากสัตยาไสเป็นรายบุคคลค่ะ