“คุณต้องกล้าเผชิญมัน คุณเป็นมะเร็งจริงๆ” ไม่ควรพูดแบบนี้

ต่อไปนี้เป็นปฏิกิริยาและความรู้สึกของผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่ได้รับรู้การวินิจฉัยของตน และท่าทีที่แพทย์ควรตอบสนองต่อความรู้สึกของผู้ป่วย


5.1 ร้องไห้ เมื่อผู้ป่วยร้องให้ แพทย์ควรจะอยู่ใกล้ๆ ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกทอดทิ้ง  แสดงท่าทีเข้าใจและเห็นใจผู้ป่วย ไม่ควรปลอบว่า  “อย่าเสียใจ” ถ้าปล่อยให้เขาได้ระบายความรู้สึกเศร้าสลดออกมาให้ฟังจนหมด ผู้ป่วยจะยอมรับสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้ดีขึ้น  หรือบางคนอาจไม่ต้องการพูดอะไรเลยก็ได้ ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกในทางบวกต่อแพทย์มากหากเห็นว่าแพทย์พร้อมให้เวลากับผู้ป่วยในยามที่เขามีความทุกข์ใจ

 5.2  ปฏิเสธหรือไม่ยอมรับ การไม่เชื่อเรื่องที่บอกเป็นปฏิกิริยาที่พบได้บ่อยมาก  ผู้ป่วยอาจจะพูดว่า  “ไม่จริง” “เป็นไปไม่ได้” แพทย์อาจตอบสนองว่า “คงเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับว่าคุณมีโรคร้ายทั้งๆ ที่คุณยังดูแข็งแรงดี”   คำพูดที่ไม่ควรใช้ ได้แก่ “คุณต้องกล้าเผชิญมัน  คุณเป็นมะเร็งจริงๆ”  
การปฏิเสธความจริงเป็นกระบวนการทางจิตใจอย่างหนึ่ง  ซึ่งจะช่วยปกป้องความรู้สึกของผู้ป่วยไม่ให้สะเทือนใจมากในชั่วระยะเวลาหนึ่ง การพยายามฝืนให้ผู้ป่วยยอมรับความจริง หรือโต้แย้งกับผู้ป่วยนั้นไม่มีประโยชน์

 5.3  ตกใจ หรือช็อก   ผู้ป่วยอาจมีท่าทีสับสน คิดหรือพูดอะไรไม่ถูก  หรือบางรายอาจจะนิ่งเงียบไป แพทย์อาจนั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนผู้ป่วย รอให้ผู้ป่วยเริ่มพูดขึ้นมาเอง หรือตอบสนองโดยใช้คำพูด “ตอนนี้คุณกำลังคิดอะไรอยู่” หรือ “มันอาจจะหนักไปสำหรับคุณที่ได้ทราบเกี่ยวกับโรคนี้”

 5.4 กลัวหรือวิตกกังวล  ผู้ป่วยจะมีสีหน้าวิตกกังวล  หรือมีคำถามต่างๆ มากมายแพทย์อาจตอบสนองเพื่อให้ผู้ป่วยรู้ว่าแพทย์รับรู้และสนใจความรู้สึกของเขา  โดยใช้คำพูดว่า “คุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง” หรือ “เรื่องนี้คงทำให้คุณไม่สบายใจ คุณเคยคิดมาก่อนหรือไม่ว่าเรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นกับคุณ”
ผู้ป่วยแต่ละคนจะวิตกกังวลไม่เหมือนกัน  บางคนกลัวตาย  บางคนกลัวเจ็บ กลัวช่วยตัวเองหรือควบคุมตัวเองไม่ได้  กลัวผลข้างเคียงจากการรักษา  กลัวสูญเสียภาพลักษณ์ กลัวถูกทอดทิ้ง  บางคนกังวลเรื่องเศรษฐกิจ หรือเป็นห่วงคนในครอบครัว  แพทย์ควรจะสอบถามผู้ป่วย เพื่อใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในการหาทางแก้ไขและให้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยเพื่อสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลลงได้

 5.5 โกรธ ตำหนิแพทย์ ญาติเจ้าหน้าที่อื่น หรือแม้กระทั่งตัวเอง  เป็นความรู้สึกหนึ่งที่ยากสำหรับแพทย์ที่จะต้องเผชิญและจัดการ  ผู้ป่วยอาจเริ่มตำหนิคนที่เป้าหมายของความโกรธนั้น  อาจตำหนิแพทย์ว่ารักษาไม่ดี  ตำหนิพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ เรื่องให้บริการไม่ดี  ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของการฟ้องคดีต่อแพทย์หรือเจ้าหน้าที่  หรือบางคนอาจตำหนิตัวเองว่าไม่ดูแลตัวเองให้ดี  จึงเป็นโรคร้ายดังกล่าว 
 ถ้าแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความโกรธนี้ ก็มักจะโกรธตอบผู้ป่วย  ผลก็คือผู้ป่วยจะยิ่งโกรธมากขึ้นไม่มีทางลด  ทำให้บางครั้งแพทย์อาจงดเยี่ยมผู้ป่วย  แวะมาเยี่ยมโดยใช้เวลาน้อย  หรืออาจจะเกิดการโต้เถียงกันโดยไม่จำเป็น 
แพทย์ควรยอมรับความรู้สึกโกรธของผู้ป่วย รับฟัง พยายามเข้าใจความรู้สึกของเขา อย่ารีบปฏิเสธหรือแก้ตัวว่าไม่ใช่ความผิดหรือความรับผิดชอบของตน  ควรยอมรับ เข้าใจและให้เกียรติแก่เขา สละเวลาให้บ้างเล็กน้อย ไม่นานผู้ป่วยจะค่อยๆ ลดระดับความโกรธลง เริ่มรู้สึกว่าอย่างไรแพทย์ก็ยังสนใจ ดูแลเอาใจใส่ตน เมื่อถึงตอนนั้นการชี้แจงต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น

 5.6 ซึมเศร้า  แสดงออกมาได้หลายรูปแบบ ผู้ป่วยอาจรู้สึกเบื่อหน่าย  ท้อแท้กับชีวิต  ร่วมกับหงุดหงิดง่าย  เบื่ออาหาร  นอนไม่หลับ  ไม่อยากทำหรือคิดอะไร  อ่อนเพลีย  ไม่อยากอยู่  เป็นต้น
 อาการซึมเศร้านี้เป็นความรู้สึกปกติที่เกิดขึ้นได้หลังได้ฟังการ ถ้าได้รับกำลังใจและการประคับประคองจิตใจจากญาติ แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ต่างๆ  ที่เหมาะสม อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น  แต่หากอาการมีมากอาจพิจารณาให้ยาแก้ซึมเศร้าเป็นรายๆ ไป

 5.7 โล่งอก  ความรู้สึกแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน  โดยเฉพาะในกรณีที่โรคของผู้ป่วยนั้นเป็นโรคที่ยากต่อการวินิจฉัย  หรืออาจจะเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการไม่สบายอยู่ในตัวผู้ป่วย แต่ไม่มีใครเชื่อ  ต่อเมื่อแพทย์บอกว่าตนเป็นโรคอะไรได้แน่นอน  แม้ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิตก็อาจจะรู้สึกโล่งอก และสามารถเผชิญต่อสู้กับโรคนั้นในช่วงเวลาที่เหลือได้ต่อไป 
 เมื่อแพทย์เห็นท่าทีโล่งอกของผู้ป่วย ควรจะต้องถามย้ำให้แน่ใจว่า  ผู้ป่วยเข้าใจการวินิจฉัย  การดำเนินโรค  และสิ่งที่แพทย์บอกแก่ผู้ป่วย  เพราะผู้ป่วยอาจจะไม่เข้าใจโรคอย่างถ่องแท้ก็ได้