คำพูดที่ "กินใจ" ในหนังสือ osho เล่มใหม่ "เชาวน์ปัญญา"


          ต้องขออภัยหลายๆ ท่านที่ผมไม่ได้เขียนบันทึกมาหลายวัน เป็นเพราะช่วงนี้ภารกิจรัดตัว ทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องงาน วันนี้นึกขึ้นมาได้ว่าเคยรวบรวมคำพูดดีๆ จากหนังสือ “intelligence: The Creative Response to Now” ไว้ จึงขอถือโอกาสนำมาใส่ไว้ในบันทึกนี้เป็นการประเดิมหนังสือที่กำลังจะเปิดตัวในวันสองวันนี้ที่งานมหกรรมสัปดาห์หนังสือครับ          

          ตกลงทางสำนักพิมพ์ใช้ชื่อหนังสือว่า “intelligence…เป็นไปได้ด้วยปัญญา ส่วนในเล่มผมใช้คำว่าเชาวน์ปัญญาแทนคำว่า “intelligence” ครับ ลองอ่าน Quotations ข้างล่างนี้ดูก่อนนะครับ อาจจะทำให้พอจับความได้ว่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร…. 

เชาวน์ปัญญาเป็นการเติบโตของจิตสำนึกที่อยู่ภายใน มันไม่ใช่เรื่องความรู้ มันเป็นเรื่องความสามารถที่จะสงบนิ่งได้ คนที่มีเชาวน์ปัญญาจะไม่ทำอะไรโดยใช้ประสบการณ์จากอดีต เขาจะอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น เขาจะไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่ตอบสนอง....  

เชาวน์ปัญญาเป็นการอยู่กับช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ใช่การคิดถึงอดีตหรือกังวลในเรื่องอนาคต  - อดีตนั้นผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง  เชาวน์ปัญญาเป็นการใช้ประโยชน์จากปัจจุบันที่มีอยู่ แล้วอนาคตก็จะตามมา ถ้าหากว่าปัจจุบันท่านอยู่อย่างเบิกบาน ช่วงขณะที่จะตามมาก็เกิดมาจากความเบิกบาน....  

ความคิดไม่ใช่ตัวท่าน มันเป็นสิ่งอื่น ท่านเพียงแต่เฝ้าดูมันเท่านั้น และเพียงแค่ท่านเห็นมันแวบหนึ่ง เพียงไม่กี่ครั้งของการเฝ้าดูก็จะทำให้ท่านได้ออกมาจากปิรามิดโดยไม่ต้องต่อสู้ใดๆ ท่านไม่ต้องตะเกียกตะกาย ไม่มีฝึกหัดอะไรมากมาย ท่านเพียงแต่ยืนขึ้นและออกไปเท่านั้น.... 

จงใช้ความคิด แต่อย่าได้กลายเป็นความคิด จงใช้มันเหมือนกับที่ท่านใช้เครื่องมืออื่นๆ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง หากท่านใช้มันเป็น มันก็จะรับใช้ท่าน ถ้าท่านใช้มันไม่เป็น มันก็จะเริ่มใช้ท่าน มันเป็นสิ่งที่อันตรายและมีอำนาจทำลายล้างที่รุนแรง มันสามารถสร้างความยุ่งยากอันยิ่งใหญ่ให้ท่านได้.... 

ความเรียบง่ายไม่ได้หมายความว่าให้ท่านใช้ชีวิตอย่างยากจน เพราะการที่คนกำหนดให้ชีวิตของตนอยู่อย่างยากจนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่ายเลย เขากลายเป็นพวกที่ปากไม่ตรงกับใจ ความต้องการที่จะให้เห็นว่าเขายากจนนั้นแสดงว่าลึกลงไปแล้วเขาปรารถนาในสิ่งที่ตรงกันข้าม.... 

ความจำไม่ใช่เชาวน์ปัญญา แต่มนุษยชาติได้ถูกหลอกมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ด้วยการบอกอย่างอ้อมๆ ว่าความจำคือเชาวน์ปัญญา โรงเรียนของท่าน มหาวิทยาลัยของท่านไม่พยายามที่จะค้นหาเชาวน์ปัญญาของท่าน พวกเขาพยายามแต่จะหาว่าใครที่มีความสามารถในการจำได้มากกว่ากัน....

เชาวน์ปัญญาสามารถถูกค้นพบใหม่ได้อีกครั้ง วิธีเดียวเท่านั้นที่จะค้นพบมันก็คือการภาวนา การภาวนาจะทำลายอุปสรรคทั้งหมดที่สังคมได้สร้างไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านเป็นผู้ที่มีปัญญา ภาวนาคือการย้ายก้อนหินออกไป หน้าที่ของมันคือการกำจัดก้อนหินที่มาขวางกั้นการลื่นไหลในชีวิตท่าน.... 

การศึกษาไม่ได้สอนให้ท่านมีชีวิตอยู่อย่างบริบูรณ์ ไม่ได้สอนให้ท่านรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้สอนให้ท่านอยู่กับคุณงามความดี แต่ทว่าสอนให้ท่านแสวงหาประโยชน์จากผู้อื่นเพื่อตัวท่านเอง และเรามักจะคิดว่าผู้ที่ฉลาดก็คือผู้ที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาอาจจะเป็นคนที่กลับกลอกปลิ้นปล้อน แต่เราก็เรียกพวกเขาว่าเป็นคนฉลาด พวกเขาไม่ใช่คนที่มีเชาวน์ปัญญา....

หมายเลขบันทึก: 87273เขียนเมื่อ 29 มีนาคม 2007 10:44 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:46 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (22)
อาจารย์ไปเปิดตัววันไหนครับแล้วที่บูธไหนครับ
วันเสาร์นี้หรือเปล่าครับ
จะได้ไปรอพบเจ้าของหนังสือตัวจริงเสียงจริง
  • เข้ามาตามชื่นชมและรอวันเปิดตัวค่ะ
  • ผมติดตามหนังสืออาจารย์ มา 3 เล่มแล้ว ตั้งแต่ที่ไปร่วมงานกับกรมส่งเสริมการเกษตร 2 ครั้ง
  • เล่มนี้ก็ จะเป็นเจ้าของอีกครับ

อ่านความหมายของ"เชาว์ปัญญา" แล้วทำให้นึกถึงคำว่า "ปัญญา" ในพุทธศาสนาเลยค่ะ (definition ส่วนตัวค่ะ) ยิ่งตรงที่เน้น ปัจจุบัน และเน้นการดู แต่ไม่เป็นนี้ยิ่งเหมือนมากๆ เลยค่ะ ดีจังค่ะ

สวัสดีครับ
   ขออนุญาติใช้ภาษาอังกฤษว่า Perfect & Valuable ครับ  สิ่งที่คัดกรองมานำเสนอ  ถ้าใครเปิดใจรับและนำมาสู่การปฏิบัติ  สันติสุขในชีวิตก็จะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมครับ
    ผมติดใจและได้ประโยชน์มากครับจากท่อนนี้ ขอขอบคุณมากครับ ...

จงใช้ความคิด แต่อย่าได้กลายเป็นความคิด จงใช้มันเหมือนกับที่ท่านใช้เครื่องมืออื่นๆ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง หากท่านใช้มันเป็น มันก็จะรับใช้ท่าน ถ้าท่านใช้มันไม่เป็น มันก็จะเริ่มใช้ท่าน มันเป็นสิ่งที่อันตรายและมีอำนาจทำลายล้างที่รุนแรง มันสามารถสร้างความยุ่งยากอันยิ่งใหญ่ให้ท่านได้.... 

เป็นมุมมองของเชาว์ปัญญาที่เหมาะสมกับคนไทยและน่าจะทำความเข้าใจได้ง่ายครับ...

คงต้องจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ...

ขอบคุณมากครับ...

เรียน ท่านอ.ดร.ประพนธ์ค่ะ

  • ดิฉันเข้าใจว่า...เรื่องนี้..คงเป็นเรื่องของ..."ปัญญาทางความคิด 

(ขอประทานโทษค่ะ..กดผิด..ต่อค่ะ)

 เรียน ท่านอ.ดร.ประพนธ์ค่ะ

  • ดิฉันเข้าใจว่า...เรื่องนี้..คงเป็นเรื่องของ..."ปัญญาทางความคิดที่ควรเป็น"...นั่นหมายถึง.....อย่าคิดจนให้"ความคิด(มาก)มันเป็นนายเรา.....เรียกว่าคิดมาก....คิดฟุ้งซ่านเกินไป...ไร้ประโยชน์หรือเปล่าคะ...
  • ดูเหมือนง่าย...แต่ยากจังค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ  สำหรับบันทึก

อาจารย์จะไปงานหนังสือวันไหนครับ ผมจะได้ไปซื้อหนังสือ ไปขอลายเซ็น 8>

 อ่านเรื่องการใช้ความคิดแล้วทำให้นึกถึงหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ชื่อ "หลวงปู่ฝากไว้" รวบรวมคติธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ครับ (หนังสือแจกครับ ต้องไปเอาที่วัด) บนปกหลังเลย เขียนไว้ว่า

จิตที่ส่งออกนอก  เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก  เป็นทุกข์

จิตเห็นจิต  เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต  เป็นนิโรธ

 

จิตส่งออกนอกก็คือตัวความคิดนี่แหละครับ

มีอีกบทหนึ่งว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับการหยุดคิด ท่านตอบว่า "...เพราะบอกให้หยุดคิดหยุดนึก ก็กลับไปคิดที่จะหยุดคิดเสียอีกเล่า แล้วอาการหยุดจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร จงกำจัดอวิชชาแห่งการหยุดคิดหยุดนึกเสียให้สิ้น เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิดเสียก็สิ้นเรื่อง"   อันนี้ท่านว่าถึงวิธีภาวนา  ในหนังสือมีอีกหลายบทที่กล่าวถึงการไม่พยายามไปหยุดไปห้ามอารมณ์หรือความคิด แต่ให้รู้เท่าทัน ซึ่งเป็นหลักใหญ่ที่ท่านโอโชชอบเอามาสอนเหมือนกันครับ

 ก็เอามาเล่าสู่กันฟังครับ

สวัสดีค่ะ
ดีใจที่ได้เข้ามาอ่าน ต้องขอบคุณนะค่ะ สำหรับทุกข้อความที่กระตุกความคิด ทำให้ได้ข้อคิดดีๆ กับการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

เข้ามาชื่นชมอาจารย์ที่ให้สิ่งดีๆเสมอค่ะ

เมื่อตั้งใจ "ไม่กระทำ" ก็คือ "กระทำ" พยายามที่จะ "หยุดคิด" ก็คือการ "คิด" ...ด้วยเหตุนี้ครูบาอาจารย์จึงสอนแต่ว่า "ให้ตามดู ตามรู้" เมื่อใดที่ "เห็นความคิด" ก็จะไม่มี "ความคิดเห็น" เป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยตัวเองโดยแท้ ไม่สามารถ "เข้าใจ" ผ่านการ "อ่าน" หรือการ "อธิบาย" ใดๆ ได้

  ผมรู้สึกว่า   ของอาจารย์เป็นวิปัสสนา สติปัฎฐานสี่ จิตตานุวิปัสสนา ต้องฝึกสมาธิในระดับหนึ่งจึงจะไม่ฟุ้งซ่านเหมือนคุณกฤษณากังวล แต่ถ้าไม่มีสมาธิอาจเครียดได้  จิตไม่ดับในทันทีที่ ตามดูตามรู้ ความคิดจะยาว อาจฟุ้งครับ

ขอบคุณ อาจารย์ฉัตรชัย อาจารย์หมออัจฉรา และทุกท่านครับ

อู้..ไปดูหนังสือที่คิโนะคุนิยะมา เห็นมี Osho เหมือนกันค่ะ เพื่อนซื้อมาได้แค่ 2 เล่ม (เล่มนึงตั้ง 400 เกือบ 500)
เปิดอ่านที่ร้านไปนิดหน่อย .. ก็เลยมาลอง search ดู แล้วเจอบทความของอาจารย์ประพนธ์ นี่แหละค่ะ
ตอนแรกเห็นหน้าตาของท่าน Osho ยังสงสัยอยู่ว่าท่านนับถือศาสนาใด
แต่..พอมาอ่านข้อความสรุปของอาจารย์แล้ว
ก็ให้ความรู้สึกเหมือนปรัชญาของพุทธศาสนาเพียว ๆ ทีเดียว
(แม้จะใช้คำพูดบริบทที่แตกต่างกัน)
แต่ก็ไม่เห็นว่าท่านจะนับถือศาสนาใดเป็นพิเศษ (รึเปล่าหนอ?)
ดูจากที่ท่านศึกษาปรัชญาของศาสดา หรือนักปรัชญาหลาย ๆ คนเช่น
Buddha, Krishna, Guru Nanak, Jesus, Socrates, Zen masters, Gurdjieff, Sufism, Hassidism, Tantra ฯลฯ

ยังไงก็ต้องลองไปอ่านให้จบทุกเล่มซะแล้วหละค่ะ ^_^

เวลาที่เราทุกข์ใจ..ก็จะหาหนังสือดีๆสักเรื่องมาอ่าน..ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ทำเช่นนั้น..แต่การที่เราจะหาอะไรดีๆเข้าตัวเราไม่ใช่เรื่องง่าย......พอได้อ่านคำสอน(เราเรียก)..การอยู่กับปัจจุบันนั้นคือสิ่งที่ถูกต้องครับ.......ท่าน OSHO คื่อทางเลือกอีกทางที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ท่านทำให้ผมเชื่อในพระพุทธเจ้า(ของผม) และเชื่อในสิ่งที่เราทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว.........ขอขอบคุณ ดร.ประพนธ์ ที่นำเสนอสิ่งที่มีประโยชน์ต่อมวลชน

สวัสดีค่ะ อาจารย์

P

ขอบคุณสำหรับหนังสือดีๆ

แต่ดิฉัน ก็ต้องไปปรับใช้ เพราะบางอย่างที่ท่านOSHO สอนอาจขัดกันเองนิดหน่อย โดยภาพรวมก็ดีคะ

ขอรบกวนอาจารย์นิดนะคะ

หาก Intelligence = เชาว์ปัญญา  แล้ว

wisdom = หมายถึง ปัญญา แบบไหนคะ

งงค่ะ

Osho มีแนวคิดที่ใกล้พุทธศาสนามาก

Osho

From Wikipedia, the free encyclopedia

Jump to: navigation, search

This article is about the spiritual teacher formerly known as Bhagwan Shree Rajneesh. For other meanings of the word "Osho", please see Osho (disambiguation).

Osho


This image is a candidate for speedy deletion. It will be deleted after seven days from the date of nomination.
Born 11 December 1931
Kuchwada, India
Died 19 January 1990
Pune, India
Nationality Indian
Movement Jivan Jagruti Andolan; Neo-sannyas
Famous works From Sex to Superconsciousness

My Way, the Way of the White Clouds

The Book of Secrets

Rajneesh Chandra Mohan Jain (रजनीश चन्द्र मोहन जैन) (December 11, 1931January 19, 1990), better known during the 1960s as Acharya Rajneesh, then during the 1970s and 1980s as Bhagwan Shree Rajneesh and later taking the name Osho, was an Indian spiritual teacher. He lived in India and in other countries including, for a period, the United States, and inspired the Osho movement, a controversial spiritual and philosophical movement that still has many followers.

Contents

[hide]

[edit] Biography

[edit] Early life

If you really want to know who I am, you have to be as absolutely empty as I am. Then two mirrors will be facing each other, and only emptiness will be mirrored. Infinite emptiness will be mirrored: two mirrors facing each other. But if you have some idea, then you will see your own idea in me.
If you really want to know who I am, you have to be as absolutely empty as I am. Then two mirrors will be facing each other, and only emptiness will be mirrored. Infinite emptiness will be mirrored: two mirrors facing each other. But if you have some idea, then you will see your own idea in me.[1]

Osho was born Chandra Mohan Jain (चन्द्र मोहन जैन) in Kuchwada, a small village in the Narsinghpur District of Madhya Pradesh state in India, as the eldest of eleven children of a cloth merchant. At the time, an astrologer predicted that he might die before he was seven years old according to the birth chart.[2] His parents, who were Taranpanthi Jains, sent him to live with his maternal grandparents until he was seven years old.

Osho said this was a major influence on his growth because his grandmother gave him the utmost freedom and respect, leaving him carefree; without an imposed education or restrictions.

At seven years old he went back to his parents. He explained that he received a similar kind of respect from his paternal grandfather who was staying with them. He was able to be very open with his grandfather. His grandfather used to tell him, "I know you are doing the right thing. Everyone may tell you that you are wrong. But nobody knows which situation you are in. Only you can decide in your situation. Do whatsoever you feel is right. I will support you. I love you and respect you as well."[3] He resisted his parents' pressure to get married.[4]

He was a rebellious, but gifted student, winning the title of All-India Debating Champion.[5]

He started his public speaking at the annual Sarva Dharma Sammelan held at Jabalpur since 1939, organised by the Taranpanthi Jain community into which he was born. He participated there from 1951 to 1968.[6] Eventually the Jain community stopped inviting him because of his radical ideas.

Osho said he became spiritually enlightened on 21 March 1953, when he was 21 years old. He said he dropped all effort and hope. After an intense seven-day process he went out at night to a garden, where he sat under a tree:

The moment I entered the garden everything became luminous, it was all over the place – the benediction, the blessedness. I could see the trees for the first time – their green, their life, their very sap running. The whole garden was asleep, the trees were asleep. But I could see the whole garden alive, even the small grass leaves were so beautiful.

I looked around. One tree was tremendously luminous – the maulshree tree. It attracted me, it pulled me towards itself. I had not chosen it, god himself has chosen it. I went to the tree, I sat under the tree. As I sat there things started settling. The whole universe became a benediction.[7]

He finished his studies at D. N. Jain College and the University of Sagar,[8] receiving a B.A. (1955) and an M.A. (1957, with distinction) in philosophy. He then taught philosophy, first at Raipur Sanskrit College, and then, until 1966, as a Professor at Jabalpur University. At the same time, he travelled throughout India, giving lectures critical of socialism and Gandhi, under the name Acharya Rajneesh (Acharya means "teacher"; Rajneesh was a nickname[9] he had been given by his family[10]). In 1962, he began to lead 3- to 10-day meditation camps, and the first meditation centres (Jivan Jagruti Kendras) started to emerge around his teaching, then known as the Life Awakening Movement (Jivan Jagruti Andolan).[11] He resigned from his teaching post in 1966.[11]

In 1968, he scandalised Hindu leaders by calling for freer acceptance of sex; at the Second World Hindu Conference in 1969, he enraged Hindus by criticising all organised religion and the very institution of priesthood.[12]

In 1969 a group of Osho's friends established a foundation to support his work. They settled in an apartment in Mumbai where he gave daily discourses and received visitors. The number and frequency of visitors soon became too much for the place, overflowing the apartment and bothering the neighbours. A much larger apartment was found on the ground floor (so the visitors would not need to use the elevator, a matter of conflict with the former neighbours).

On September 26, 1970 he initiated his first disciple or sannyasin at an outdoor meditation camp, one of the large gatherings where he lectured and guided group meditations. His concept of neo-sannyas entailed wearing the traditional orange dress of ascetic Hindu holy men. However, his sannyasins were not expected to follow an ascetic lifestyle.[12]

[edit] 1971–1980

From 1971, he was known as Bhagwan Shree Rajneesh. Shree means Sir or Mister; the Sanskrit word Bhagwan means "blessed one".[13] It is commonly used in India as a respectful form of address for spiritual teachers.[14]

The new apartment also proved insufficient, and the climate of Mumbai was deemed very bad for his delicate health. So, in 1974, on the 21st anniversary of his enlightenment, he and his group moved from the Mumbai apartment to a newly purchased property in Koregaon Park, in the city of Pune, a four-hour trip from Mumbai. Pune had been the secondary residence of many wealthy families from Mumbai because of the cooler climate (Mumbai lies in a coastal wetland, hot and damp, Pune is inland and much higher, so it is drier and cooler).

The two adjoining houses and six acres of land became the nucleus of an Ashram, and those two buildings are still at the heart of the present-day Osho International Meditation Resort. This space allowed for the regular audio and video recording of his discourses and, later, printing for worldwide distribution, which enabled him to reach far larger audiences internationally. The number of Western visitors increased sharply, leading to constant expansion.[15] The Ashram now began to offer a growing number of therapy groups, as well as meditations.[16]

During one of his discourses in 1980, an attempt on his life was made by a Hindu fundamentalist.[17]

Osho taught at the Pune Ashram from 1974 to 1981.

[edit] 1981–1990

On 10 April 1981, having discoursed daily for nearly 15 years, Osho entered a three-and-a-half-year period of self-imposed public silence,[18] and satsangs (silent sitting, with some readings from his works and music) took the place of his discourses.

In mid-1981, Osho went to the United States in search of better medical care (he suffered from asthma, diabetes and severe back problems). After a brief spell in Montclair, New Jersey,[19] his followers bought (for US$6 million) a 64,000-acre (260 km²) ranch in Wasco County, Oregon, previously known as "The Big Muddy", where they settled for the next four years and legally incorporated a city named Rajneeshpuram.

Osho greeted by sannyasins on one of his daily "drive-bys" in Rajneeshpuram, 1982.
Osho greeted by sannyasins on one of his daily "drive-bys" in Rajneeshpuram, 1982.

Osho stayed in Rajneeshpuram as the commune's guest, living in a modest home with an indoor swimming pool. Over the coming years, he acquired fame for the large number of Rolls-Royces[20] his followers bought for his use.

Osho ended his period of silence in October 1984. In July 1985, he resumed his daily public discourses in the commune's purpose-built, two-acre meditation hall. According to statements he made to the press, he did so against the wishes of Ma Anand Sheela, his secretary and the commune’s top manager.[21]

Increasing conflicts with neighbours and the state of Oregon,[22] as well as serious and criminal misconduct by the commune's management (including conspiracy to murder public officials, wiretapping within the commune, the attempted murder of Osho's personal physician, and a bioterrorism attack on the citizens of The Dalles, Oregon, using salmonella),[23] made the position of the Oregon commune untenable. When the commune's management team who were guilty of these crimes left the U.S. in September 1985, fleeing for Europe, Osho convened a press conference and called on the authorities to undertake an investigation.[22] This eventually led to the conviction of Sheela and several of her lieutenants.[24] Although Osho himself was not implicated in these crimes,[24] his reputation suffered tremendously, especially in the West.[25]

In late October 1985, Osho was arrested in North Carolina as he was allegedly fleeing the U.S. Accused of minor immigration violations, Osho, on advice of his lawyers, entered an "Alford plea" – through which a suspect does not admit guilt, but does concede there is enough evidence to convict him – and was given a suspended sentence on condition that he leave the country.[24]

Osho then began a world tour, speaking in Nepal, Greece and Uruguay, among others. Being refused entry visas by more than twenty different countries, he returned to India in July 1986, and in January 1987, to his old Ashram in Pune, India. He resumed discoursing there.

In late December 1988, he said he no longer wished to be referred to as Bhagwan Shree Rajneesh, and shortly afterwards took the name Osho.

On January 19, 1990, four years after his arrest, Osho died, aged 58, with heart failure being the publicly reported cause. Prior to his death, Osho had expressed his belief that his rapid health decline was caused by some form of poison administered to him by the U.S. authorities during the twelve days he was held without bail in various U.S. prisons. In a public discourse on 6 November 1987, he said that a number of doctors that were consulted had variously suspected thallium, radioactive exposure, and other poisons to account for his failing health:

It does not matter which poison has been given to me, but it is certain that I have been poisoned by Ronald Reagan's American government.[26]

His ashes were placed in his newly built bedroom in one of the main buildings (LaoTsu House) at his last place of residence, his Ashram in Pune, India. The epitaph reads, "OSHO. Never Born, Never Died. Only Visited this Planet Earth between Dec 11 1931 – Jan 19 1990."

[edit] Legacy

With 200,000 visitors annually, the Osho International Meditation Resort in Pune, India, is one of the largest spiritual growth centres in the world today.
With 200,000 visitors annually, the Osho International Meditation Resort in Pune, India, is one of the largest spiritual growth centres in the world today.

Today, Osho's books are more popular than ever before, with translations published in 55 different languages.[27][25] At the end of the eighties, the majority of people in South Asia wanted nothing to do with Osho's commune;[28] but since Osho's death, there has been a sea change in public opinion.[29] In 1991, an influential Indian newspaper counted Osho, among figures such as Gautama Buddha and Mahatma Gandhi, among the ten people who had most changed India's destiny; in Osho's case, by "liberating the minds of future generations from the shackles of religiosity and conformism".[30] Since then, his teachings have progressively become part of the cultural mainstream of India[29] and Nepal.[31]

Osho is one of only two authors whose entire works have been placed in the Library of India's National Parliament in New Delhi (the other is Mahatma Gandhi).[29] Excerpts and quotes from his works appear regularly in the Times of India and many other Indian newspapers. Prominent admirers include the Indian Prime Minister, Dr. Manmohan Singh[32] and the noted Indian novelist and journalist Khushwant Singh.[32] The Osho disciple Vinod Khanna, who worked as Osho's gardener in Rajneeshpuram,[33] served as India's Minister of State for External Affairs from 2003 to 2004.[34]

In the West, figures such as the American poet and Rumi translator Coleman Barks,[35] the American novelist Tom Robbins[36] and the German philosopher, author and TV host Peter Sloterdijk[37] have championed Osho.

Osho's Ashram in Pune has become the Osho International Meditation Resort,[38] one of India's main tourist attractions.[28][39] According to press reports, it attracts some 200,000 visitors from all over the world each year;[32][40] politicians, media personalities and the Dalai Lama have visited the Meditation Resort.[28]

[edit] Osho's philosophy

Osho taught that the greatest values in life are (in no specific order) awareness, love, meditation, celebration, creativity and laughter. He said that enlightenment is everyone's natural state,[41] but that one is distracted from realising it – particularly by the human activity of thought, as well as by emotional ties to societal expectations, and consequent fears and inhibitions.

He was a prolific speaker (in both Hindi and English) on various spiritual traditions including those of Buddha, Krishna, Guru Nanak, Jesus, Socrates, Zen masters, Gurdjieff, Sufism, Hassidism, Tantra and many others. He attempted to ensure that no "system of thought" would define him, since he believed that no philosophy can fully express the truth.

An experienced orator, he said that words could not convey his message[42], but that his basic reason for speaking was to give people a taste of meditation:[43]

I am making you aware of silences without any effort on your part. My speaking is being used for the first time as a strategy to create silence in you.

This is not a teaching, a doctrine, a creed. That’s why I can say anything. I am the most free person who has ever existed as far as saying anything is concerned. I can contradict myself in the same evening a hundred times. Because it is not a speech, it has not to be consistent. It is a totally different thing, and it will take time for the world to recognise that a tremendously different experiment was going on.

Just a moment … when I became silent, you become silent. What remains is just a pure awaiting. You are not making any effort; neither am I making any effort. I enjoy talking; it is not an effort.

I love to see you silent. I love to see you laugh, I love to see you dance. But in all these activities, the fundamental remains meditation.[44]

He was often called the "sex guru" after some speeches in the late 1960s on sexuality. These were later compiled under the title From Sex to Superconsciousness. According to him, "For Tantra everything is holy, nothing is unholy",[45] and all repressive sexual morality was self-defeating, since one could not transcend sex without experiencing it thoroughly and consciously. In 1985, he told the Bombay Illustrated Weekly,

I have never been a celibate. If people believe so, that is their foolishness. I have always loved women – and perhaps more women than anybody else. You can see my beard: it has become grey so quickly because I have lived so intensely that I have compressed almost two hundred years into fifty.[46]

Osho said he loved to disturb people – only by disturbing them could he make them think.[47] Accordingly, his discourses were peppered with offensive jokes[48] and outrageous statements lampooning key figures of established religions such as Hinduism, Jainism or Christianity. Concerning the virgin birth, for example, he said that Jesus was clearly a bastard, since he was not Joseph's biological son.[4] An attempt on his life[49] was made by a Hindu fundamentalist in 1980. Osho, however, said that the only thing he was serious about in his discourses were the jokes – they were the main thing, and everything else was spiritual gossip.[50]

[edit] Osho on meditation

According to Osho, meditation is not concentration: it is relaxation, let-go.[51] It is a state of watchfulness that has no ego fulfilment in it, something that happens when one is in a state of not-doing. There is no "how" to this, because "how" means doing – one has to understand that no doing is going to help. In that very understanding, non-doing happens.[52]

Osho said it was very difficult for modern man to just sit and be in meditation, so he devised so-called Active Meditation techniques to prepare the ground. Some of these preparatory exercises can also be found in western psychological therapies (i.e. gestalt therapy), such as altered breathing, gibberish, laughing or crying. His most significant meditation techniques are today known as "OSHO Dynamic Meditation", "OSHO Kundalini Meditation", "OSHO Nadabrahma Meditation" and "OSHO Nataraj Meditation". For each meditation, special music was composed to guide the meditator through the different phases of the meditations. Osho said that Dynamic Meditation was absolutely necessary for modern man. If people were innocent, he said, there would be no need for Dynamic Meditation, but given that people were repressed, were carrying a large psychological burden, they would first need a catharsis. So Dynamic Meditation was to help them clean themselves out; then they would be able to use any meditation method without difficulty.[53]

In the late eighties he developed a new group of "meditative therapies", known as OSHO Meditative Therapies – "OSHO Mystic Rose", "OSHO Born Again" and "OSHO No-Mind." Apart from his own methods, he also reintroduced minimal parts of several traditional meditation techniques, stripped of what he saw as ritual and tradition, and retaining what he considered to be the most therapeutic parts. He believed that, given sufficient practice, the meditative state can be maintained while performing everyday tasks and that enlightenment is nothing but being continuously in a meditative state.[44]

[edit] Controversy and criticism

Osho had a penchant for courting controversy.[54]

His liberal views on sex and emotional expression, and the resulting unrestrained behaviour of sannyasins in his Pune Ashram,[55] at times caused considerable consternation, dismay and panic among people holding different views on these matters, both in India and the U.S.[19] A number of Western daily papers routinely, and falsely,[56] claimed that Bhagwan, a traditional title for spiritual teachers in India, meant "Master of the Vagina", and focused their reporting on sexual topics.

Osho said that he was "the rich man's guru",[57] and that material poverty was not a spiritual value.[58] He was photographed wearing sumptuous clothing and hand-made watches.[54] He drove a different Rolls-Royce each day – his followers reportedly wanted to buy him 365 of them, one for each day of the year.[59] Publicity shots of the Rolls-Royces (more than 90 in the end) appeared in the press.[10]

In his discourses, Osho consistently attacked organisational principles embraced by societies around the world – the family, nationhood, religion.[60] He condemned priests and politicians with equal venom,[61] and was in turn condemned by them.[62]

Osho dictated three books while undergoing dental treatment under the influence of nitrous oxide (laughing gas): Glimpses of a Golden Childhood, Notes of a Madman, and Books I Have Loved.[63] This led to allegations that Osho was addicted to nitrous oxide gas. In 1985, on the American CBS television show 60 Minutes, his former secretary, Ma Anand Sheela, claimed that Osho took sixty milligrams of Valium every day.

When questioned by journalists about the allegations of daily Valium and nitrous oxide use, Osho categorically denied both, describing the allegations as "absolute lies".[64]

[edit] Further reading

[edit] References

  1. ^ In his book Come Follow To You, Vol. 2, Chapter 4
  2. ^ Autobiographical anecdote recounted in his book Vigyan Bhairav Tantra, Vol. 1, Chapter 23
  3. ^ In his book From Darkness to Light, Chapter 6: Every Child's Original Face is the Face of God
  4. ^ a b Interview with Howard Sattler, 6PR Radio, Australia, video available here)
  5. ^ Online biography
  6. ^ Smarika, Sarva Dharma Sammelan, 1974, Taran Taran Samaj, Jabalpur
  7. ^ In his book The Discipline of Transcendence, Vol. 2, Chapter 11
  8. ^ University of Sagar website
  9. ^ Encyclopædia Britannica entry
  10. ^ a b Article in The New Yorker magazine, Sept. 22 1986: Frances FitzGerald: A reporter at large – Rajneeshpuram (part 1)
  11. ^ a b Autobiography of a Spiritually Incorrect Mystic, Appendix
  12. ^ a b University of Oregon Libraries Collection, Historical Note
  13. ^ Macdonell Practical Sanskrit Dictionary (see entry for bhagavat, which includes bhagavan as the vocative case of bhagavat)
  14. ^ Glossary definition; example of use for Ramana Maharshi
  15. ^ Judith M. Fox: Osho Rajneesh, (2002: 15) ISBN 1-56085-156-2
  16. ^ Judith M. Fox: Osho Rajneesh, (2002: 17) ISBN 1-56085-156-2
  17. ^ Times of India article dated 18 Nov. 2002
  18. ^ Judith M. Fox: Osho Rajneesh, (2002: 21) ISBN 1-56085-156-2
  19. ^ a b New York Times article dated 16 Sep. 1981
  20. ^ Face to Faith – Parable of the Rolls Royces
  21. ^ In his book The Last Testament, Vol. 2, Chapter 29 (transcript of interview with Stern magazine and ZDF TV, Germany)
  22. ^ a b Article in Ashé magazine
  23. ^ Article in The New Yorker magazine, Sept. 29 1986: Frances FitzGerald: A reporter at large – Rajneeshpuram (part 2)
  24. ^ a b c Lewis F. Carter, Charisma and Control in Rajneeshpuram (1990: 233–238) ISBN 0-521-38554-7
  25. ^ a b PublishingTrends.com
  26. ^ In his book Jesus Crucified Again, This Time in Ronald Reagan's America
  27. ^ Tehelka article dated 30 June 2007
  28. ^ a b c Judith M. Fox: Osho Rajneesh, (2002: 41) ISBN 1-56085-156-2
  29. ^ a b c Bombay High Court tax judgment, sections 12–14
  30. ^ Judith M. Fox: Osho Rajneesh, (2002: 42) ISBN 1-56085-156-2
  31. ^ Former prime minister of Nepal, Krishna Prasad Bhattarai, on a visit to the Kathmandu Osho commune
  32. ^ a b c San Francisco Chronicle article dated 29 Aug. 2004
  33. ^ The Tribune article dated 25 July 2002 (8th from the top)
  34. ^ Parliamentary Biography
  35. ^ Osho, Just like that: Talks on Sufism, with an introduction by Coleman Barks, ISBN 3-893-38113-9
  36. ^ Interview with Tom Robbins
  • ความเรียบง่ายไม่ได้หมายความว่าให้ท่านใช้ชีวิตอย่างยากจน เพราะการที่คนกำหนดให้ชีวิตของตนอยู่อย่างยากจนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่ายเลย เขากลายเป็นพวกที่ปากไม่ตรงกับใจ ความต้องการที่จะให้เห็นว่าเขายากจนนั้นแสดงว่าลึกลงไปแล้วเขาปรารถนาในสิ่งที่ตรงกันข้าม.... 

  • อ่านแล้วรู้สึกถึงสัจจธรรมชีวิตจริง ๆค่ะอาจารย์

  • ขอบคุณจริง ๆ

ผมติดตามงานแปลของโอโซของท่านผู้รู้มาตลอดเพราะเมื่อได้ศึกษาแล้วสามารถนำมาปฏิบัติได้ทันที เพียงแต่เราเฝ้าดูความคิดของเราเพราะว่าคนเรานั้นทุกข์เพราะความคิดนั้นเอง

ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยว commune ใน oregon ให้ชัดเจนกว่านี้ ผมแนะนำให้ดูสารคดีใน netfix เรื่อง wild wild country (มี 6 ตอนๆละชั่วโมงกว่า) ผมว่าสะท้อนแง่มุมได้ครอบคลุมดีกว่าคลิป 20 นาที ที่นำมาลงนี้ แต่ถ้าให้ดีผมว่าอย่าไปสนใจเรื่องทำนองนี้จะดีที่สุดครับ เรียนรู้หลักการคำสอนแล้วนำฝึกฝนใช้กับตนเองน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยว commune ใน oregon ให้ชัดเจนกว่านี้ ผมแนะนำให้ดูสารคดีใน netfix เรื่อง wild wild country (มี 6 ตอนๆละชั่วโมงกว่า) ผมว่าสะท้อนแง่มุมได้ครอบคลุมดีกว่าคลิป 20 นาที ที่นำมาลงนี้ แต่ถ้าให้ดีผมว่าอย่าไปสนใจเรื่องทำนองนี้จะดีที่สุดครับ เรียนรู้หลักการคำสอนแล้วนำฝึกฝนใช้กับตนเองน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี